คณะกรรมการตรวจสอบกับฝ่ายตรวจสอบกิจการภายใน

คณะกรรมการตรวจสอบกับฝ่ายตรวจสอบกิจการภายใน

บรรยายในงานประชุมประจำปี สมาคมผู้ตรวจสอบภายใน

๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

1. วันนี้ขอกล่าวในฐานะที่เป็นอนุกรรมการ / กรรมการตรวจสอบ ว่ามองงานตรวจสอบกิจการภายในอย่างไร และต้องขอให้ผู้ฟังคิดต่อไปเองว่า จะสนองความคาดหวังและความตั้งใจของกรรมการตรวจสอบได้อย่างไร

– – –

2. เป็นหมอ หรือเป็นตำรวจ + ผู้พิพากษา

งานของฝ่ายตรวจสอบกิจการภายในแต่เดิมทีเป็นงานตรวจสอบที่ดูเหมือนจะเน้นว่ามีทุจริตหรือไม่

ดิฉันเคยกำกับและตรวจธนาคารพาณิชย์ นายธนาคารพาณิชย์ก็ยังเกรงๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยว่า “เจอผิดอะไรบ้าง” 

สมัยนั้นได้บอกเพื่อนร่วมวงการการเงินว่า ดิฉันไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นหมอนะ การตรวจประจำปีก็เพื่อดูว่ามีอะไรที่พึงระวัง อะไรที่ดีแล้ว อะไรที่พึงแก้ไข เพราะเราที่ ธปท มีภาพรวมของทั้งระบบ และภาพย่อยรายธนาคารด้วย เราอาจจะถ่ายทอดบางอย่างเป็นแง่คิดให้ไปปรับปรุงได้ เพื่อให้ทุกคนรอบคอบขึ้น และเดินไปด้วยกันในมาตรฐานที่ดีขึ้น

ปัจจุบันนี้งานตรวจสอบเปลี่ยนไปเป็นการตรวจเพื่อดูการควบคุมในกระบวนการ เช่น

(ก) การป้องกันเพื่อไม่ให้ผิด หรือไม่เปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงบางประการที่ไม่ปรารถนา เช่น โดยวิธีกำหนดให้ทำหรือห้ามทำบางอย่าง หรือให้ทำได้บางอย่างได้ด้วยขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนดไว้ชัดเจน

การป้องกันถ้าน้อยเกินไปก็เปิดช่องให้ทำผิดหรือบกพร่องได้ แต่ถ้ามีมากเกินไป ก็อาจจะทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพ สิ้นเปลือง หรือว่าในที่สุดหาผู้รับผิดในงานที่ทำไม่ได้ (accountability)

accountability เป็นเรื่องสำคัญมาก ขั้นตอนที่ซับซ้อนโดยไม่ระบุผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในแต่ละขั้นตอน ทำให้ความผิดพลาดบกพร่องเกิดขึ้นแบบหาตัวผู้กระทำไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดี

(ข) การป้องปราม เช่น การมีระบบหรือวิธีการตรวจจับความผิดปกติได้ทันท่วงที ซึ่งจะเป็นการเหนี่ยวรั้งไม่ให้เกิดการทำผิดพลาดและผู้ปฏิบัติงานทำงานด้วยความระมัดระวัง เพราะรู้ว่าถ้าผิดจะมีผู้พบในเวลาอันสั้น และการผิดพลาดนั้นๆ ก่อให้เกิดผลลัพธ์บางประการต่อตนโดยตรงในทางที่ไม่เป็นคุณ

ผู้ตรวจสอบจึงมักตั้งต้นงานใหม่ทุกงานด้วยการตรวจระบบงาน ทีสำคัญคือหาดูจุดควบคุม (ดู check and balance)

  • – –

3.  Governance, risk management, compliance

ทุกท่านคงจะทราบดีแล้วว่า งานตรวจสอบในปัจจุบันมีหน้าที่หลักในการให้ความมั่นใจกับผู้บริหารและกรรมการใน ๓ เรื่องหลักคือ

(ก) การมี และการปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการที่ดีทุกระดับในองค์กร ซึ่งนอกจากที่มีการกำหนดเป็นมาตรฐานแล้ว แต่ละองค์กรต้องหาคำจำกัดความและตัวชี้วัดเองให้เหมาะกับตน

(ข) การมีวิธีการควบคุมความเสี่ยง และดำเนินการตามวิธีการที่กำหนด ทั้งในระดับองค์กร และระดับปฏิบัติการ

