ดร. ป๋วย ผู้ว่าการและอาจารย์

ดร. ป๋วย ผู้ว่าการและอาจารย์

เมื่อ ๙ มีนาคมมาถึง จะมีกลุ่มคนที่ศรัทธาในแนวคิดและการทำงานของ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จัดกิจกรรมบรรยายเรื่องของท่านในแง่มุมต่างๆ
ปี ๒๕๕๕ ได้มีโอกาสพูดที่จังหวัดขอนแก่นให้พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาชิกสมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ฟัง ในวันที่ ๘ มีนาคม
ดร.ป๋วยมีบทบาทในสถาบันสองแห่งนี้มาก
ท่านเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ยาวนาน ระหว่างที่ช่วยพัฒนาคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนเข้มแข็ง
เมื่อลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการ ท่านได้รับตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเวลาต่อมา

ในฐานะหนึ่งในผู้ที่เคยทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงสั้นๆ ในสมัยท่านผู้ว่าการป๋วย ในวันนั้นจึงเลือกเล่าเรื่องที่มีประสบการณ์ตรง คือเรื่องการบริหารงานแบบเน้นความเป็นส่วนบุคคลที่สูงมาก (personal touch) แทนการพูดเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ความเห็นด้านการเมือง หรือบทบาทในการพัฒนาชนบท
วันนั้นได้ยกตัวอย่างมากมาย ขอนำมาถ่ายทอดต่อเพียง ๒ ตัวอย่างคือ
๑. ในสมัยที่ยังเป็นนักศึกษารับทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย เคยถามท่านว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับผู้ที่จบปริญญาเอกมากเพียงใด
ท่านถามว่า ถามทำไม
ได้ตอบท่านว่า เพื่อตัดสินใจว่าจะเรียนปริญญาเอกหรือไม่
ท่านตอบในหลักการว่า คนที่มีความสามารถทัดเทียมกัน ย่อมก้าวหน้าได้ใกล้เคียงกันในระยะยาว คือ คนที่ไม่ได้เรียนปริญญาเอก เรียนรู้จากประสบการณ์การทำงาน คนที่เรียนจบปริญญาเอก เรียนรู้จากการศึกษาและวิจัย
เรื่องนี้เมื่อถามแล้ว ตอบแล้ว ก็นึกว่าจบไปแล้ว แต่ที่แท้ท่านนำเรื่องที่นักศึกษาคนหนึ่งเคยยกเป็นคำถามมาคิดต่อ จนเกิดเป็นโครงการใหผู้ที่เรียนจบจากต่างประเทศได้เวียนงานไปหลายๆ ฝ่ายงาน แล้วให้ผู้บังคับบัญชาจากแต่ละฝ่ายประเมินผลงานของพนักงานผู้นั้น เพื่อกำหนดเงินเดือน
เรื่องนี้ได้ประโยชน์สองด้าน คือ ทุกคนได้มีโอกาสรับการประเมินผลการทำงานจากหลายคน และยังได้เปิดโอกาสให้ “ผู้ใหญ่” และเพื่อนร่วมงานอาวุโสในหลายฝ่ายได้คุ้นหน้าคุ้นตากับผู้มาใหม่ตั้งแต่ปีแรกที่เข้าทำงาน

