จาก หัวใจใหญ่กว่าน้ำ ถึง 1.17 ที่โกเบ

จาก หัวใจใหญ่กว่าน้ำ ถึง 1.17 ที่โกเบ

ปี ๒๕๕๔ น้ำท่วมใหญ่จากภาคเหนือ มาถึงที่ราบลุ่มภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วย เพราะเมืองของเราตั้งขวางทางน้ำ แต่ไม่ได้คาดคิดว่าน้ำมาจะมาก เร็ว และแรง ด้วยสารพัดเหตุ

น้ำผ่านมาแล้ว และผ่านไปแล้ว น้ำเหลืออะไรไว้ให้บ้าง ประสบการณืจากน้ำท่วมสร้างอะไรในเชิงบวกที่ยืนยาวต่อสังคมของเราบ้าง เป็นสิ่งที่ต้องรอดูต่อไป

เมื่อปี ๒๕๓๘ เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดที่นั่นและรุนแรงขนาดนั้น

เรื่องราวของพิบัติภัยคราวนั้นเกิดเป็นพลังบวกหลายประการในสังคมญี่ปุ่น

ขอดูสองเรื่องนี้เป็นลำดับไป

เรื่องของแผ่นดินไหว

ริมอ่าวเมืองโกเบ มีอาคารหลากหลายรูปทรง จุดไฟไสวรายรอบ น่าชม และมีร้านอาหารจำนวนมากที่กรุกระจกให้นั่งกินไปชมวิวไปด้วย อาคารแต่ละหลังใหม่เอี่ยม

เห็นโกเบปัจจุบัน ก็หวนนึกถึงอดีต

“พระอาทิตย์ไม่ทันจะอุทัย   

คว่่ำฟ้าดินไหวทลายล่ม

ดับดวงสุริยาจ่อมจม  

หนาวลมทะเลเลือดและน้ำตา”

เอกสารหลายแหล่งให้ข้อมูลที่พอนำมาลำดับความได้ดังนี้

วันนั้นเป็นเช้าตรู่ของวันที่ ๑๗ มกราคม ค.ศ. ๑๙๙๕ (พ.ศ. ๒๕๓๘) เวลาตีห้ากับอีก ๔๖ นาที ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังนอนหลับหรือยังอยู่ในบ้าน ได้เกิดแผ่นดินไหว ๖.๙ ริกเตอร์ โดยมีศูนย์กลางห่างจากโกเบไม่กี่สิบกิโลเมตร แต่เป็นแผ่นดินไหวที่ตื้นๆ บนพื้นผิวโลก ทำให้รัศมีการสั่นสะเทือนรุนแรงมาก

ชั่วเวลา ๒๐ วินาทีที่แผ่นดินไหว เมืองที่มีพลเมือง ๑.๕ ล้านคน ก็มีคนตายไปกว่า ๖,๔๐๐ คน บาดเจ็บอีก ๒ หมื่นกว่าคน  อาคารกว่าสองแสนหลังเสียหายหรือพังไปเลย

คนติดอยู่ในอาคารที่พังถึง ๓๕,๐๐๐ คน เพื่อนบ้านช่วยกันออกมาได้เป็นส่วนมาก และกว่า ๘๐% รอดชีวิต ประมาณ ๖๐% ของผู้เสียชีวิตเป็นคนอายุมากกว่า ๖๐ ปี

อธิบายได้ว่า ที่ตายในบ้านเพราะบ้านไม้เก่าๆ พังลงมาทับ คนแก่อยู่บ้านเก่า ในขณะที่คนวัยทำงานอยู่บ้านรุ่นใหม่ที่แข็งแรง และสร้างตามมาตรฐานใหม่ จึงเป็นอันตรายต่อชีวิตน้อยกว่า

มีคน ๓๐๐,๐๐๐ ไร้ที่อยู่

เมืองท่าที่ใหญ่เป็นที่สองของญี่ปุ่น รองจากโยโกฮามา ก็ไม่เป็นเมืองท่าอีกต่อไป เมื่อท่าเทียบเรือส่วนมากเสียหาย การส่งออกของประเทศลดลงมากเพราะขาดท่าเรือ

รางรถไฟบิดหรือขาดไปบางส่วน ทางด่วนระหว่างเมืองพังเป็นช่วง และมีไฟไหม้ๆ หยุดๆ อยู่อีก ๒ วัน กว่าจะดับได้หมด