(ค) การมีขั้นตอนวิธีการที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและกฏเกณฑ์ต่างๆ จากภายนอก ตลอดจนการมีและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆ ที่วางไว้เพื่อประโยชน์ด้านการควบคุมภายใน

ทั้งหมดนี้ต้องคำนึงถึงดุลยภาพระหว่างความมีประสิทธิภาพกับการควบคุมที่เข้มงวดเกินไป และหากว่าในการทำงานตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบสามารถจะชี้แนะจุดที่ควรควบคุม หรือปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม หรือตัดทอน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์รวมที่องค์กรตั้งเป้าหมายไว้ได้ดียิ่งขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มคุณค่าของงานให้มากขึ้นไปอีก

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือขององค์กรต่อบุคคลทั่วไปทั้งภายในและภายนอก

  • – –

4. คนในองค์กร นอกส่วนงาน

ผู้ตรวจสอบที่เก่ง มีประโยชน์ต่อผู้บริหาร องค์กรและเพื่อนร่วมงาน เพราะ

(ก) เป็นคนในองค์กรที่อยู่นอกส่วนงาน มองเข้ามา และเข้ามามองว่าที่ทำๆ อยู่นั้นทุกวันๆ นั้น เรียบร้อยดีไหม (นึกถึงการนับธนบัตรวันสิ้นงวด หรือการปิดงวดประจำปี ที่คนทำงานก็ทำ  แล้วตรวจสอบยังมาตามดูอีกที) เพราะเท่ากับว่ามีตาอีก 1 คู่ มาช่วยดูการทำงานว่า ขาด ตก บกพร่อง ตรงไหนบ้าง แทนที่ความผิดพลาดจะถูกละเลยหรือมองข้ามไป กว่าจะเห็นและแก้ไขเวลาอาจจะล่วงเลยไปนาน และต้องแก้ไขหลายขั้นตอนกว่า

(ข) เป็นหู เป็นตา ให้หัวหน้างาน สำหรับงานของลูกน้อง ชี้ให้เห็นจุดที่ควรแก้ไข และแนะนำการปฏิบัติตามระเบียบ ที่บางรายอาจจะเห็นมามากกว่า เช่นกรณีสำนักงานใหญ่ไปตรวจสอบสาขา หรือคนจาก holding company ไปตรวจสอบบริษัทในเครือ เป็นต้น

(ค) เป็นหูเป็นตาให้ผู้บริหารระดับสูง สำหรับงานของหัวหน้างาน ตรงนี้เองที่ทำให้หัวหน้างานหลายรายในบางครั้งไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วยกับผลการตรวจสอบหรือความเห็นจากผู้ตรวจสอบ หรือว่าไม่ยอมรับผลการตรวจสอบ เพราะเกรง (ซึ่งมักจะจริง) ว่านี่เป็นการชี้ข้อบกพร่องที่อาจส่งผลถึงความก้าวหน้าในงานได้

– – –

5. สาวปัญหาถึงต้นตอ

การทำงานประจำวันย่อมมีผิดพลาดได้บ้าง แต่คนส่วนใหญ่ทำถูกมากกว่าทำผิด จึงต้องดูความผิดในฐานะสิ่งที่พึงแก้ไขและป้องกันมิให้เกิดซ้ำ

ตอนที่เป็นกรรมการตรวจสอบ เมื่อได้รับรายงานการปฏิบัติงานที่ผิดพลาดบกพร่อง มักจะตั้งคำถามว่า

“แบบนี้ผิดที่ตัวบุคคล หรือว่าขัดข้องที่ระเบียบ”

“บกพร่องที่ระดับปฏิบัติ หรือว่าบกพร่องที่หัวหน้างาน”

ระเบียบรุ่มร่ามรุงรังเกินไป ทำให้ปฏิบัติไม่ได้ หรือได้ไม่ทันเวลา ทำให้เกิดการ “ลัดระเบียบ”

เจ้าหน้าที่ไม่รู้ ไม่คล่อง ละเลย ก็ต้องแก้ไขที่ตัวเจ้าหน้าที่ ให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่กำหนดให้ปฏิบัติ

หัวหน้างานตรวจตราไม่เป็น หรือย่อหย่อนในการปฏิบัติตามระเบียบ ก็ต้องปรับปรุงที่ตัวหัวหน้างานคนนั้นๆ

การแก้ไขปรับปรุงมีทั้งการให้ความรู้ ให้ทักษะ ด้วยการอบรมหรือการฝึกงาน การได้เห็นตัวอย่างที่ดี หรือว่าตักเตือนตามแต่กรณี

