หนี้นี้ของใคร หนี้กองทุนฟื้นฟู (ภาค ๒)

หนี้นี้ของใคร
หนี้กองทุนฟื้นฟู (ภาค ๒)

ทำไมต้อง “อุ้ม” สถาบันการเงิน
ภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง Too Big to Fail นำเหตุการณ์วิกฤติในภาคสถาบันการเงินของสหรัฐอเมริกา มาเล่าแบบเล่นให้ดู คงจะทำให้คนนอกวงการเงินเข้าใจเรื่องปี ๒๐๐๘ ที่นำไปสู่การปิดเลห์แมน บราเดอร์ส และการเพิ่มทุนให้ธนาคารโดยใช้เงินของรัฐ ได้ชัดขึ้น
ดูแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าได้เห็นวิกฤติของไทยและการดำเนินงานของภาครัฐของไทยในช่วงปี ๒๕๔๐ ซ้ำอีกครั้ง
ตอนกลางๆ เรื่อง มีการอธิบายผลกระทบทางการเงินหลังจากสถาบันการเงินจำพวก investment bank (ประมาณกลุ่ม บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ของประเทศไทย) ประสบปัญหาว่า เมื่อสินเชื่อหยุดชะงัก ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ จะล่ม แม้กระทั่งลูกหนี้ชั้นดีก็อยู่ไม่ได้เมื่อขาดสินเชื่อที่เคยได้ในกรณีปกติของการทำการค้า
เป็นการตอกย้ำว่า สินเชื่อและการเงินคือนำ้มันหล่อลื่น เมื่อน้ำมันไม่มี เครื่องจักรเศรษฐกิจก็ชะงัก
ในเรื่องเป็นการพูดผ่านตัวละครในกรณีของ จีอี
เรื่องทำนองนี้ของไทยได้เคยนำไปเขียนอธิบาย โดยแต่งเป็นเรื่องสั้น ในชุดชื่อ “ยุทธจักรลูกหนี้” (นวพร เรืองสกุล สำนักพิมพ์มติชน)
ภาพยนตร์พูดถึงการซื้อหนี้เน่า (เขาเรียก Toxic assets) ซึ่งก็คือการตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สินต่างๆ ของเรา โดยใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟู
ในภาพยนตร์มีการถกเถียงกันระหว่างการซื้อหนี้เน่ากับการเพิ่มทุนให้ธนาคาร และการถกเถียงกันว่า การเพิ่มทุนมีข้อดีข้อด้อยอย่างไร จะแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อลดข้อด้อย และคงข้อดี และทัศนคติของผู้มีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกันต่อการเพิ่มทุนโดยรัฐเข้าไปในธนาคารเอกชน (คือตอนที่ตัวละครบอกว่า ฝ่ายหนึ่งจะเรียกว่า bailout อีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกว่า nationalized) คือฝ่ายหนึ่งจะเห็นว่าเข้าไป “อุ้ม” อีกฝ่ายจะหาว่าเข้าไป “ยึด”
ส่วนที่แตกต่างกันที่นึกได้เร็วๆ มี ๓ เรื่องคือ

  1. ไทยต้องเผชิญความเจ้ากี้เจ้าการของ ไอเอ็มเอฟ และสหรัฐฯ กับธนาคารของสหรัฐฯ ที่เล่นบทเจ้าหนี้เต็มๆ ส่วนสหรัฐอเมริกา ปี ๒๐๐๘ ไม่เจอ หรือไม่สนไอเอ็มเอฟ และไม่มีสหรัฐฯ เข้าไปจุ้นจ้าน แถมมีเจ้าหนี้ใจดีทั่วโลก เพราะเศรษฐกิจอเมริกันก็ To Big to Fail สำหรับประเทศเจ้าหนี้ที่ถือเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ
  2. ไทยมีสื่อต่างๆ ช่วยกันกระพือความไม่ลงรอยระหว่างนักการเมือง พรรคการเมือง นักการคลัง และนายธนาคารกลาง ส่วนในภาพยนตร์ เราเห็นความร่วมมือกันเพื่อชาติ ขนาดที่ว่าพรรคดีโมแครต ร่วมมือแก้ปัญหาดีกว่าพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของประธานาธิบดีด้วยซ้ำไป
  3. เราได้เห็นการอ้างอิงกลับไปถึง “เศรษฐกิจตกต่ำครั่้งใหญ่” (Great Depression) หลายครั้ง โดยเฉพาะผ่านปากของศาสตราจารย์ ซึ่งเป็นประธานธนาคารกลางของสหรัฐฯ คนอเมริกันยังมี sense of history  อยู่มากพอจะจำได้ และกลัวเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ ๘๐ ปีมาแล้ว (๑๙๒๙) มากพอจะไม่อยากให้เรื่องซ้ำรอยเดิม