หนังสือการ์ตูนเรื่องหนึ่ง สร้างเหตุการณ์ตอนหนึ่งให้ตัวเอกในเรื่องอยู่ที่โรงพยาบาลในช่วงแผ่นดินไหวที่โกเบ สู้กับอุปสรรคต่างๆ ในการจะรักษาคนบาดเจ็บที่เข้ามาไม่ขาดสายในโรงพยาบาลที่ก็พังไปบางส่วน และในท่ามกลางความมืดในยามค่ำคืน เพราะไฟฟ้าดับหมดเมืองไป ๒ -๓ วัน อ่านแล้วได้ทั้งความรู้ และคุณค่าสำหรับชีวิต

แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นในโตเกียว เมื่อ ๑ กันยายน ในปี ค.ศ. ๑๙๒๓ (พ.ศ. ๒๔๖๖) เรียกกันว่า Great Kanto Earthquake มีกำลังแรง ๗.๙ ริกเตอร์ คนตายไปกว่าแสนคน

โกเบเป็นที่ๆ พลเมืองไม่คาดว่าจะมีแผ่นดินไหว จึงไม่่มีการเตรียมความพร้อม ทั้งในการดูแลตนเอง และกระทั่งในเรื่องการปลูกสร้างอาคารให้แข็งแรงทนแผ่นดินไหวได้

ประเมินความเสียหายทั้งหมดกว่าแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยตอนนี้เท่ากับ ๓ ล้านล้านบาท) นับเป็นความเสียหายที่สูงทำลายสถิติ

มิหนำซ้ำทรัพย์สินต่างๆ มีประกันเพียงแค่ ๓% เท่านั้น จึงเป็นภาระที่หนักมากสำหรับผู้ประสบภัย

ในส่วนของสิ่งที่ต้องจัดการทันทีหลังแผ่นดินไหว มีผู้ประเมินว่า มีขยะให้ต้องจัดการถึง ๑๕ ล้านตัน และใช้เงินไปเกือบแสนล้านบาทในการเก็บกวาดเมือง

สิ่งงดงามที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นก็คือ มีอาสาสมัครเดินทางเข้ามาช่วยเหลือกว่าล้านคนในช่วง ๓ เดือนหลังจากอุบัติภัย

“ฝากใจชาวไทยมาร่วมทุกข์ 

กอบกู้สู้ยุคอย่างหาญกล้า

ขวัญลูกพระอาทิตย์กลับคืนมา    

จากใจเจ้าพระยาท่าพระจันทร์”

(บทกวีของ เนาวรัตน์ พงษ์์ไพบูลย์ ได้มาจากความจำของอาจารย์คณะบัญชีท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ความต้องการเหล็กกล้า กระจก ซีเมนต์ เครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อสร้างเมืองโกเบขึ้นมาใหม่ มีส่วนทำให้เศรษฐกิจและธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างของประเทศฟื้นตัว

๑๘ เดือนให้หลัง โกเบก็กลับมามีระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจใกล้กับระดับก่อนเกิดแผ่นดินไหว โกเบมีบ้านใหม่ๆ ท่าเรือใหม่ และศูนย์การค้าใหม่ แต่ใจของคนจำนวนหนึ่งก็ยังรอให้เวลาช่วยเยียวยา เพราะว่าหลายครอบครัวต้องพลัดจากที่อยู่ที่คุ้นเคยในชุมชนเก่าแก่ ไปสู่ชุมชนใหม่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว

ส่ิงดีๆ ที่มาจาก Great Hanshin – Awaji Earthquake ในครั้งนี้คือ เกิดขบวนการที่เน้นสร้างความเข็มแข็งให้พลเมืองทุกคน และองค์กรระดับชุมชน เพื่อให้รู้จักป้องกันและช่วยเหลือตนเองและชุมชนของตนในยามเผชิญกับพิบัติภัย โดยไม่รอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางซึ่งจะมาไม่ทันท่วงที

มีสัปดาห์สำคัญเกิดขึ้นคร่อมวันที่ ๑๗ มกราคม เรียกว่า Disaster Management and Volunteer Week เพื่อกระตุ้นเตือนการดูแลความปลอดภัยยามมีพิบัติภัย

ชาวเมืองและผู้ไปเยือนโกเบในวันที่ ๑๗ มกราคมของทุกปี จะเห็็นไฟแสดงตัวเลข 1.17 ในสวนสาธารณะใกล้กับศาลากลางของเมือง