การผิดเป็นประจำในสำนักงานนี้หรือหน่วยงานนี้ ในขณะที่คนอื่น และฝ่ายงานอื่นไม่ผิด จะบ่งบอกปัญหาคนละแบบกับการพบว่าทุกคนทำผิดคล้ายๆ กัน

ที่ตรวจพบผิดบ่อยๆ เช่นลืมขอเอกสารประกอบ หรือเซ็นอนุมัติย้อนหลัง อาจจะต้องแก้ที่ระบบงาน ให้ทำย้อนหลังไม่ได้ หรือถ้าหากว่าทำยังไม่ครบก็วางระบบงานให้เดินหน้าขั้นตอนต่อไปไม่ได้ เป็นต้น

หากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะ “สับสนที่ระดับนโยบาย”

ควรทำให้รู้ทั่วกัน ทำให้ชัดเจน หรือมีนโยบายในเรื่องนั้นๆ

ยกตัวอย่างเช่น เคยพบมีการจ่ายเงินรองจ่ายตามโครงการให้พนักงานระดับเงินเดือนเพียงหมื่นกว่าบาทไปถือไว้กว่าล้านบาท แบบนี้สร้างความเสี่ยงให้กับทั้งเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยและองค์กรด้วย ควรวางวิธีป้องกัน ดีกว่าจะรอแก้ไขเมื่อพนักงานเบิกเงินไปแล้วเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนจ่ายคืนไม่ได้ เพราะทำให้คนเสียอนาคตได้โดยไม่จำเป็น

การป้องกันก็เช่น ให้หัวหน้างานเป็นผู้ยืม เพื่อให้จำนวนเงินกับความรับผิดชอบใกล้เคียงกัน ให้เบิกเงินเป็นงวดถ้าโครงการยาว หรือว่าให้คืนเงินทันทีหลังจากที่โครงการเฉพาะหน้าสิ้นสุดลง เป็นต้น

เมื่อรู้เหตุต้น ก็จะตั้งประเด็นให้ฝ่ายบริหาร และฝ่ายปฏิบัติไปคิดต่อได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะป้องกันความเสี่ยงให้องค์กรและผู้ปฏิบัติงาน แต่ให้งานเดินไปได้อย่างคล่องตัวด้วย

  • – –

6. สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ต้องการงานตรวจสอบแบบใหม่่

สภาพแวดล้อมยุคใหม่มีอะไรบ้าง

(ก) โลกที่ไร้พรมแดน ทำให้การประกอบธุรกิจข้ามประเทศมีมากขึ้น กิจการใหญ่ขึ้น และเรากำลังจะก้าวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) การประกอบธุรกิจและการแข่งขันกันในภูมิภาคคงจะสูงขึ้น การเคลื่อนย้ายธุรกิจข้ามประเทศจะมีมากขึ้น แนวโน้มนี้สร้างความเสี่ยงด้านตลาดที่สูงขึ้น และบางความเสี่ยงเป็นความเสี่ยงใหม่ขององค์กรนั้นๆ

(ข) สกุลเงินสำคัญมีหลากหลายขึ้น แต่ไม่มีเงินสกุลสำคัญสกุลเดียว และอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนรุนแรง สร้างความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในยามปกติ

(ค) อัตราดอกเบี้ยที่ผันผวนรุนแรงทำให้การประเมินมูลค่าต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงยากยิ่งขึ้น เพราะ “ความเป็นจริง” ไม่คงที่นานพอ

(ง) นักลงทุนสถาบันทั้งจากในประเทศและต่างประเทศมีบทบาทสูงขึ้น และเรียกร้องต้องการความโปร่งใสและมาตรฐานสากลเพื่อความสบายใจในการตัดสินใจลงทุนของเขา และยังมีผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย เช่น กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่เรียกร้องให้นิติบุคคลผู้ประกอบการ ต้องทำธุรกิจอย่างใส่ใจในสิ่งแวดล้อมด้วย เพื่อความยั่งยืนของโลกเราเอง

(จ) กรรมการเข้ามามีส่วนดูแลด้านการตรวจสอบด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบกรรมการด้วยกันเองและฝ่ายบริหารระดับสูงในระยะต้น ต่อมามีบทบาทดูแลเพื่อให้มั่นใจในการดำเนินกิจการว่าเป็นไปอย่างมั่นคงตามหลักการต่างๆ ที่คณะกรรมการและบุคคลภายนอกกำหนด

เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนี้ มาตรฐานสากลของงานบัญชีจึงเปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามไปด้วย  และมีกฎระเบียบของทางการออกมามากขึ้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในโลก ที่วกกลับมาเปลี่ยนแปลงวิธีการมองกิจการตนเอง เพื่อความอยู่รอดของกิจการและเพื่อตอบสนองความต้องการของเหล่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (stakeholders) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอกที่เสียงดังขึ้นกว่าเดิม และมีบทบาทสูงกว่าเดิม