(หนังสือ “ย้อนรอยการเงินโลก” ของ นวพร เรืองสกุล กล่าวถึงเรื่องการเงินที่นำไปสู่วิกฤติ ปี ๑๙๒๙ และผลของวิกฤติไว้พอสมควร และอาจจะมีหนังสือภาษาไทยอื่นๆ อีกที่เล่าถึงเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ คราวนั้น ที่จะช่วยให้เข้าใจความกลัวลึกๆ ที่ฝังอยู่ในใจของคนอเมริกันเกี่ยวกับเศรษฐกิจตกต่ำได้ชัดขึ้น)

ใครได้ คนนั้นควรจ่าย
การโอนหนี้ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ทุนสำรอง และธนาคารพาณิชย์ เป็นผู้จ่าย ถ้าใช้เหตุผลว่า เป็นเพราะเหตุเกิดจากสถาบันการเงิน สถาบันที่เกี่ยวข้องควรต้องจ่าย ฟังขึ้นแบบสามัญสำนึก แต่ถ้าคิดให้รอบคอบแล้ว จะเห็นว่าฟังไม่ขึ้น

ทำไมถึงว่า “ฟังไม่ขึ้น”
ธนาคารพาณิชย์ไม่ใช่สถาบันการเงินทั้งหมด ยังมีสถาบันการเงินอื่นอีกที่เป็นผู้สร้างปัญหาในครั้งนั้น แต่ตนไม่มีหน้าที่จ่ายเพราะไม่ได้รับเงินฝากจากประชาชน การเพิ่มค่าต๋งไปบนเงินฝาก เท่ากับเพิ่มภาษีอีกอย่างหนึ่งเข้าไปให้กับธนาคาร
ธนาคารแห่งประเทศไทย จ่ายกำไรให้กระทรวงการคลังอยู่แล้ว แต่ไหนแต่ไรมา
ส่วนเรื่องผลประโยชน์ของทุนสำรองเงินตรา เป็นเรื่องที่ควรยกขึ้นมาพูดกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นเรื่องเป็นราว ในตัวเอง ไม่ต้องผูกโยงกับเรื่องอื่น

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาในช่วงปี ๒๕๔๐ และการพยายามแก้ปัญหาให้ลุล่วงไป เป็นเรื่องใหญ่มาก เรามาดูกันว่า

  1. ใครบ้างมีส่วนเกี่ยวข้อง
  2. ใครบ้างที่ “ได้”
  • ทางการที่ช่วยสถาบันการเงินนั้น ไม่ใช่แค่ธนาคารแห่งประเทศไทย แต่เป็นทางการทุกฝ่าย คือรัฐบาล (รวมฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำด้วย)
  • การช่วยสถาบันการเงิน ไม่ใช่เพราะกลัวผู้ถือหุ้นของสถาบันการเงินขาดทุนเมื่อสถาบันการเงินล้ม แต่เป็นเพราะผลสืบเนื่องจากการล้มต่างหาก ที่น่ากลัวมาก นั่นก็คือ ทางการช่วยสถาบันการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นที่ธนาคารพาณิชย์ ก็ เพื่อจะช่วย “เจ้าหนี้” คือผู้ฝากเงินในสถาบันการเงิน และ “ลูกหนี้” คือผู้ประกอบการทั้งหลายที่กู้เงินมาใช้ในกิจการ

คนที่ได้ ควรจ่าย
คนที่ได้มากๆ จากเศรษฐกิจกลับมาเฟื่องฟู ควรต้องเป็นผู้จ่ายมาก เพราะในยามเศรษฐกิจทรุด ทางการได้เอาตัวเข้าไปแบกเป็นปราการป้องกันไว้ให้
ทั้งนี้ ไม่นับเรื่องการทำนโยบายผิดพลาด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็โทษใครไม่ได้อีก เพราะในระบบการปกครองที่เราเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เราจะโทษใครได้ นอกจากพวกเรา (ในคำรวมๆ) เอง