๒. เมื่อทำงานไปได้ไมกี่เดือน ท่านให้ไปช่วยแปลสุนทรพจน์ของท่านจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย
ก่อนจะเรียกตัวไปมอบหมายงาน ท่านโทรศัพท์ขออนุญาตจากหัวหน้าคนที่กำลังทำงานให้อยู่ด้วยตัวท่านเองก่อน ทำให้หัวหน้าปลื้มใจที่ท่านผู้ว่าการให้เกียรติ และลูกน้องที่ถูกขอตัวมาทำงานไม่ลำบากใจ เพราะมีการรับรู้และอนุญาตแล้ว
ท่านคงติดตามอยู่ห่างๆ และเมื่อทำงานไปสักพัก ท่านคงเห็นว่าน่าจะเสร็จไม่ทันที่่ท่านต้องการ ท่านได้มอบหมายให้พนักงานอีก ๒ คนมาเสริม คนหนึ่งเป็นพนักงานที่จบการศึกษาจากต่างประเทศเช่นกัน แต่เข้าทำงานมาประมาณ ๒ ปีแล้ว อีกคนหนึ่งเชีี่ยวชาญงานพิมพ์ดีด และการเขียนบทความภาษาไทย
ด้วยการร่วมแรงกันในด้านที่แต่ละคนถนัด ในที่สุดงานก็สำเร็จทันเวลา
เมื่องานสำเร็จลง และท่านกล่าวสุนทรพจน์เรียบร้อย ฉบับภาษาไทยก็ได้ตีพิมพ์พร้อมกันไปกับภาษาอังกฤษ และผู้แปลทั้ง ๓ คนก็ต้องตื่นเต้นเมื่อเห็นชื่อของพวกเราทั้งสามปรากฎอยู่ในฐานะผู้แปล
ท่านผู้ว่าการไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นก็ได้ เพราะเราเป็นพนักงานที่ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาแบบนี้เป็นสไตล์ของท่าน
สองเรื่องที่เล่ามานี้ค่อนข้างเบา เมื่อเทียบกับเรื่องอุดมการณ์และผลงานของท่าน แต่เรื่องอื่นๆ นั้น คงมีที่อ่านมากมายแล้ว ส่วนที่เล่ามานี้ และเรื่องอื่นๆ อีกที่นำมาเล่าในวันนั้น เป็นการเสนอให้เห็น ดร. ป๋วย อาจารย์ป๋วย หรือผู้ว่าการป๋วย ในฐานะผู้บริหารองค์กรที่มีชีวิต มิได้มีแต่ผลงานเท่านั้น
ส่ิงที่เล่าในวันนั้นสร้างบรรยากาศให้ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์หลายคนที่นั่งฟังอยู่ เริ่มเล่าประสบการณ์ส่วนตนที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ป๋วยบ้าง หากมีการรวบรวมไว้แล้วนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ก็คงได้หัวข้อว่าด้วยหลักการบริหารแบบอาจารย์ป๋วย อีกเรื่องหนึ่งเป็นแน่

ในระหว่างที่เรียบเรียงความคิดก่อนพูดเรื่องนี้ที่ขอนแก่น ได้พบข้อเขียน ๒ เรื่อง ที่ได้หยิบยกขึ้นกล่าวในวันนั้นด้วย
เรื่องแรกคือ จดหมายเปิดผนึกถึงท่านผู้ว่าการป๋วย ที่ค้นได้จากอินเทอร์เน็ต จดหมายฉบับนี้เขียนขึ้น ตอนที่ท่านผู้ว่าการลาออกจากธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๑๕ โดยกลุ่มพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ (ทั้งที่ได้รับทุน และไม่ได้รับทุน) ซึ่งใช้ชื่อรวมกันว่า “The young central bankers” ได้เคยหาข้อเขียนนี้อยู่นานมาก แต่หาไม่พบ จึงขอขอบคุณท่านผู้นำขึ้นไปโพสต์ไว้ด้วย

MR. GOVERNOR, we can afford you to leave us to devote the rest of your fruitful life to teaching and inspiring our younger generations to serve this land more capably and with sincere concern, and to instilling your ideals into them. However, we terribly miss you as a man whom we could humbly emulate. You might ask us too much to be half as brilliant and capable as you are, but you are not asking us too much to try to serve our nation with deep concern and honesty to the utmost as you have done and will undoubtedly continue to do so…
With sincere respect,
THE YOUNG CENTRAL BANKERS