ผู้ตรวจสอบรุ่นใหม่มีงานกว้างขึ้นกว่าเดิม

จากการตรวจสอบการเงิน เพิ่มการตรวจสอบกระบวนการทำงาน กระบวนการควบคุม

จากการรอบรู้เพียงระบบงาน ต้องเข้าใจเหตุผลการตัดสินต่างๆ ในธุรกิจ ต้องรู้จักที่จะประเมินความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว แม้จะไม่ประเมินเองก็ต้องเข้าใจที่จะประเมินว่า การมีีระบบบริหารจัดการ (governance) ระบบประเมินความเสี่ยงด้านต่างๆ (risk management, risk identification, risk analysis) เหมาะสมและพอเพียง แนวนโยบายต่างๆ กฎระเบียบของทางการ มาตรฐานการบัญชีสากล และกฎเกณฑ์ภายในต่างๆ เหมาะสม พอเพียง (หมายความว่าไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปด้วย) และมีการปฏิบัติตามที่กำหนด (compliance)

สิ่งเหล่านี้จำเป็นเพื่อให้กิจการดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน คืออยู่รอดและรุ่งเรือง ในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง และรวดเร็ว

  • – –

7. คุณสมบัติของผู้ตรวจสอบยุคใหม่

รอบรู้ข่าวสารและทันโลก ทำความเข้าใจปัจจัยหรือพลังที่ขับเคลื่อนองค์กร ทั้งจากภายในและภายนอก เพื่อตรวจสอบให้ตรงประเด็น เป็นกองหลังที่มีประสิทธิภาพ ทำให้กองหน้ารุกไปได้อย่างไม่กังวล

เพิ่มคุณค่าให้กับองค์กร ใส่ใจเรื่องประสิทธิภาพ และติดตามการดำเนินงานและการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามนโยบายต่าง ๆ ที่ได้วางไว้ ในการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กร

ถ้าหากมีความสามารถในการระบุปัญหาและสามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้บริหารระดับสูงได้ ก็คงจะมองเห็นได้ว่า อนาคตของผู้ตรวจสอบคือการมีอาชีพเป็น consultant

– – –

8. มีนายสองชุด

ถึงตรงนี้ขอหันมาดูเรื่องของคณะกรรมการตรวจสอบบ้าง

ย้อนอดีตไปเมื่อประมาณปี ๒๕๒๙ – ๒๕๓๐ เมื่อทางการผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และได้อำนาจการบริหารจัดการธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งมาไว้ ได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเข้าไปบริหารงาน

ในครั้งนั้น ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบด้วย โดยแบ่งส่วนหนึ่งมาจากคณะกรรมการ ทั้งนี้เพื่อสร้างระบบการถ่วงดุลอำนาจกันในธนาคาร (check and balance) คือกรรมการชุดหนึ่งมีอำนาจบริหาร กรรมการอีกชุดหนึ่งติดตามดูให้กรรมการบริหารใช้อำนาจอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อองค์กร ซึ่งก็คือประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั่นเอง

ประธานคณะกรรมการตรวจสอบครั้งนั้น ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทย คือศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย

ฝ่ายตรวจสอบภายในเริ่มมีผู้บังคับบัญชา ๒ ชุด มีบทบาท ๒ บทบาท คือ การตรวจสอบเพื่อหัวหน้างานและผู้บริหาร กับการตรวจสอบเพื่อคณะกรรมการ

มองในแง่ลบก็อาจจะเห็นว่า ทำงานยากเพราะมีนายหลายคน  มองในแง่บวก ก็จะเห็นว่า ด้วยนโยบายนี้ฝ่ายตรวจสอบกิจการภายในได้เลื่อนฐานะสูงขึ้นในองค์กร จากการทำงานตรงต่อผู้จัดการใหญ่ เป็นการรายงานตรงถึงคณะกรรมการด้วย

แม้เวลาจะเปลี่ยนไป และบทบาทหน้้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบมีการเขียนระบุชัดเจนเป็นระบบขึ้น แต่ว่าหลักการของการมีคณะกรรมการตรวจสอบยังคงเดิม ถ้าหากเข้าใจเช่นนี้การทำงานตรวจสอบเพื่อคณะกรรมการตรวจสอบก็คงจะง่ายขึ้น ไปหลงอยู่ในระเบียบและข้อปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นรายละเอียดจนลืมแก่นแท้ของการมีกรรมการตรวจสอบ