ใครบ้างที่ได้จากเศรษฐกิจฟื้นตัว

  1. ผู้ฝากเงิน ได้ประโยชน์จากสถาบันการเงินมั่นคง ถ้าอยากเก็บเพิ่มก็ควรเพิ่มอัตราภาษีที่เก็บจากเงินฝาก และเงินได้รับจากดอกเบี้ยทุกประเภท ไม่ให้มีการหลบหลีกเปลี่ยนประเภทจากฝากเป็นกู้ เพราะฝากเงินหรือให้กู้เงิน ก็เป็นเจ้าหนี้ด้วยกันทั้งสองแบบ
  1. ลูกหนี้สถาบันการเงิน เมื่อกิจการไปได้ราบรื่น ก็ไม่เป็นหนี้เสีย และกลับตั้งตัวได้
  1. เมื่อเศรษฐกิจเฟื่องฟู ราคาที่ดิน ราคาหุ้น ก็สูงขึ้น ถ้าจะยกเว้นไม่เก็บตรงนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะเมื่อขายที่ดิน เงินก็กลายเป็นเงินฝาก ไปเก็บภาษีเพิ่มเอาตอนนั้น  หุ้นที่มีการซื้อๆ ขายๆ มาก ช่วยให้กิจการหาทุนง่ายขึ้น (ซึ่งไม่จริงเสมอไป เพราะการซื้อขายหุ้นส่วนมาก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการระดมทุนเพิ่มของกิจการสักเท่าใด)  หรืออีกอย่างก็เพราะเก็บยาก หรือพอคิดว่าจะเก็บก็โดนโวยเสียแล้ว สู้เก็บค่าต๋งจากเงินฝากผ่านธนาคารไม่ได้ คนจำนวนมาก เงินฝากรายย่อย เสียงไม่ดัง เก็บยังไงก็ได้ และเก็บผ่านค่าต๋ง มองไม่เห็นตรงๆ ว่าผู้ฝากเสียภาษีเพิ่ม
  1. ค้าขายกับต่างประเทศได้มาก เงินสำรองของประเทศก็เพิ่มขึ้นมาก เมื่อเงินสำรองเพิ่ม ผลประโยชน์ก็เพิ่ม

ตรงนี้ต้องคิดเอาออกมาสู่คลังอย่างเป็นระบบ และเอามาเรื่อยๆ  ไม่ใช่เอามาแค่เพื่อใช้หนี้คราวนี้เท่านั้น

  1. เศรษฐกิจเฟื่องฟู การค้าขายคล่องตัว กิจการขยายตัว กำไรมากขึ้น การจ้างงานมากขึ้น ทุกคนมีรายได้ดีขึ้น ทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น
  2. สถาบันการเงินที่มีชีวิตอยู่ในเวลานี้  แม้ว่าจะไม่ได้ขอรับความช่วยเหลือในช่วงวิกฤต แต่ก็ได้อานิสงค์ทางอ้อมเนื่องทางการได้โอบอุ้มให้ระบบการชำระเงินอยู่ได้

ตรงนี้เป็นตัวแทนของทดแทนข้อ ๒ – ๓ อยู่แล้ว (ถ้าไม่เปลี่ยนอัตราภาษี)  เพราะทุกคนในท้ายที่สุดก็เสียภาษี  ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐกู้เงินมาอุด พอเศรษฐกิจเฟื่องฟู ก็เป็นตอนที่ต้องเอาเงินที่เกินขึ้นมาจากภาษีที่ได้เพิ่มไปทำสองอย่าง คือ (ก) ใช้หนี้เดิม และ (ข) สะสมเงินรองรังไว้เผื่อเหตุฉุกเฉินในภายหน้า

พูดมายืดยาวทั้ง ๕ ข้อก็เพื่อบอกว่า หนี้นี้ของพวกเราทุกคน และพวกเราทุกคนผ่านรัฐบาลนั่นแหละจะต้องจ่ายจากงบประมาณ ไม่ต้องกันออกไปไว้ที่โน่นที่นี่ ให้ฟังยุ่งยาก (แต่ก็หนีไม่พ้น “เรา” จ่ายนั่นแหละ)
อีกนัยหนึ่งก็คือ สามัญสำนึกบอกว่า การเงินส่วนบุคคล (personal finance) ทำอย่างไร การคลัง (public finance) ก็ต้องทำอย่างนั้น

