หนี้กองทุนฟื้นฟู ๒๕๔๐ – ๒๕๕๕

หนี้กองทุนฟื้นฟู ๒๕๔๐ – ๒๕๕๕

๑๕ ปี ให้หลัง หนี้กองทุนฟื้นฟูที่ก่อไว้เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ก็วกกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ในรูปการออกพระราชกำหนดโอนภาระหนี้

พรก มีเนื้อหาอย่างไรบ้าง สรุปย่อๆ ไว้ตอนท้าย

ความเป็นมาของหนี้กองนี้หาอ่านได้จากบทความและหนังสือ ที่อ้างไว้ท้ายบทความนี้ แต่คงเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่่า เกิดจากการเข้าไปช่วย “อุ้ม” สถาบันการเงิน ในรูปแบบต่างๆ ด้วยความเห็นชอบของทุกฝ่ายในภาครัฐ

คำถามที่ได้ยินบ่อยๆ เมื่อมีข่าว พรก ก็คือ ทำไมหนี้มากนัก นึกว่าหมดแล้ว และที่กองทุนฟื้นฟูขายที่ (เช่นที่รัชดาฯ อันโด่งดัง) และขายสินทรัพย์ต่างๆ นานา ไปตลอดเวลานี้ ไม่ช่วยลดหนี้บ้างเลยหรือ

หนี้ ๓ กอง

รวบรวมความเป็นมาโดยสังเขปที่สุดได้ดังนี้

  1. หนี้กองทุนฟื้นฟูมี ๓ ก้อนด้วยกัน
  2. หนี้เหล่านี้เป็นเงินกู้ของรัฐบาล
  3. นี้เหล่านี้มีแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้เงินต้น และดอกเบี้ยต่างๆ กัน

ไล่ลำดับไปได้ดังนี้

หนึ้ก้อนที่ 1 เป็นหนี้ที่เกิดตอนที่ช่วยสภาพคล่องก่อนปิดบริษัทเงินทุนห้าสิบกว่าแห่ง หนี้ก้อนนี้ไม่มีทางได้คืนเต็มที่ เพราะปิดสถาบันการเงินไปแล้ว และคุณภาพของสินทรัพย์ก็เสียไปด้วยอีกหลายๆ เหตุจากฟองสบู่และวิกฤติเศรษฐกิจตอนนั้น

หนึ้ก้อนที่ 2 เกิดตอนที่หาเงินไปเพิ่มทุนให้ธนาคารหลายแห่ง​ซึ่งมีทางได้คืนมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยต่อเมื่อธนาคารฟื้นตัวได้ แต่ภาวะเศรษฐกิจที่หนักหนาช่วงนั้นทำให้เพิ่มแล้วทุนหายต่อไปอีก จนกระทั่งมีการควบรวมธนาคาร ฯลฯ

หนึ้ก้อนที่ 3 เป็นการประเมินความเสียหาย และภาระทั้งหมดที่กองทุนฟื้นฟูฯ มี และต้องใช้เงินเพื่อรับภาระสินทรัพย์เสียหายต่างๆ ที่ค้างอยู่ เป็นการประเมินเพื่อปิดเรื่องที่พัวพันกันมาเสียที เป็นที่น่าสังเกตว่า ภาระที่ยังมีอยู่ยังไม่หมดไป แม้ว่าทุกคนจะเห็นว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว เศรษฐกิจฟื้นได้เพราะทางการไม่ให้หนี้เก่าภาระเก่าบางส่วนฉุดรั้งธุรกิจไว้จนเดินต่อไม่ได้ ดังนั้นเศรษฐกิจจึงเดินหน้าได้ โดยทิ้งภาระไว้ข้างหลัง หรืออีกนัยหนึ่งทิ้งภาระไว้ที่กองทุนฟื้นฟูฯ

การจัดการหนี้แต่ละกอง

หนี้ก้อนที่ 1 ประมาณ ๕ แสน จัดการไปก่อน โดยกระทรวงการคลังกู้เงินให้ และตกลงกันว่า ธนาคารชาติเป็นคนรับภาระลดเงินต้น คลังรับภาระดอกเบี้ย

ธนาคารชาติลดเงินต้นลงต่อเมื่อได้กำไร (คือมีรายรับสูงกว่ารายจ่าย) และเมื่อลดเงินต้นได้หมด ก็จะเริ่มส่งกำไรที่เหลือใช้คืนกระทรวงคลังที่ได้จ่ายดอกเบี้ยไปก่อน