เป็นแสงไฟที่จุดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันนั้น เมื่อปี ๑๙๙๕ วันที่ “คว่ำฟ้าดินไหวทลายล่ม”

(คัดมาจาก เรื่อง 1.17 ที่โกเบ คอลัมน์ “เที่ยวถนน ท่องตลาด” สกุลไทย ฉบับที่ ๒๙๘๘)

 เรื่องของน้ำท่วม

น้ำ น้ำ น้ำ น้ำ น้ำ

ซัดสาด ซัดซ้ำ ท่วมทั้งธรณี

น้ำฟ้าก็บ่าะลัก

น้ำเหนือจัดหนัก กระหน่ำปฐพี – – – –

หัวใจเราใหญ่กว่าน้ำ หัวใจเราใหญ่กว่าน้ำ

ยิ่งซัด ยิ่งซ้ำ ยิ่งสู้ สู้ สู้ – – – –

บทกวีของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

น้ำท่วมคร้ั้งนี้เราได้เห็นพลังน้ำใจของเหล่าอาสาสมัครและเพื่อนบ้านที่ช่วยเหลือกันและกัน ทั้งในช่วงระหว่างและภายหลังภัยพิบัติ ได้เห็นพลังสร้างสรรค์เฉพาะกิจมากมายทั้งที่อิงวิชาการ และใช้ภูมิปัญญาส่วนบุคคล และยังได้เห็นสารพัดวิธีการป้องกัน (เคยลงภาพไว้แล้วในเรื่อง Flood Tour of Bangkok)

เรื่องการสู้กับน้ำคงบันทึกได้หลายเล่มหนังสือ จากแง่มุมต่างๆ เช่น เรื่องการช่วยเหลือ หรือการป้องกัน แต่เรื่องต่างๆ จะมีเสน่ห์น่าติดตามและลุ้นระทึกเพียงใดอยู่ที่ผู้นำเสนอและแง่มุมที่เลือกมาเสนอด้วย

เมื่อน้องน้ำเดินทางมาใกล้ๆ เราได้เห็นการช่วยกันทำงานอย่างแข็งขัน ข้ามคณะ ข้ามสาขาวิชาชีพ มีการใช้วิชาการผสานกับการพลิกแพลงตามสถานการณ์ และทรัพยากรที่มี ทั้งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ในเอกสารแจก) ซึ่งทำเรื่องช่วยเหลือ เพราะมหาวิทยาลัยปลอดภัยจากน้ำ กับมหาวิทยาลัยมหิดล (ในหนังสือเล่มนี้) ซึ่งทำเรื่องป้องกัน จนเหลือมหาวิทยาลัยเป็นเกาะกลางน้ำช่ัวระยะเวลาหนึ่ง เป็นที่ให้บุคลากรด้านต่างๆ ออกปฏิบัติการช่วยเหลือชุมชนโดยรอบได้ แทนที่่จะจมน้ำไปพร้อมๆ กันหมด

เรื่องการป้องกัน มีหนังสือชื่อ “หัวใจใหญ่กว่าน้ำ” ออกมาขายตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกการรวมพลังเฉพาะกิจของคนกลุ่มหนึ่งในการพยายามสู้กับภัยธรรมชาติที่จู่โจมมาอย่างไม่คาดคิด เพื่อรักษามหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศาลายา ให้รอดจากน้ำท่วม

ดร. สุกรี เจริญสุข บันทึกไว้ด้วยสำนวนสนุกๆ คันๆ ตามสไตล์ พร้อมภาพสวยแกมเศร้า และคำให้สัมภาษณ์จากใจของเหล่านักสู้ (น้ำ) แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

หนังสือเล่มโตอาจจะทำเอาคนบางหมั่นไส้

“ฮึ แค่กันน้ำท่วมได้ก็คุยซะใหญ่โต”

คำว่า “แค่” นี่มันแค่ไหน ลองฟังดูสักราย

คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ประยุกต์วิทยายุทธ์ด้านวิศวะที่เล่าเรียนมาออกมาสู้กับน้ำ เล่าเอาไว้ว่า

