สะสมความมั่งคั่ง

สะสมความมั่งคั่ง

Wealth คืออะไร ต่างจากความร่ำรวยอย่างไร และเป็นเรื่องของความพอเพียงใช่หรือไม่

หลังน้ำท่วมทำไง หมดตัวแล้ว

จะออมยังไงทัน ตอนนี้ 30 เพ่ิงเริ่มทำงาน และคงอายุยืนถึง 90

เป็นหนี้ 4 แสน ตอนเรียนจบ เพราะกู้เงินเรียน เทอมละ 20,000 มีเงินรายเดือนอีกเดือนละ 2,000 บาท จะใช้หนี้ได้ยังไง

เกษียณแล้วจะเอาเงินไปไว้ที่ไหน ให้มีเงินใช้ตลอดไป

นี่คือส่วนหนึ่งของคำถามในการพูดคุยกัน ณ เวทีสนทนาที่ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ คำ่คืนวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

จากสตีฟ จ๊อบ ที่สแตนฟอร์ด ถึงเวทีเชียงใหม

สตีฟ จ๊อบพูดกับบัณฑิตจบใหม่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในวันรับปริญญา เป็นจุดเริ่มในการเตรียมการพูดครั้งนี้ เพราะเห็นว่าผู้ฟังที่ผู้จัดตั้งเป้าให้เป็นคนวัยประมาณนี้เหมือนกัน คือ ผู้ที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย และผู้เพ่ิงเริ่มทำงานได้ไม่นาน อาจจะแถมด้วยผู้อาวุโสและคนวัยทำงานที่มาแทนหรือมากับลูกหลานในวัยที่กำลังเรียน กำลังเริ่มทำงาน แต่กลุ่มผู้ปกครองเป็นเป้าหมายรอง

Steve Job commencement address at Stanford, June 12, 2005 มีเนื้อความโดยย่อคือ

    1. Connecting the dots

เขาเล่าว่า เขาลาออกจากการเรียนระดับอุดมศึกษากลางคัน (drop out) แล้วเริ่มแวะเวียน (drop in) ฟังวิชาต่างๆ ที่อยากรู้อยากเห็น รวมถึง 24 เดือน สิ่งต่างๆ ที่เรียนมา ฟังมา โดยที่เจ้าตัวไม่รู้หรอกว่าจะได้ประโยชน์์ในภายหลัง จนเวลาล่วงเลยไปแล้ว และมองย้อนกลับนั่นแหละ จึงได้มองเห็น

ถ้าเราเชื่อว่าวันหนึ่งประสบการณ์ต่างๆ จะเชื่อมโยงได้ เราจะกล้าที่จะลองเรียนรู้สิ่งที่แตกต่าง แม้ว่าบางคร้ั้งการลองนั้นจะออกนอกเส้นทางที่คนทั่วไปเขาเดินกัน

ตัวอย่างจากการไปนั่งฟังวิชา calligraphy ความรู้ที่ได้นำมาใช้ในการสร้างให้มี fonts สารพัดแบบในคอมพิวเตอร์

   2. Love and loss

เขาชอบคอมพิวเตอร์มาก แต่แล้วกลับถูกให้ออกจากบริษัทที่ตนก่อสร้างมากับมือ ตอนแรกท้อแท้ว่า คงเป็นผู้ประกอบการที่ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนผู้ประกอบการรุ่นก่อนๆ ที่เป็นตำนานอยู่ในประวัติศาสตร์ธุรกิจของอเมริกัน แต่เมื่อถึงยังไงก็ยังรักคอมพิวเตอร์อยู่ จึงตั้งต้นใหม่และก็ประสบความสำเร็จอีกครั้ง

เป็นโชคที่ไม่ต้องแบกความรับผิดชอบของบริษัทใหญ่ ได้ตัวเบากับการเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่แน่ใจนักว่าเป็นอะไรแน่ แต่ก็น่าตื่นเต้น เป็นเวลาแห่งการสร้างสรรค์ที่ดีที่สุด

“ยามักขม แต่คนป่วยก็จำเป็นต้องกิน บางทีชีวิตก็ทุบหัวเรา แต่ที่เราไม่ย่อท้อก็เพราะชอบสิ่งที่ทำ