– – –

9. แบ่งปันประสบการณ์

กรณีอนุกรรมการตรวจสอบ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ปีงบประมาณ 2551 – 2554

ผลการทำงานของอนุกรรมการตรวจสอบที่นี่ค่อนข้างแตกต่าง และที่สำคัญคือ ได้ผล

เหตุสำคัญที่สุดมาจากประธานคณะอนุกรรมการฯ ที่กล้าออกนอกรูปแบบมาตรฐานที่ทำๆ กันอยู่ และเลือกที่จะใช้สามัญสำนึก เป็นการสร้างแนวทางการตรวจสอบ “การดำเนินงาน” ที่แตกต่าง

9.1 โครง

อนุกรรมการตรวจสอบตั้งโดยคณะกรรมการ สปสช. มีงานหลัก ๒ งานคือ ตรวจสอบการเงิน กับตรวจสอบการดำเนินงาน แล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบ

ฝ่ายตรวจสอบของสำนักงานจะรายงานการตรวจสอบปกติต่อเลขาธิการ เพื่อสั่งการต่อไป แล้วส่งให้คณะอนุกรรมการฯ เพื่อทราบและให้ความเห็นหรือข้อเสนอแนะ (หากมี)

สำหรับการตรวจสอบการเงินและการดำเนินงานจะรายงานคณะอนุกรรมการฯ โดยตรง และส่งเลขาธิการเพื่อทราบ

9.2 การตรวจสอบการเงิน

งานนี้เป็นงานปกติที่ทุกคนคุ้นเคย จะเน้นตรงไหนอยู่ที่ว่าธุรกิจทำด้านใดเป็นด้านหลัก และเงินส่วนใหญ่ไปทางใด เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่าย การตั้งค้างจ่ายลูกหนี้เจ้าหนี้ การส่งงบการเงินให้ผู้สอบบัญชีภายนอก (คือ คตง.) ฯลฯ

เรายึดหลักว่าถ้าเป็นเรื่องใหญ่และมีข้อพึงแก้ไข ก็จะรายงานคณะกรรมการ โดยให้แจ้งเลขาธิการทราบก่อน เพื่อเตรียมคำชี้แจง ทางออก หรือว่าจะรับไปดำเนินการ ฯลฯ ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็แจ้งเลขาธิการเพื่อทราบและหาทางแก้ไข ซึ่งอาจจะกระทำด้วยวาจา หรือเป็นหนังสือ แล้วแต่จะเห็นเหมาะสมเป็นกรณีไป

ประธานอนุกรรมการตรวจสอบระมัดระวังมาก มิให้เกิดความกระทบกระเทือนที่จะทำให้เลขาธิการ หรือเจ้าหน้าที่ลำบากใจ ดังนั้นทุกเรื่องจึงมักมีการพูดคุุยปรึกษาหารือกันก่อนระหว่างประธานฯ กับเลขาธิการ หรือคณะอนุกรรมการฯ ทั้งคณะกับเลขาธิการ ซึ่งมักจะได้ข้อเห็นพ้องกันว่าควรจะดำเนินการแก้ไขปรับปรุงอย่างไร

9.3 การตรวจสอบการดำเนินงาน

เป็นโจทย์ที่ขบกันอย่างจริงจัง

ในช่วง 4 ปีแรก คณะอนุกรรมการฯ ชุดแรก เลือกเจาะไปดูผู้ได้รับบริการ (คือคนป่วย)

ส่วนในคณะอนุกรรมการชุดนี้ ที่เป็นอนุกรรมการชุดที่ 2 เลือกตรวจเยีี่ยมผู้ให้บริการ คือ โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และ สาธารณสุขจังหวัด (ซึ่งเป็นผู้แทนของ สปสช. ในจังหวัด และเป็นผู้ให้บริการด้วย เพราะดูแลโรงพยาบาลในพื้นที่ที่เป็นของกระทรวงสาธารณสุข) ตามแนวคิดขององค์กรที่ต้องการให้ผู้ให้บริการมีความสุข (จะได้ให้บริการผู้รับบริการได้อย่างดี)

เราเลือกทำงาน 2 แนวทางพร้อมกัน

แนวทางที่ 1  ตรวจเยี่ยมผู้ให้บริการ ที่รับเงินจาก สปสช. ไปทำงาน เพื่อสะท้อนกลับมาถึงการดำเนินงานของฝ่ายบริหารใน สปสช. เอง