เรื่องที่สองคือ จดหมายถึงอาจารย์ป๋วย ซึ่งบรรณาธิการเขียนในนามนักเรียนทุนธนาคารแห่งประเทศไทย แทนคำนำในหนังสือชื่อ “แด่อาจารย์ป๋วย” ความตอนหนึ่งกล่าวว่า
อาจารย์อยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานแก้ไขระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๖๐ – ๑๙๖๐ เพราะอยากจะให้รุ่นหลังได้เรียนรู้ว่าอะไรพึงกระทำ อะไรไม่พึงกระทำ ควรทำอะไร อย่างไร และไม่ควรทำอะไร อย่างไร
อาจารย์คาดคะเนว่า ในการพยายามทำงาน รุ่นหลังก็คงจะพบกับความผิดหวังบางประการเหมือนๆ กับที่อาจารย์ — เคยประสบมาแล้ว และ
“ในความผิดหวังอันเนื่องมาจากล้มเหลว บุคคลรุ่นหลังนี้ทั้งชายและหญิงคงจะสามารถเรียนรู้ที่จะรักษาอุดมคติและความกล้าหาญเอาไว้ได้ ดังที่พวกเรารุ่นผู้ใหญ่ได้กระทำไปแล้ว และหวังว่าเพื่อนร่วมงานรุ่นหลังของเราจะสามารถเดินอยู่บนเส้นทางอันแคบแต่ว่าตรงของความซื่อสัตย์ ความไว้วางใจได้ และความกล้าหาญในการรับใช้สาธารณชน”
ข้อเขียนดังกล่าวได้ตอบอาจารย์ป๋วยว่า
“ในการทำงานนั้นแม้ว่าจะประสบอุปสรรคและความผิดหวังอยู่บ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเรียนอาจารย์ได้อย่างเต็มปากว่า ไม่ว่าจะทำถูกหรือผิด ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวัง สิ่งที่พวกเราได้พยายามกระทำนั้นเป็นสิ่งที่กระทำโดยเต็มกำลังความรู้และความสามารถ และยังเดินอยู่บนเส้นทางที่มีความสุจริตเป็นพื้นฐานอยู่เสมอ”
นั่นเป็นข้อเขียนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐

วันเวลาล่วงเลยมาอีก ๒๕ ปี บัดนี้ถ้าอาจารย์ป๋วยยังมีชีวิตอยู่ก็กำลังเดินทางจากอายุ ๙๐ ไปสู่ ๑๐๐ ปี เมื่อวันที่ ๙ มีนาคมเวียนมาในแต่ละปี ก็หวังว่าแต่ละคนที่เคยเกี่ยวข้องรู้จักและชื่นชมอาจารย์ป๋วยจะได้ทบทวนชีวิตของตนเองว่า กำลังอยู่ตรงไหนบนเส้นทางชีวิตและการงาน และกำลังเดินอย่างไร ไปไหน

นวพร เรืองสกุล
๙ เมษายน ๒๕๕๕

One Comment

  1. จากการติดตามผลงานผ่านหนังสือ คำบอกเล่า และผลงานที่เห็น อาจารย์ป๋วย ทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยมากมายจริงๆ และเป็นแบบอย่างที่ดี สำหรับความเป็นคน ตรง สุจริต และเที่ยงธรรม แต่ผลลัพธ์ที่เห็นท่านต้องไปใช้ชีวิตบั้นปลายในต่างประเทศ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลใด ที่ผ่านมาเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเชิกชู ชื่นชมและยังคงมีกิจกรรมระลึกถึงท่านอยู่เนืองๆ แต่ไม่เห็นฝ่ายรัฐได้ทำอะไรในเรื่องเหล่านี้เลย
    ลูกศิษย์ท่านกี่คนที่สามารถดำรงตนสุจริต เที่ยงตรง และทำประโยชน์เพื่อประเทศอย่างแท้จริง แน่นอนว่ามีบ้าง แต่น้อยหรือมากแค่ไหน คือคำถามในใจ
    ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ท่านเป็นแบบอย่างที่ดี สำหรับความเป็นคน ตรง สุจริต และเที่ยงธรรม แต่ผลที่ได้เห็นอาจไม่ใช่แบบอย่างที่หลายคนอยากได้ ถ้าทำได้อะไรไปมากมายขนาดนั้นแต่รัฐไม่รับรู้ ไม่ชื่นชม ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด แล้วจะมีใครอีกกี่คนที่อยากจะเสียสละเพื่อชาติอย่างที่ท่านได้ทำมา ไปยกน้ำหนัก เล่นฟุตบอล หรือ ต่อยมวย ให้ได้เหรียญ ดีกว่า

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s