นวพร เรืองสกุล
๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

หมายเหตุ
ข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดงบประมาณแบบ earmark
หลักการของเศรษฐศาสตร์การคลัง ไม่ชอบให้มีการ “กะกัน”  (earmark) งบประมาณ คือจัดสรรว่ารายรับใดไปเพื่อรายจ่ายใด ยิ่งจัดไว้ล่วงหน้าหลายๆ ปียิ่งไม่เหมาะ
การแบ่งเค้กแบบนี้ อาจจะทำให้สิ่งที่พึงทำในส่วนรวมเบ้เบี้ยวไปได้ เมื่อสิ่งที่ไม่สมควรให้ความสำคัญมาก กลับมีเงินล้นเหลือ สิ่งที่ควรทำกลับขาดแคลนเงินที่จะใช้ไปทำงาน
ประวัติศาสตร์การเงินของสหรัฐอเมริกาที่เคยอ่านพบ จะกล่าวถึงการออกกฎหมายหรือการอนุมัติให้กู้เงินแบบมีกำหนดวงเงินและมีกำหนดระยะเวลา (เช่น ๕ ปี จากวันที่ออกกฎหมาย) เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้ทบทวน และฝ่ายรัฐบาลนำเสนอความต้องการใหม่ๆ ไม่ให้เกิดกรณีที่ใครได้เงินใดไปแล้ว ก็ได้ไปเลยไม่สิ้นสุด
แต่เรากำลังเดินไปในทางกะกันงบประมาณโดยไม่มีกำหนดเวลาหรือวงเงินมากขึ้นเป็นลำดับ  เช่น รายได้ค่าประมูลป้ายทะเบียน เพื่อการนี้ รายได้จากการจัดสรรคลื่นวิทยุ เพื่อการโน้น รายได้จากสรรพสามิต เพื่อการนั้น ฯลฯ โดยแต่ละกฎหมายและแต่ละการจัดสรรอาจไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุด หรือเวลาที่จะต้องนำกลับมาทบทวนใหม่อย่างชัดเจน
บางหน่วยงานมั่งคั่งเป็นอย่างยิ่ง นำไปสู่การใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย เหมือนเป็นเงินฟรี
เราเห็นสิ่งเดียวกันนั้นในระบบมหาวิทยาลัย ที่มีคณะรวย คณะจน บางคณะหาเงินเก่ง และบางคณะก็หาเงินง่ายเพราะลักษณะของวิชา (เช่นเดียวกับ กรมต่างๆ กระทรวงต่างๆ ที่มีกรมหารายได้ง่าย กับกรมที่ไม่มีรายได้เป็นผลพลอยได้)
แต่ไม่ใช่ว่าคณะหรือสาขาวิชาที่จน (หรือกรมที่จน)  ไม่สำคัญ ทุกคณะในมหาวิทยาลัยเดียวกันควรจะต่างมีความสำคัญทั้งนั้น ถ้ามหาวิทยาลัยมีนโยบายให้มีคณะขึ้นมา และคณะควรจะเสริมความแข็งแกร่งให้กันและกัน เพื่อให้ส่วนรวมมีพลังมากกว่าส่วนย่อยที่ต่างคนต่างทำ
การคิดแบบแยกส่วน เป็นสามัญลักษณะของบ้านเรา และเมื่อรู้สึกว่าพึ่งพาระบบจัดสรรงบประมาณตามความเหมาะสมที่คำนึงถึงภาพรวมและเหตุผลไม่ได้ ทั้งในระดับบริหารและระดับนิติบัญญัติ เพราะมีแต่การเจรจาแบ่งเค้กกันตามแต่ว่าใครสามารถเจรจามากกว่ากัน ใครรู้จักใคร ใครเส้นใคร สายไหน ก็ยิ่งมีการกะกันงบประมาณล่วงหน้า มากโครงการยิ่งขึ้น ภาพรวมก็ยิ่งด้อยประสิทธิภาพลง
ลองคิดถึงการเงินส่วนบุคคลก็ได้ จะเป็นอย่างไร ถ้าบอกว่า รายได้เงินเดือนเพื่อค่าอาหารและที่อยู่อาศัย (เมื่อใดตกงาน ก็ต้องไม่กินเลย และไร้ที่อยู่ อย่างนั้นหรือ)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s