แนวทางที่ 2 ตรวจสอบการทำงานที่เกิดจากการใช้เงินในแต่ละงบ แยกเน้นเป็นรายปี เช่น งบเรื่องโรคไต งบส่งเสริมป้องกัน เป็นต้น

ถ้าตรวจการดำเนินงานขององค์กรอื่น ที่มีพันธกิจแบบอื่น ก็ต้องเลือกว่า จะตรวจอะไรจึงจะสะท้อนการดำเนินงานได้ดี

ปกเรื่องเด่นที่เห็นมา : หาซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ

9.4 ผลที่ได้รับ

(1) จากการไปเยี่ยมเยียนและรับฟัง ได้คัดสรรและประมวลออกมาเป็นหนังสือชื่อ “เรื่องเด่นที่เห็นมา”

หนังสือนี้ถ่ายทอดสิ่งดีๆ เพื่อเป็นแบบในการเรียนรู้จากกันและกันทั่วประเทศ เราถือหลัก “เขาไม่รู้” มากกว่าหลัก “จับผิด”

กล่าวคือ เป็นการ “จับถูก”

(หนังสือเล่มนี้มีวางขายที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ)

(2) คณะอนุกรรมการฯ ได้ช่วยแก้ไขปัญหาบางด้านให้หน่วยงาน ด้วยต้นแบบที่เห็นมาจากอีกที่หนึ่ง หรือด้วยการอธิบายขยายความระเบียบ ตลอดจนชวนคนในส่วนกลางที่ทำหน้าที่ออกระเบียบไปพื้นที่จริง ได้ความเข้าใจกันดีขึ้น และได้เรียนรู้ตัวอย่างดีๆ ไปไว้แลกเปลี่ยนและเผยแพร่ต่อไป

(3) บุคคลในพื้นที่ได้ระบายข้ออึดอัดขัดข้อง และมีข้อเสนอแนะต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อน “การดำเนินงาน” ของ สปสช. ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ นำกลับมาไตร่ตรอง หาข้อมูลและข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ก่อนจะสังเคราะห์เป็นการทำงาน โดย

ก. รับเรื่องไปส่งต่อให้ฝ่ายบริหารดำเนินการ

ข. แนะนำให้ฝ่ายบริหารปรับปรุง

ค. เสนอแนะให้คณะกรรมการพิจารณา

ผลคือการแก้ไขปรับปรุงระเบียบเดิมหรือการออกระเบียบใหม่ หรือการปรับนโยบายบางประการ

(4) คุณภาพงานทำให้บทบาทของคณะอนุกรรมการฯ เปลี่ยนไป เป็นบทบาทของที่ปรึกษา ที่ฝ่ายบริหารมาซาวเสียง มาฟังความเห็นก่อน และรายงานของคณะอนุกรรมการฯ ได้รับการบรรจุเป็นวาระพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการ ทุกไตรมาส

(5) การตรวจเยี่ยมของอนุกรรมการตรวจสอบ ทำแทบทุกเดือนตลอด 4 ปี ทำให้นึกถึงข้อกำหนดในการปฏิบััติงานที่ดีของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งที่ระบุว่า  คณะกรรมการแต่ละคนควรจะออกไปเยี่ยมสำนักงานของกิจการอย่างน้อยสักแห่งหนึ่งใน 1 ปี เพื่อให้เห็นการทำงานจริงด้วยตาตนเอง

นี่เป็นการทำงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบที่มีนายแพทย์เป็นประธาน ที่ได้ผลบวกอย่างเกินความคาดหมาย

ฝ่ายตรวจสอบต้องตอบสนองแนวทางการทำงานที่ต่างกันของอนุกรรมการตรวจสอบแต่ละชุดให้ได้ ด้วยงานคุณภาพ งานโดยรวมจะออกมาดีอย่างแน่นอน

ในระยะยาว ฝ่ายตรวจสอบจะสะสมความรู้ไว้ได้มาก เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ขององค์กร ที่น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่องานของอนุกรรมการชุดต่อๆ ไป

– – –

10. ความเป็นอิสระ และความขัดแย้งทางผลประโยชน์

ความเป็นอิสระคืออะไร

เรามักจะได้ยินคำพูดว่า ฝ่ายตรวจสอบต้องเป็นอิสระ ผู้สอบบัญชีต้องแสดงความเป็นอิสระ และมีกรรมการอิสระในคณะกรรมการของบริษัท

แต่เรามักจะพบว่า ฝ่ายตรวจสอบไม่อิสระ

ผู้สอบบัญชีก็ไม่อิสระ

กรรมการอิสระก็ไม่อิสระ

ฝ่ายตรวจสอบนั้น ถึงอย่างไรก็เป็นคนในองค์กร จะได้ดี ได้ชอบ ก็เพราะฝ่ายบริหาร คณะกรรมการตรวจสอบเป็นผู้ดูแลในนาม ไม่สามารถยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องดูแลในเรื่องรายวันได้

