เพื่อให้ที่นี่มีความหมาย (มหาวิทยาลัยไทย ตอนที่ ๒)

เพื่อให้ที่นี่มีความหมาย

วิสัยทัศน์ พันธกิจ และการวางหมากของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ธันวาคม ๒๕๕๔

1. เรื่องในหลายๆ โอกาสหลอมรวมกันเป็นข้อคิดที่นำเสนอในครั้งนี้ เช่น ในการแสดงความเห็นในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย รวมตลอดจนการบรรยายและประชุมกันหลายครั้งหลายระดับ ในช่วงปี ๒๕๕๔

2. ขอเสนอให้ประชาคมได้ช่วยกันคิดพิจารณา ถกเถียง และปรับปรุง เพื่อความรุ่งเรืองของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นผลมาจากคนในภาคเหนือร่วมแรงร่วมใจกันเรียกร้องต้องการ

3. องค์กรของรัฐแทบทุกแห่งเขียนวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย และกลยุทธ์ ขององค์กรตนเองด้วยเนื้อหาและสำนวนคล้ายกัน ต่างกันเพียงถ้อยคำในรายละเอียดว่า เขียนแบบนี้เป็นพันธกิจ แบบนี้เป็นเป้าหมาย และแบบนี้เป็นกลยุทธ์

ในที่นี้จึงเหมารวมทั้งสามหัวข้อเป็นเรื่องเดียวกัน

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต่างๆ ของเรายังเขียนวิสัยทัศน์ ฯลฯ คล้ายกันอีกด้วย เมื่อลบชื่อมหาวิทยาลัยออก ก็แทบไม่รู้ว่าเนื้อหาที่เขียนไว้เป็นของมหาวิทยาลัยใด

แต่ในโลกนี้ความแตกต่าง (differentiation) เป็นเรื่องสำคัญมาก

4. ภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคของภาคเหนือ

มช. มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศด้วย จึงจำเป็นจะต้องวางตำแหน่งให้ชัดเจน

คำว่าภูมิภาคที่มีสองนัย นัยหนึ่งคือภูธร อีกนัยหนึ่งคือความเป็นภูมิภาคในกลุ่มประเทศ มช.จะเลือกเป็นอย่างใด หรือเลือกทั้งสอง อย่างลึกซึ่้งและใคร่ครวญ

ในนัยแรก มหาวิทยาลัยควรเป็น “ท้องถิ่น” มากกว่า “ภูธร” มหาวิทยาลัยควรเป็น “พี่เอื้อย” ของอุดมศึกษาในภาคเหนือ เป็นผู้นำ เป็นผู้ประคับประคอง และเป็นแบบอย่างในสถาบันอุดมศึกษาอื่น เพราะความที่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ

ในด้านการเมืองการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยควรเป็นผู้นำความรู้ไปสู่ชุมชนทุกระดับ เป็นผู้สะท้อนแนวคิดของส่วนกลางสู่ภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง และมีแนวคิดการปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาให้ท้องถิ่นทุกระดับเข้มแข็ง ทั้งที่ต้องทำในส่วนกลางและในท้องถิ่นเอง เพราะความเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนภาคเหนือ

5. ในความเป็นภูมิภาคระดับนานาชาติ

ประเทศไทยอยู่ระหว่างกลางของอินเดีย กับจีน (จึงเป็นอินโดจีน) วัฒนธรรมของเราก็ผสมผสานระหว่างสองประเทศใหญ่นี้ ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นเป็นลำดับในเวทีโลก

ในด้านเศรษฐกิจ ประเทศของเราอาจจะเป็นศูนย์กลางด้านลอจิสติก เพื่อการกระจายสินค้าได้  และยังอาจเป็นได้อีกหลายอย่างขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้สถานที่ตั้ง สภาพภูมิศาสตร์ และจุดเด่นอื่นๆ ให้เป็นประโยชน์

6. มช. จะเลือกเป็นภูมิภาคระดับระหว่างประเทศ ก็สามารถเป็นได้ ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย

7. ทางเลือก:  เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่การแข่งขันสูงขึ้น มหาวิทยาลัยน่าจะพัฒนาตนเองให้มีความเป็นเลิศเฉพาะตัวในบางสาขาวิชาที่เลือกแล้ว โดยสร้างขึ้นมาจากพื้นฐานหนึ่งในหลายๆ ข้อต่อไปนี้

ก. ความรู้ความสามารถเด่นเป็นพิเศษของอาจารย์และบุคลากรที่มี

ข. เลือกสาขาวิชาที่กำลังเติบโตและยังมีช่องว่างให้ “เล่น” ได้

ค. พัฒนาศักยภาพในสาขาหรือหัวข้อที่ได้เปรียบด้านสภาพภูมิศาสตร์ และประชากรในพื้นที่นั้นๆ ของมหาวิทยาลัย

8. ตัวอย่างของเรื่องที่น่าจะเป็นจุดเด่นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในข้อ ค. ข้างต้น ได้แก่

ก. ความรู้ทุกด้านเกี่ยวกับลุ่มแม่น้ำโขง

ข. เป็นศูนย์กลางการศึกษาทุกด้านเกี่ยวกับล้านนา และไทยใหญ่ แล้วขยายต่อไปเป็นศูนย์ของวัฒนธรรมไท ทั้งหมด

ค. ทำโครงการเกี่ยวกับบ้านและการให้บริการรอบด้านแก่ผู้สูงวัย การศึกษาปัญหาที่อาจมี และนำไปสู่นโยบายสาธารณะในที่สุด เนื่องจากปัจจุบันเชียงใหม่เป็นที่พักของผู้สูงวัยจากต่างประเทศจำนวนมาก และยังสอดคล้องกับข้อมูลที่ว่าไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมผู้สูงวัยอีกด้วย

ง. การอนุรักษ์เมือง และการพัฒนาเมืองให้อยู่ในสภาพเดิมในโลกยุคใหม่ คงความมีวัฒนธรรมและเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยในเวลาเดียวกัน

จ. การจัดการทรัพยากรต้นน้ำ เรื่องป่าเมืองร้อน ปลาน้ำจืด การเกษตรที่ราบสูง การจัดการเรื่องภูมิทัศน์ที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ มิใช่เพียงการออกแบบสิ่งก่อสร้างด้านสภาปัตยกรรม

ฉ. การศึกษาด้านพุทธศาสนา ซึ่งล้านนาเป็นแหล่งดั้งเดิมแหล่งหนึ่ง และยังคงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี และการปฏิบัติ ไว้ได้ค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ยังมีด้านอื่นๆ ที่มหาวิทยาลัยทำอยู่แล้ว และควรทุ่มเททำให้รอบด้านและพัฒนาองค์ความรู้ให้เป็นที่รับรู้ในระดับสากล เช่น การเกษตรที่ราบสูง สมุนไพรไทย

9. เราอาจจะลองใส่ “เนื้อ” ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ เข้าไปในหัวข้อต่างๆ ที่นำมาใช้เป็นพันธกิจ เป้าหมาย และกลยุทธ์ ที่กว้างๆ ให้เห็นความชัดเจนมากขึ้น และต้องไม่ลืมว่าเรื่องเดียวกันน่าจะสนองได้มากกว่า ๑ เรื่องที่ต้องการทำ

10. วิสัยทัศน์: CMU the Ultimate Gateway, the most splendid City of Culture

หนึ่งตัวเลือกคือ “เป็นจุดหมายของนักศึกษาและนักวิชาการประชาคมอาเซียน”

ใครๆ ก็อยากมา เพราะว่าใครๆ ก็อยากมาเยือนเชียงใหม่อยู่แล้ว เป็นการใช้จุดเด่นของเชียงใหม่มาเสริมให้มหาวิทยาลัยเด่นไปด้วยกัน

เมื่อเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมที่วิเศษสุด หมหาวิทยาลัยก็ควรเป็นสุดยอดของแหล่งเรียนรู้ อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ติดตามความเคลื่อนไหว และมีส่วนร่วมในการคลี่คลายของวัฒนธรรมล้านนา และวัฒนธรรมไท ที่มีสู่โลกอนาคต โดยธำรงเนื้อในของเอกลักษณ์เอาไว้ด้วย