งานสำคัญมากกับชีวิต ถ้าทำงานที่ไม่ชอบ ชีวิตจะเปลืองเปล่า คนเราจะอดทน จะสร้างสรรค์ จะมุ่งมั่น ก็ต่อเมื่อทำเพราะความชอบ”

   3. Death

ใครก็ไม่รู้บอกว่า “ถ้ามีชีวิตทุกวันเหมือนเป็นวันสุดท้าย วันหนึ่งคุณจะถูกอย่างแน่นอน”

เขาเล่าว่าเขาถามตัวเองตอนเช้า ก่อนทำงานว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิต จะยังทำที่จะทำวันนี้ไหม” ถ้าคำตอบออกมาเป็นว่า “ไม่ทำ” หลายวันติดๆ กัน ต้องกลับมาคิดใหม่แล้วว่า เราควรทำอะไรดีกว่านี้ในชีวิต

คนที่คิดว่าอีกหน่อยก็จะตาย จะให้กล้าตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ไม่ห่วงว่าใครจะว่ายังไง

ไม่มีใครอยากตายหรอก แม้แต่คนที่อยากขึ้นสวรรค์

แต่ว่าไม่มีใครพ้นความตายไปได้

ความตายเป็นสิ่งแน่นอนที่สุดของการมีชีวิต (ความเป็นต่างหากที่ไม่แน่นอน) เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต เก็บกวาดสิ่งเก่าๆ ทิ้งไป เปิดทางให้สิ่งใหม่เข้ามาแทน ซึ่งวันหน้าก็จะกลายเป็นสิ่งเก่า ให้โละทิ้งเหมือนกัน

ทุกคนมีเวลาจำกัดบนโลกใบนี้ ดังนั้นอย่าเสียเวลามีชีวิตอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็น หรือขีดเส้นให้เดิน ให้มีความกล้าที่จะเดินตามฝัน

Stay hungry, stay foolish.

(แปลว่า อย่าเลิกกระหาย อย่าเลิกแผลง ใช่หรือเปล่านะ)

สรุปได้ว่า

  1. ทุกประสบการณ์ที่ทำเพราะอยากรู้อยากเห็น จะมาปะติดปะต่อ เป็นภาพใหม่ได้ในภายหลัง
  2. คนเราถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบ จะไม่ย่อท้อ จะอดทน จะมุ่งมั่น และจะทำได้ดี
  3. ทุกคนมีความตายเป็นที่สุด ไม่มีใครพ้นความตายไปได้ ดังที่พวกเราได้ยินพระสวดให้ฟังบ่อยๆ ดังนั้น รู้จักคัด รู้จักเลือกสิ่งที่สำคัญ กล้าตัดสินใจ กล้าเลือก กล้าลอง ไม่ต้องกลัวเสียหน้า เพราะเวลาสั้นนัก

ทุกคนมีเวลาจำกัด ต้องเลือกว่า จะเพียงทำสิ่งที่คนอื่นกำหนดให้เดิน หรือจะทำสิ่งที่ใจรัก (ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจนะ)

เรื่องนี้อยู่ในหัวตอนขึ้นเวที

“ทำอะไรมา จึงมาถึงจุดนี้ในชีวิต” พิธีกรหนุ่มน้อยป้อนคำถาม

คำถามนี้ทำให้ยกตัวอย่างได้สองตัวอย่าง ยกตัวอย่างของสตีฟ จ๊อบแล้ว ยกตัวอย่างในประสบการณ์ตนเอง

เพราะเคยทำงานตลาดพันธบัตร เคยทำงานฝ่ายกำกับและตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ เคยเป็นผู้บริหารที่ธนาคารพาณิชย์ เคยเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ เคยเป็นนักลงทุนสถาบันในฐานะเลขาธิการ กบข. ทั้งหมดนี้ทำให้มีความรู้รอบในตลาดทุนพอที่จะไม่รู้สึกแปลกหน้าในการเป็นประธาน ก.ล.ต.