ผู้สอบบัญชีเป็นอิสระหรือไม่ ในเมื่องานสอบบัญชีต้องทำงานกับฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารเป็นผู้จ่ายเงิน แม้ว่าในทางทฤษฎีจะบอกว่า ผู้ถือหุ้นเป็นผู้แต่งตั้ง แต่คงไม่มีใครอยากให้การทำงานในชีวิตประจำวันต้องลำบาก การมีความสัมพันธ์อันดี ซึ่งมีเส้นแบ่งเพียงบางๆ กับการเกรงใจกัน ก็ทำให้ส่วนของความเป็นอิสระหมองไปได้บ้างเหมือนกัน

กรรมการอิสระในบริษัทจดทะเบียนก็อาจจะไม่อิสระจริง เพราะไม่ว่าจะระบุอย่างไร จัดโครงสร้างอย่างไร ก็หนีไม่พ้นว่า ในความเป็นจริงกรรมการทุกคนมาโดยการแต่งตั้งที่ฝ่ายบริหารมีบทบาท และการอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ขึ้นอยู่่กับฝ่ายบริหาร ความเกรงใจกันก็ย่อมมี เช่นเดียวกับกรณีผู้สอบบัญชีภายนอก

สังคมของเราเป็นสังคมที่แคบ มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่สุดอยู่ในทุกโครงสร้าง ความเป็นอิสระในเชิงการแสดงออกจึงถูกจำกัดอยู่แล้วโดยธรรมชาติ มากกว่าในต่างประเทศ ที่ใครไม่ชอบบริษัทนี้ ก็ย้ายไปที่อื่นได้ไม่ยากนัก

ความเป็นอิสระจึงเป็นเรื่องท่าทีและทัศนะของบุคคลต่องานอาชีพของตน ซึ่งแต่ละคนต้องถามตนเอง ซึ่งตนเองเท่านั้นที่จะตอบได้ว่า สิ่งที่ทำไปนั้น หรือสิ่งที่จะพูดไปนั้น เป็นไปตามหลักการ เป็นไปอย่างเที่ยงในธรรมแล้ว (คำพระบอกว่า เป็นอุเบกขา – – เป็นไปตามหลักการที่ควรเป็น โดยไม่มีใจเอนเอียงเพราะชอบ เพราะชัง หรือเพราะกลัว)

มองจากนัยความสัมพันธ์ทางการเงินและทางอาชีพ กลุ่มที่น่าจะเป็นอิสระที่สุดคือ ผู้ทำหน้าที่กำกับ (สถาบันการเงิน) และผู้ตรวจสอบที่มาจาก holding company

ในอดีตผู้กำกับมักเป็นผู้กำกับไปตลอดชีวิตการทำงาน พ้นชีวิตการทำงานแล้ว ก็มีรายได้บำนาญเลี้ยงตัวได้ดีพอประมาณ จึงสามารถดำรงความเป็นอิสระทางการเงินและการงานอยู่ได้ ไม่ต้องตกอยู่ในฐานะ ลูกจ้าง – นายจ้าง หรือคู่ค้า กับกิจการที่ตนต้องตรวจสอบ

แต่ปัจจุบันนี้ก็ไม่แน่เสมอไป

ผู้ตรวจสอบที่มาจากบริษัทแม่ หากว่าบริษัทแม่เข้มแข็งและเข้มงวด ผู้ตรวจสอบที่อยู่ห่างออกไปจากการมีปฏิสัมพันธ์ประจำวันกับผู้ปฏิบัติงาน อาจจะดำรงความเป็นอิสระอยู่ได้ค่อนข้างดีในการตรวจสอบบริษัทลูก

ยิ่งเป็นบริษัทลูกที่อยู่คนละประเทศ ความเข้มงวดยิ่งทำได้สะดวก เพราะไม่มีความคุ้นเคยดั้งเดิมมาทำให้ใจเอนเอียงในทางรักชอบ (แต่อาจจะเอนเอียงไปในทางระแวงแคลงใจ) แต่ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นอิสระในการตรวจสอบกิจการหลักที่เป็นตัว holding company เอง

ทำให้คิดไปว่า การมีผู้สอบบัญชีใน holding company และบริษัทที่เป็น holding company เป็นบริษัทลงทุนแท้ๆ ไม่มีธุรกิจอื่นของตนเอง จะทำให้การตรวจสอบภายในแต่ละบริษัทดีขึ้นหรือไม่ แต่ก็ต้องเป็นผู้ตรวจสอบมือดีที่รอบรู้ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