“เอาอยู่หรือเปล่าไม่ทราบ แต่ว่าทำให้รอดได้ – –  เราน่าจะช่วย เพราะมูลค่าของสิ่งของต่างๆ นั้นมากมาย ไม่ใช่แค่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์อย่างเดียว ยังมีของคณะอื่นๆ ด้วยอีกมหาศาล ถ้ารวมแล้วเกินพันล้านแน่นอน แค่ย่อมๆ ของคณะวิศวะ ถ้าเกิดมันเสียหาย ผมว่าก็เกินสามร้อยล้านแล้ว และถ้ามาซ่อมใหม่ก็ต้้องเสียเวลา นักศึกษาก็จะต้องเสียไปเทอมหนึ่งเลย หรืออาจจะปีหนึ่งเต็มๆ โดยที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลย เพราะมันมีเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ เช่น พวกเครื่องกลึง อุปกรณ์อุตสาหกรรมหนัก หรือพวกไฟฟ้า เคมี โยธา เครื่องกลศาสตร์ อะไรพวกนี้อยู่ชั้นหนึ่งหมด ถ้าจมน้ำ้ไปก็จบ”

ดร. สุกรี พูดคำคมไว้ในน่าคิดหลายตอนด้วยกัน ได้แต่หวังว่า เมื่อน้ำลดแล้ว เมื่อมหาวิทยาลัยกลับมาสบายตามเดิมแล้ว ชาวมหิดลทั้งนักศึกษาและบุคลากรคงไม่ลืมวันเวลาที่คนทั้งใกล้และไกล ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ได้ทุ่มเททั้งกำลังกายและแรงใจลงไปในการป้องกันมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศแห่งนี้ให้อยู่รอดปลอดภัย

(หาซื้อหนังสือได้ที่ร้านฮาร์โมนี ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จะสั่งทางโทรศัพท์ ให้ส่งทางไปรษณีย์ก็ได้ หรือว่าจะอดใจรอให้ถึง ๑๘  มกราคม แล้วไปซื้อที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ก็ได้ ที่ต้องรอหน่อยเพราะเอกสารเดินช้า กว่าคนทำเล่มหนังสือ)

อีกเรื่องที่เล่ากันมากคือกรณีปากเกร็ด นนทบุรี ที่องค์กรส่วนท้องถิ่นเข้มแข็ง ช่วยกันเฉลี่ยสุข เฉลี่ยทุกข์ (ไม่ใส่หารทุกข์ เพื่อให้ทุกข์ถ้วนหน้า) โดยคนที่สบายลงแรงช่วยคนที่น้ำท่วม ทั้งระหว่างที่น้ำท่วมและหลังน้ำท่วม และยังรู้จักดึงพันธมิตรและเครือข่ายมาช่วยเหลือ เป็นชุมชนที่มีผู้นำที่เข้าถึง และเข้าใจ

เป็นกรณีที่ควรมีการบันทึกไว้อย่างเป็นระบบเหมือนกัน

ไม่ควรให้เกิดกรณีที่ว่า เมื่อน้ำลดแล้วอาสาสมัครที่มารวมกันเฉพาะกิจก็สลายตัว น้ำแห้ง น้ำใจก็กลับแล้งด้วย ความรู้เรื่องการป้องกันและดูแลตนเองและทรัพย์สินของตนยามน้ำมา ก็ปล่อยไปตามน้ำ แบบแผนการดูแลกันเองในชุมชนไม่ถูกถ่ายทอดเป็นบทเรียน แต่ยกไว้เป็นกรณียกเว้น ว่าเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตน หรือความบังเอิญ

ไม่ควรที่ในมหาวิทยาลัย (ทั้งที่น้ำมาถึง มาไม่ถึง น้ำท่วมและน้ำไม่ท่วม) ที่น้ำช่วยละลายพฤติกรรมการสร้างป้อมปราการระหว่างภาควิชา คณะ และบุคคล จนนุ่มลงไปพร้อมจะผสานกันแล้ว จะกลับแข็งกระด้างขึ้นมาใหม่ กลับไปแยกภาควิชา แยกคณะ แยกพวก ตามปกติวิสัยของคนที่ขาดพลังหลอมรวม แล้วหันมาจิกตีกันเหมือนไก่ในเข่งต่อไป

ขอให้ความในใจที่ นพดล จารุศิริพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทรวมชัยมัลติเทรด จำกัด กล่าวไว้ คงอยู่ในใจทุกคน

“มหาวิทยาลัยมหิดลไม่ใช่ของส่วนตัวของใคร แต่เป็นของส่วนรวม เป็นของสาธารณะ เราไม่ได้ช่วยคนคนเดียว แต่เราได้ช่วยสังคม และช่วยประเทศชาติ”   (จากหนังสือ หัวใจใหญ่กว่าน้ำ)

นวพร เรืองสกุล

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s