เมื่ออาเซียนอยากมา คนนอกอาเซียนที่อยากมารู้จักอาเซียนก็ต้องเห็นว่าน่ามาเหมือนกัน เพราะได้รู้จักทั้งเมืองไทย ได้รู้จักทั้งคนในอาเซียน ได้ซึมซับศิลปวัฒนธรรมมีชีวิต ร่วมสมัย แต่มีรากอันหยั่งลึกลงไปในประวัติศาสตร์กว่า ๗๐๐ ปี

ความเป็นมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาและอาจารย์นานาชาติอยากจะมาใช้ชีวิตสักระยะหนึ่งก็จะเกิดตามมา

ความอยากมาต้องหมายถึงว่ามีจุดเด่นพอจะดึงดูดได้ และ

เป็นมหาวิทยาลัยได้คุณภาพเทีียบชั้นกับชาวโลกได้

11. คุณภาพจะต้องมีคุณค่าเป็นรากฐาน

คุณค่าแรกอยู่ในการทำงานของฝ่ายบริหารที่แสดงออกมาเป็นสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัย ทั้งในส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ ด้านการประพฤติปฏิบัติของตนอันที่เป็นสิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต อนุมานได้ถึงการมี/ ไม่มีจริยธรรม การเป็น/ไม่เป็นประชาธิปไตย การรัก/ไม่รักการเรียนรู้ การรู้จัก/ไม่รู้จักและไม่ใส่ใจศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ

การให้การศึกษามีทั้งการ “ทำให้ดู” และให้นักศึกษามีส่วนร่วมด้วย คือ​“ให้ทำดู”

12. การวางผังเขตการศึกษา

ถ้าคำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของพื้นที่ ที่มีแหล่งน้ำ ป่า เขา และใช้ธรรมชาติเหล่านั้นเป็นแกนในการออกแบบ นักศึกษาและบุคลากรจะได้สัมผัสธรรมชาติทุกวัน ได้แสดงศักยภาพของคณะเกษตรต่อชุมชนและสังคมโดยตรง และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับวิชาการด้านภูมิสถาปัตย์ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นตัวกำหนด และลดการบำรุงรักษา แทนการออกแบบที่ท้าทายและบังคับธรรมชาติให้ตามใจมนุษย์ ซึ่งสิ้นเปลืองมากกว่า

การจัดวางอาคารต่างๆ ในพื้นที่จะบ่งชี้โดยไม่ต้องเอ่ยวาจาว่ามหาวิทยาลัยคำนึงถึงนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง หรือว่าอาจารย์และภาควิชาเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมีผลกระทบเลยไปถึงความสิ้นเปลืองในเรื่องการคมนาคมขนส่ง และการจัดการจราจรภายในมหาวิทยาลัยด้วย

อาคารเรียนที่ดีควรอยู่ใกล้กันเพื่อให้นักศึกษาเดินเรียนข้ามคณะได้

อาคารหรือพื้นที่กิจกรรมอยู่ศูนย์กลางเพื่อให้ทุกคนเข้ามาร่วมได้อย่างสะดวก

13. การออกแบบและการใช้พื้นที่อาคาร

อาคารต่างๆ ออกแบบโดยคำนึงถึงคุณค่าและเป้าหมายที่ระบุเพียงใด

ประหยัดทรัพยากรเพียงใด ทั้งในขั้นตอนการก่อสร้าง (ใช้วัสดุท้องถิ่น ออกแบบให้สอดคล้องกับท้องถิ่น ดังที่เป็นแนวทางของสถาปัตยกรรมที่เน้นความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ)  การใช้งาน (เช่น ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และนำ้) และการบำรุงรักษาที่ประหยัดและสะดวก

เมื่อสร้างขึ้นมาแล้ว ใช้ประโยชน์เต็มที่หรือไม่ เช่น ใช้ทุกวันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทั้่งอาคาร การใช้ห้องเรียน ห้องประชุม และห้องกิจกรรม