นี่คือประเด็นที่ขอฝากไว้ในวันนี้

11. งานตรวจสอบภายใน กับการใช้งบการเงินเพื่อการวิเคราะห์กิจการ

มีผู้ถามว่าปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์การเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น และมีแบบจำลองการเงินต่างๆ นานา จะตรวจสอบ และกำกับอย่างไร

เรื่องพัฒนาการของสินค้าทางการเงิน เป็นเรื่องให้นักการเงินและผู้ตรวจสอบสถาบันการเงิน และฝ่ายกำกับดูแลสถาบันการเงินต้องติดตามทำความเข้าใจ เพิ่มขึ้นๆ

แนวคิดหลักของ ก.ล.ต. คือ ทุกคนที่เป็นผู้ลงทุนต้องมีความรู้พอจะดูแลตนเอง โดยที่กิจการต่างๆ ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างพอเพียงและทันเวลา เพื่อประโยชน์ในการที่ผู้ลงทุนจะวิเคราะห์ติดตามดูแลเงินลงทุนของตน

ตัวเลขทางบัญชีเป็นส่วนสำคัญ แต่มีข้อสังเกตว่า หลักบัญชีก็สำคัญ และคนที่จะใช้งบก็จำเป็นต้องเข้าใจหลักให้ดี

การวัดความเสี่ยงมีมากมายหลายแบบ คนที่จะวิเคราะห์ต้องรู้ว่าบริษัทใช้แบบใด หรือฝ่ายตรวจสอบใช้แบบใดในการวัด ด้วยสมมติฐานใด การเปิดเผยข้อมูลช่วยให้คนอื่นได้ประเมินและวัดได้เองด้วย

การใช้องค์กรจัดอันดับเป็นหนทางหนึ่งในการประเมินความเสี่ยง แต่ไม่ใช่หนทางเดียว ไม่ใช่จะนำมาอ้างอิงแล้วก็บอกว่าได้อ้างอิงแล้ว ผิด ตก ยกเว้น ให้เป็นภาระของคนภายนอกหรือบริษัทนั้นไป แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะผู้รับผลจากการประเมินความเสี่ยงที่ผิดพลาดนั้นคือบริษัทหรือกิจการของเราเอง

เดิมมา บัญชีทำแบบเป็น on going concern  และใช้คำว่า fair value สะท้อนสภาพของสินทรัพย์ต่างๆ ในสภาพแวดล้อมปกติ แต่ปัจจุบันการทำบัญชีมักใช้หลัก mark to market ซึ่งราคาผันผวนมากตามสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนรวดเร็ว

วิธีการใช้ราคาตลาดอาจจะสอดรับกับสถานการณ์ แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป ตัวอย่างเช่น กิจการขนาดใหญ่ที่ถือหลักทรัพย์ไว้จำนวนมาก แม้จะใช้ราคาตลาดประเมิน กิจการนั้นคงไม่สามารถขายหลักทรัพย์ทั้งหมดในราคาตลาดที่ประเมินไว้ได้อย่างแน่นอน กิจการมีมูลค่าต่างกันเมื่อเราวัดต่างเวลากัน และวัดเพื่อสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

อีกประการหนึ่ง คนที่จะใช้งบการเงินต้องไม่ลืมประเมินสิ่งที่บัญชีไม่ได้ระบุ

ตัวอย่างสิ่งที่หายไปในบัญชี คือค่าของบริษัท ที่มาจากชื่อเสียงของบริษัทที่ได้สะสมมา ตัวพนักงานที่มีคุณภาพ วัฒนธรรมองค์กรที่ดี และผู้บริหารองค์กรที่สามารถ สิ่งเหล่านี้ทำให้ ๒ บริษัทที่บัญชีมีตัวเลขเท่ากันทุกประการในเวลาหนึ่ง มีมูลค่าต่างกันได้มาก

บัญชีไม่อาจมีหลายมาตรฐาน แต่คนใช้งบการเงินมีหลายแบบได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การนำงบไปใช้ เพียงแต่ขอให้บอกชิ้นส่วนของข้อมูลให้เพียงพอที่ผู้ใช้จะนำไปประกอบต่อได้เองด้วย

นวพร เรืองสกุล

ประธานคณะกรรมการ ก.ล.ต.

(ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. หลายคนที่ช่วยกันให้ข้อมูลและข้อคิดสำหรับการเขียนคำบรรยายเรื่องนี้)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s