กระทรวงการคลังรับภาระดอกเบี้ย โดยใช้เงินจากภาษีอากร ตามวิธีการงบประมาณ (คือตั้งรายจ่ายไว้ แล้วหารายรับมาให้พอกับที่ต้องจ่าย)

แต่ธนาคารชาติมีผลขาดทุนสะสมในบัญชีจำนวนมาก ตอนแรกๆ จึงไม่มีกำไรสักปีี ผลก็คือ เงินต้นลดไม่ได้มาก แต่ดอกเบี้ยจ่ายทุกงวด เมื่อเงินต้นไม่ลด ภาระดอกเบี้ยก็ไม่ลดเหมือนกัน

ใครที่เคยเป็นหนี้คงรู้ดีว่า ชีวิตแบบนี้เป็นยังไง

หนี้ก้อนที่ 2 เป็นระดับแสนต้นๆ หนี้ก้อนนี้ กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินต้น และรับภาระดอกเบี้ย แต่ตอนนั้นยังไม่ตัดสินใจว่าจะเอาเงินจากไหนใช้คืนเงินต้น

หนี้ก้อนที่ 3 เกิดจากการบวก ลบ คูณ หาร ประมาณการภาระทั้งหมด ตกลงจำนวนที่ต้องมี แล้วจะปิดกิจการกองทุน ระหว่างนั้นให้กองทุนทะยอยเบิกเงินมาตามความจำเป็น กระทรวงการคลังก็กู้ตามความจำเป็น

กระทรวงการคลังรับภาระดอกเบี้ยตามเคย เงินต้นจะจ่ายจากเงินผลประโยชน์ของทุนสำรองเงินตรา

หนี้ต่างๆ เหล่านี้เหมือนกับหนี้ทั่วๆ ไป คือ มีเงินต้นจำนวนหนึ่ง แล้วต่อจากนั้นก็มีดอกเบี้ย (และดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยเมื่อไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยแรกได้ แล้วกู้เงินมาจ่ายดอก เป็นดอกเบี้ยทบต้น) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทุนฟื้นฟูฯ กู้เงินด้วยดอกเบี้ยแพงมากๆ ในช่วงต้นๆ ของวิกฤติ คนที่ทำงานสมัยนั้นคงจำได้ว่าดอกเบี้ยในตลาดวิ่งขึ้นไปเป็นเลขสองหลัก น้องๆ ดอกเบี้ยนอกระบบที่เขาคิดกันร้อยละ ๒ ต่อเดือน

ตัวเลขภาระการเงินของกองทุนฯ จึงเหมือนดินพอกหางหมู

ส่วนหนี้ของสถาบันการเงินก็เสียแล้วเสียอีก เพราะลูกนี้เจอมรสุมดอกเบี้ยแพง เงินบาทลดค่า และเศรษฐกิจหดตัว พร้อมๆ กัน ดังนั้นส่วนของสินทรัพย์ที่หวังจะได้คืน ก็พลอยหายไปด้วย

เงินผลประโยชน์ทุนสำรองเงินตรา

การมีตัวเลขหนี้ก้อนที่ ๓ ขึ้นมานี้ ทางการทุกฝ่ายหวังว่านี่จะเป็นการแก้ปัญหาที่เบ็ดเสร็จ เพราะรู้แล้วว่าเงินที่ใช้ไปทั้งหมดในการแก้ปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินปี ๒๕๔๐ และผลที่ต่อเนื่องมา มีแค่ไหน และแหล่งที่มาของเงินก็จะแน่นอนว่ามีแน่ เพราะเอาเงินส่วนเกินของทุนสำรองเงินตราออกมาใช้แก้ปัญหา คือ

  1. เอาเงินนี้เพิ่มทุนให้ธนาคารชาติ ล้างขาดทุนสะสม จะได้เริ่มมีกำไรใช้คืนเงินต้นเสียที แบบนี้เงินต้นของหนี้ก้อนที่ ๑ ก็จะลดลงได้
  2. เอาเงินที่เหลืออีกบางส่วนล้างหนี้ก้อนที่ ๒ จนหมด
  3. เอาผลประโยชน์ในอนาคตที่จะหาได้จากการลงทุนเงินจากทุนสำรองเงินตรา และเหลือใช้จากการจัดการเรื่องออกธนบัตร มาใช้หนี้เงินต้นของหนี้ก้อนที่ ๓ แบบนี้หนี้ก้อนที่ ๓ ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ

ถ้าเป็นไปตามแผนที่วาดไว้ ภาระดอกเบี้ยของกระทรวงการคลังก็จะทุเลาลงเป็นลำดับ แต่ว่าจนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๔ หนี้ก็ยังไม่ลดอยู่นั่นเอง

เล่นตลกอะไรกันนี่

ผิดคาด

เปล่า ไม่ได้มีใครเล่นตลก

ภาวะการเงินของโลกต่างหากที่เล่นตลกพลิกแผน จนกระทั่งแผนการที่นักการเงินช่วยกันคิดมาอย่างดิบดี ดีแค่ประเดี๋ยวเดียว แล้วก็กลายเป็นเรื่องคิดไม่ครบไปได้ กล่าวคือ

เมื่อสถานะการณ์การเงินในโลกพลิกผัน เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และเงินบาทก็กลับตาลปัตรจากที่อ่อนเอาๆ เป็นแข็งเอาๆ

ธนาคารชาติพยุงราคาค่าเงินไม่ให้แข็งเร็วเกินไป แต่เงินบาทก็แข็งขึ้นอยู่ดี ทำแบบนี้ก็ขาดทุน (เมื่อคิดเป็นเงินบาท) ก็เลยไม่มีเงินจ่ายเงินต้นก้อนที่ ๑ อีกแล้ว

ส่วนทุนสำรองเงินตรานั้น เงินหนึ่งดอลลาร์ที่เท่ากับ ๓๘ บาท ตอนต้นปี (ราคาสมมติ) พอตีราคาสิ้นปี ก็กลายเป็น ๓๕ บาท ถ้ามีเงินล้านดอลลาร์ แทนที่จะเป็น ๓๘ ล้าน ก็เหลือแค่ ๓๕ ล้าน แต่ธนบัตรออกใช้ไม่ได้ลดลง ทุนสำรองเงินตราที่หนุนหลังก็ต้องคงที่ จึงต้องเอาเงินจากบัญชีอื่นเข้าไปเติม

ผลก็คือ บัญชีผลประโยชน์มีเงินไม่พอ เงินต้นของหนี้ก่้อนที่ ๓ ก็จ่ายไม่ได้อีก

กระทรวงการคลังก็จ่ายดอกเบี้ย โดยเงินต้นไม่ลดต่อไป

อันที่จริงอยากให้มีกำไรใช้หนี้ก็ง่ายนิดเดียว คือทำให้บาทอ่อน โดยธนาคารชาติไม่แทรกแซงแบบทำให้ตัวเองขาดทุนอีก แต่ก็ไม่เห็นมีใครกล้าขี่ช้าง (เล่นกับอัตราแลกเปลี่ยน) เพื่อจับตั๊กแตน (เพื่อให้มีเงินมาใช้หนี้เงินต้นก้อน ๓) เพราะผลต่อระบบเศรษฐกิจจากการเล่นกับอัตราแลกเปลี่ยนนั้นกว้างขวางนัก

ต่อคำถามที่ว่า แล้วกองทุนฟื้นฟูฯ ไม่มีเงินบ้างเลยหรือ หลังจากที่เรียกเก็บค่าต๋งจากสถาบันการเงิน แล้วยังขายทรัพย์ได้

คำตอบก็คือ หลังจากตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เงินค่าต๋งที่เคยเข้ากองทุนฟื้นฟูก็ไม่มี เงินไปสะสมอยู่ที่สถาบันใหม่แทน นั่นก็คือตอนนั้นทางการตั้งใจปิดกิจการนี้ แล้วเปิดกิจการใหม่อย่างกิจการที่ปลอดหนี้ ปลอดปัญหา

แต่กองทุนเป็นของภาครัฐ ไม่ใช่บริษัทเอกชน ไม่สามารถปิดบริษัท ทำตัวล้มละลายล้างหนี้ไปได้ ดังนั้นหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูจึงยังคงอยู่เป็นหนี้ภาครัฐ

ส่วนสินทรัพย์ในมือ ที่ทะยอยนำออกขาย เพียงพอแค่ทำให้ภาระที่ประมาณการสำหรับก้อนที่ ๓ ลดลงเท่านั้น แต่ไม่พอจะทำให้หนี้ก้อนนี้ลดลงมากพอจะบรรเทาภาระได้อย่างเห็นได้ชัด