ใช้ประโยชน์เพื่อใครบ้าง ในสัดส่วนใด ระหว่างนักศึกษา บุคลากร อาจารย์ และชุมชนหรือสังคม และได้วัตถุประสงค์ใด

สิ่งเหล่านี้แจงให้เห็นคุณค่าที่มหาวิทยาลัยยึดถืออย่างแท้จริง ซึ่งเสียงดังกว่าคำขวัญและกิจกรรมเฉพาะกิจต่างๆ

การให้การศึกษากับการสร้างนิสัย และให้คุณค่าต่อชีวิตและสังคม เดินเคียงกันไป

14. ในระดับสังคมไทยและสังคมโลก ขอยกประเด็นเรื่องสังคมผู้สูงอายุ และสังคมนานาชาติ

เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ เชียงใหม่ได้รับการเผยแพร่ว่าเป็นเมืองที่น่ามาใช้ชีวิตในบั้นปลายมากที่สุดสำหรับชาวโลกที่พอมีเงิน เพราะว่าราคาถูก

นอกจากจะไม่แพงแล้ว เรายังรู้ว่ามีบริการดี และมีชีวิตของเมือง

การมีคนเกษียณมาอยู่มากๆ มีทั้งผลบวกและผลลบ ที่จะไม่กล่าวถึงในรายละเอียด แต่มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทเป็นเสียงเตือนต่อสังคม และการกำหนดนโยบายสาธารณะที่เหมาะสม เพื่อลดผลลบ และเสริมผลบวก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นปัญหาแรงงานที่ขาดแคลน ปัญหาที่จะตามมาจากการมีพลเมืองผู้สูงอายุมากขึ้น ทั้งด้านการดูแลสุขภาพ ที่อยู่อาศัย กิจกรรมต่างๆ ที่ต่อเนื่อง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การที่มีคนนานาชาติพันธุ์ ที่เข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ จะเป็นหัวข้อวิจัยของมหาวิทยาลัย และโจทย์เชิงนโยบายเพื่อชาติได้อย่างไร เช่นเพื่อให้มาเป็นวิทยากร เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญา เพื่อปรับปรุงสภาพชีวิตและสถานะให้ดีขึ้น เพื่อศึกษาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ฯลฯ

กลุ่มนี้มีทั้งชาวเขา ผู้ลี้ภัย และผู้เลือกมาอยู่อย่างถาวร มีทั้งผู้มีการศึกษาและผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนสูงวัย

15. ตัวอย่างการมีบทบาทในชุมชน

ในบรรดาพันธกิจต่างๆ ของมหาวิทยาลัย มักจะกล่าวถึงการให้บริการวิชาการต่อชุมชน การผลิตผลงานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น การทำนุบำรุงศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และงานด้านนโยบายสาธารณะ  เอาไว้ด้วย

ชุมชนกับมหาวิทยาลัยต้องอยู่ร่วมกัน มหาวิทยาลัยระดับชาติหรือระดับโลกก็ไม่อาจละเลยประเด็นใกล้ตัวแบบนี้ได้

เดินทางไปรอบเมืองเชียงใหม่ เห็นสิ่งต่างๆ ที่น่าจะนำเข้ามาเป็นโจทย์สำหรับการเรียนการสอนและการวิจัยในมหาวิทยาลัยได้หลายเรื่อง

เรื่องง่ายๆ คืองานเฉพาะด้าน เช่น งานออกแบบต่างๆ (มหาวิทยาลัยทำอยู่แล้ว) งานการพัฒนาปรับปรุงสิ่งเดิมให้ทันสมัย สะดวก ไม่กลายเป็นโบราณวัตถุที่รอวันปลดระวาง งานด้านภาษาอังกฤษในคำบรรยายต่างๆ ที่ยังผิดเพี้ยนทั่วทั้งเมือง เป็นต้น

16. หากเรียงร้อยรายการกิจกรรมต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำอยู่แล้วในคณะต่างๆ จะเห็นว่ามีมากมาย แสดงว่าความใส่ใจในระดับปฏิบัติการมีอยู่ แต่อาจจะยังขาดผลกระแทกที่พึงประสงค์ เพราะขาดพลังร่วมกันของมหาวิทยาลัยในฐานะองค์กรหลัก

เรื่องแรกที่เป็นภาพใหญ่คือ ผังเมืองและการออกแบบชุมชน ทั้งเขตเมืองและชนบท ให้วิถีชีวิตที่พึงปรารถนาดำรงอยู่ได้ ไม่ถูกทำให้วิบัติไปด้วยอำนาจเงินจากต่างถิ่น ที่เข้ามาแสวงหากำไรระยะสั้น กอบโกยแล้วออกไป ทิ้งชุมชนที่แตกสลายไว้ให้พื้นที่ต้องดูแล

บทบาทขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กับการรับมือกับปัญหาของเมืองใหญ่ ระดับรองๆ จากกรุงเทพฯ เป็นเรื่องจำเป็นต้องศึกษาและหาทางออกที่เหมาะสม

เพื่อรักษาชุมชนให้เติบโตร่วมสมัยได้โดยรักษาเอกลักษณ์เดิมเอาไว้

กรณีชุมชนวัดเกตฯ เป็นตัวอย่างบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ยังไม่ “เต็มที่” ทั้งๆ ที่ชุมชนในท้องที่เต็มร้อยในการดำรงความเป็นชุมชน

17. บทบาทของมหาวิทยาลัยในการอนุรักษ์อาคาร เราจะอนุรักษ์แบบมีแต่ทางจ่ายเงินเพื่อบำรุงรักษา หรือคิดในเรื่องการอนุรักษ์แบบเป็นการลงทุนที่ได้ประโยชน์ทั้งต่อมหาวิทยาลัยเองและต่อชุมชนด้วย ดังกรณี national trust ที่อังกฤษ และสก๊อตแลนด์

จะอนุรักษ์โดยการยกย้ายมาไว้ในมหาวิทยาลัยดังอาคารเรือนไทยกลุ่มใหญ่ที่มีอยู่ หรือจะพยายามอนุรักษ์ในบริบทของชุมชน เช่นที่ปรับปรุงอาคารบริการทางการแพทย์แผนไทย หรืออาคารอื่นที่ยังไม่ได้ดำเนินการ

18. จะอนุรักษ์เฉพาะสิ่งปลูกสร้าง หรือจะพยายามเติมชีวิตเข้าไปอาคารด้วย

 

 

 

 

19. ประเพณียี่เป็ง เป็นตัวอย่างบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมกิจกรรมกับนักศึกษาแบบแยกส่วนรายคณะ และไม่มองโจทย์ให้ครบวงจรว่ายี่เป็งควรอยู่อย่างไร มีความหมายใดที่ลึกซึ้งกว่าการเล่นสนุก ทั้งๆ ที่ความรู้เรื่องประเพณีเดิมก็มีอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นเอง แต่ไม่ได้รับการเผยแพร่หรือใส่ใจมากนัก

20. ประเพณีที่ผิดเพี้ยนและเป็นอันตรายเพียงเพื่อสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่รักสนุก ควรได้รับการดูแลและคงคืนประเพณีงดงามของเดิมไว้ได้อย่างไร เช่น

การลอยโคมที่ปัจจุบันลอยเต็มฟ้าจนเป็นอันตรายต่อการบิน มีปัญหาโคมลอยที่ลอยไปเผาอาคารบ้านเรือน และตกลงมาเป็นขยะทั่วไปในเมือง รวมทั้งในมหาวิทยาลัยเอง

21. การบุกรุก ทั้งริมน้ำ และริมถนน การจับจองถนนเป็นร้านค้าทั้งแบบบางวันและทุกวัน ตลอดจนแนวคิดเรื่องถนนคนเดินสำหรับเชียงใหม่ควรเป็นเช่นไร

22. การจัดการคมนาคมขนส่งในเมือง ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้เคยศึกษาไว้แล้วในเชิงเทคนิค แต่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ สิ่งที่ยังขาดไปคืองานของสายสังคมศาสตร์และบริหารธุรกิจ ในด้านกระบวนการเคลื่อนไหว ผลักดัน หรือว่าเจรจา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมากของเมือง

ตัวอย่างเหล่านี้เป็นงานสหสาขาวิชา ซึ่งเป็นที่มาของบางมหาวิทยาลัยที่มีวิชาบริหารให้แพทย์เรียน และนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมต้องรู้กฏหมาย และรัฐศาสตร์ เพื่อให้เข้าใจว่า สิ่งต่างๆ ที่ต้องการแก้ไข ปรับปรุง หรืออนุรักษ์ นั้น มีหลายมิติ และมีคนเข้าไปเกี่ยวข้องทุกขั้นตอน เป็นคนหลายอาชีพ หลายความสนใจ ตั้งแต่ชุมชน คนได้/ เสียประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลง/คงสภาพ จนถึงนักการเมืองท้องถิ่น และนักการเมืองส่วนกลาง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือบันดาลให้เป็นไป

นี่คือความสำคัญของมหาวิทยาลัยที่ต้องมีบทบาทในนามมหาวิทยาลัย มิใช่เรื่องของคณะใดคณะหนึ่งจะทำได้อย่างได้ประสิทธิผล

23. โจทย์มีต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด อยู่ที่ว่าจะจับที่เรื่องใดก่อน แต่ไม่ว่าจะทำเรื่องใด ควรลงมือทำให้ครบวงจร ตั้งแต่การศึกษา วิจัย พัฒนา โดยคำนึงถึงทั้งผู้มีส่วนได้และผู้มีส่วนเสีย

พร้อมแก้ปัญหาระหว่างทางอย่างสร้างสรรค์ เพราะปัญหาที่ไม่คาดเกิดขึ้นได้เสมอ

ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรละเลยมิติการสร้างรายได้ เพื่อให้กิจกรรมนั้นๆ ยืนอยู่ได้ด้วยตนเองในระยะยาว

One Comment

  1. ขอบคุณอาจารย์มากครับที่กรุณาแนะนำ blog ที่เป็นเรื่องมหาวิทยาลัยไทย :
    https://thaidialogue.wordpress.com/
    และวันนี้ (28 ธ.ค. 54) ได้โฟกัสไปที่ มช. แล้วด้วย ผมได้อ่าน “เพื่อให้ที่นี่มีความหมาย (มหาวิทยาลัยไทย ตอนที่ 1 และ 2)” แล้ว คิดว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัย ศิษย์เก่า และแม้แต่ผู้ที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ หากได้อ่านแล้ว ก็คงจะคิดต่อได้ในอีกหลายมิติ

    สำหรับหนังสือของอาจารย์เรื่อง “ที่นี่มีความหมาย : อุดมศึกษากับการฟูมฟักทางพุทธิปัญญา” จำได้ว่าอาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช ได้แนะนำไว้ที่ blog สภามหาวิทยาลัย :
    http://www.gotoknow.org/blogs/posts/470138

    ผมเองยังไม่มีโอกาสหามาอ่าน แต่ได้ทราบเนื้อหาจากศูนย์หนังสือแห่งจุฬาฯ :
    http://www.chulabook.com/description.asp?barcode=9789747870510
    หนังสือเล่มนี้ อาจารย์เขียนตั้ง 8 บท โดยบทที่ 8 อาจารย์มีข้อเสนอสำหรับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมคาดเดาว่าในฐานะที่อาจารย์เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่ง อาจารย์คงได้คำนึงถึงลักษณะเฉพาะและข้อจำกัดของแต่ละมหาวิทยาลัยแล้ว

    ผมคงจะยังไม่มีความเห็นใดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ของอาจารย์จนกว่าจะได้อ่านหนังสือทั้งเล่มเสียก่อน แต่ผมขอชื่นชมที่อาจารย์มีทั้งความอุตสาหะและความกล้าหาญในการเขียนในสิ่งที่อาจารย์คิด และกล้าคิดในสิ่งที่คนอื่น (ยัง)ไม่กล้าคิด

    คงจะไม่ขัดข้องนะครับ ถ้าผมจะเกริ่นให้ชาวมหาวิทยาลัย (ทั้งที่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยและที่เกษียณแล้ว) ได้ติดตามหนังสือและ blog ของอาจารย์ต่อไป

    ด้วยความนับถือ

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s