กล่าวคือ ภาระมีเป็นล้านกับอีกหลายแสน แต่เงินที่เก็บมาได้เป็นหลักแสน ไม่พอแม้แต่จะทำให้ตัวเลขลดจากหลักล้านลงมาเป็นหลักแสน

หมายเหตุ 1

ในเนื้อหาข้างต้น เมื่อกล่าวถึงเงินแสน หมายถึงแสนล้านบาท ดังนั้น ห้าแสนที่ถูกต้องคือห้าแสนล้าน ตัดสินใจไม่เขียน “ล้าน” เพราะเมื่อถึงล้านจริงๆ ต้องเขียนล้านล้าน ซึ่งมหาศาล ถ้าอยากได้ตัวเลขจริงเวลาอ่านก็เติมคำว่าล้านลงไปข้างท้ายในทุกๆ ตัวเลขด้วย

หมายเหตุ 2

อ่านทวนความหลังได้จากหนังสือ “สัปดาห์สุดท้าย” ของ นวพร เรืองสกุล (ตลาดหลักทรัพย์ จัดพิมพ์ฯ​ และบทความเรื่อง “ทุนสำรองเงินตรา เงินถุงแดงของ ร.ศ. ๒๑๘” ที่เคยลงมติชนสุดสัปดาห์ ๖ มีนาคม ๒๕๔๓ และพิมพ์ไว้เป็นบทความท้ายเล่มหนังสือ “สัปดาห์สุดท้าย”)

พรฎ ๒๕๕๕

ถึงปี ๒๕๕๕ รัฐบาลบอกว่า ไม่เอาแล้ว ไม่อยากรับภาระดอกเบี้ยแล้ว อยากใช้เงินงบประมาณไปทำอย่างอื่นมากกว่า ก็เลยขอคิดใหม่ ทำใหม่ (อีกครั้ง) โดย

  1. รวมหนี้ที่เหลือทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นกองเดียว
  2. คลังไม่รับภาระดอกเบี้ยอีกต่อไป
  3. ให้หาเงินมาใช้จาก
    1. เก็บค่าต๋งมาจากสถาบันการเงินเพิ่ม (ทำยังกับว่าสถาบันการเงินทุกแห่งเป็นคนทำเสีย ทั้ง ๆที่คนทำเสียได้ล้มหายตายจากไปจำนวนมากแล้ว ที่เหลือบางราย เขารอดมาได้ด้วยตนเอง)
    2. กองทุนฟื้นฟู จัดการขายสินทรัพย์ ขายได้ก็เอามาจ่ายดอกเบี้ย และลดเงินต้น (แปลว่า ที่ตั้งใจปิดกองทุนในเร็ววันนี้ ไม่ต้องปิดแล้ว ให้อยู่ใช้หนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่า —)
    3. ธนาคารชาติเอากำไรไปลดหนี้
    4. บัญชีผลประโยชน์ทุนสำรองเงินตรา (ถ้ามีกำไร) ก็เอาไปลดเงินต้นของหนี้เดิมที่เป็นของกอง ๓ เท่านั้น

ส่วนที่ว่า เงินที่หามาได้พอจ่ายดอกเบี้ยไหม ไม่พอจะทำยังไง ไว้ว่ากันทีหลัง

เรื่องจะคากันอยู่ระหว่าง

  1. ถ้ากองทุนฟื้นฟูจ่ายดอกเบี้ยไม่ได้ จะทำยังไง จะต้องหาเงินจากใครมาเพิ่ม
  2. พันธบัตรออกโดยกระทรวงการคลัง ดังนั้นเมื่อเงินต้นค้าง ดอกเบี้ยจ่ายไม่ได้ เครดิตคนที่เสียหายคือกระทรวงการคลัง

ต้องรอดู creative financing กันต่อไป เพราะไม่ว่าจะโยกย้ายการจ่ายเงินกันอย่างไร ออกจากบัญชีไหนไปบัญชีไหน ก็ยังเป็นหนี้ของภาครัฐอยู่นั่นเอง

ใครมีความเห็นอย่างไร ก็ว่ากันไป ส่วนบล็อกนี้จะให้ความเห็นใน หัวข้อ “หนี้นี้ของใคร” วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

(หากนำเรื่องนี้ไปอ้างต่อ โปรดอ้างที่มาด้วย จะได้ไม่เกิดการเข้าใจผิด คิดว่านี่เป็นข้อเท็จจริงจากทางการ)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s