ในขณะที่สตีฟ จ๊อบ บอกว่า จงทำในสิ่งที่ตัวรัก จะทำให้ทำได้ดีที่สุด ในการพูดบนเวทีได้เติมสิ่งที่ตนเองเป็นเข้าไปด้วย คือ

ถ้าไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวรัก ก็ต้องรักสิ่งที่กำลัง

เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำอะไร ควรทำให้ดีที่สุด แล้วเราจะโดดเด่นท่ามกลางคนที่ทำงานแบบใจอยู่กับงานอย่างครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้ทำเต็มที่

น้ำท่วมหมดตัว จะมีคำแนะนำยังไง” เป็นคำถามจากผู้ฟัง

ทราบมาว่าบางคนรังกล้วยไม้ส่งออกจมน้ำไปทั้งรัง พร้อมพันธุ์กล้วยไม้หายาก บางคนบ้านซึ่งสะสมเงินมาซื้อจากเงินออมตลอดชีวิตอยู่ใต้น้ำครึ่งหลัง บางคนลงทุนทำโรงงาน แล้วโรงงานก็หายไปอยู่ใต้น้ำ (แต่น้ำไม่ได้พัดพาหนี้สินไปด้วย)

คำถามนี้ เปิดโอกาสให้ยกคำตอบมาจากข้อสองของสตีฟจ๊อบ เรื่อง “ก็ยังรักสิ่งที่หล่นหายไปอยู่นั่นเอง”

โดยที่ไม่ได้มีการซักซ้อมกันมาก่อน คำถามกลับมาเข้าทางพอดี

(เอ หรือว่าเพราะเตรียมตัวมาตรงนี้ จึงนำคำถามมาต่อติดกับเรื่องที่เตรียมมา)

ใจความสำคัญคือกำลังใจ กับความมุ่งมั่น

แล้วตอบเติมว่า เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นนักธุรกิจและเป็นนักสู้ เคยบอกว่า ต่อให้มีเงินเหลือแค่ 500 บาท เขาก็จะลุกขึ้นมาใหม่ได้

แถมด้วยนิทานชาดกที่เคยนำมาเขียนใหม่ใช้สอนนักเรียนว่าด้วยเรื่องการเงิน ที่ตั้งชื่อเรื่องว่า “เงินทองกองอยู่ทั่วไป” (หนังสืออยู่ใน KnowledgePlus Bookstore) ซึ่งเล่าถึงชายยากจนคนหนึ่งที่ตั้งตัวได้เพราะความมีปัญญารู้จักลู่ทางหาเงินให้เพิ่มพูนขึ้นด้วยวิธีการนอกรูปแบบ

วันนั้นสรุปโดยประยุกต์คำพระมาพูดว่า

ให้นึกถึงว่าเรายังดีที่อาการครบ 32 ไม่ป่วยไข้ ไม่บาดเจ็บจากอุทกภัยครั้งนี้ มีปัญญาอยู่กับตัว และครอบครัวยังอยู่ครบ เหล่านี้เป็นทรัพย์สินมีค่าที่สุดที่หาทดแทนไม่ได้ อะไรอื่นๆ นั้นหาใหม่ได้

อันที่จริงคนที่ไม่ได้รวมทรัพย์สินทั้งหมดไว้ที่เดียว ได้กระจายความเสี่ยงบางส่วนไว้แล้ว น่าจะยังพอมีทรัพย์สินในที่อื่กอยู่บ้าง มีเงินสด มีหลักทรัพย์ ทรัพย์สินบางอย่างในการประกอบการก็มักจะมีประกันภัยอยู่บ้าง แม้ไม่มีมากเท่าเดิม ก็ไม่หมดตัวเสียทีเดียว

ให้่ค่อยๆ คิดไป

ขออย่ามองย้อนหลังว่าเราเคยมีอะไรมาก่อนที่จะชวนให้เศร้าหมองและเจ็บใจ แต่ให้สำรวจตรวจดูปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันแล้วมองไปข้างหน้าว่าจากวันนี้เราจะทำอะไรต่อไป

“เรียนเสียนาน อายุจะ ๓๐ แล้ว เพิ่งเริ่มทำงาน จะมีเงินพอใช้ไหม ถ้าอายุยืนถึง ๙๐”

ถ้าเรียนจนถึงอายุ ๓๐ ก็แปลว่าได้ลงทุนไปในวิชาความรู้ซึ่งเป็นทรัพย์สินมีค่าอย่างหนึ่งไปแล้วเป็นจำนวนมาก และน่าจะได้เงินเดือนสูงกว่าคนที่เพ่ิงเริ่มทำงานเมื่อจบปริญญาตรี หรือไม่จบระดับอุดมศึกษา

ตอนนี้จึงอยู่ที่จะต้องทำงานแปรความรู้ให้ออกมาเป็นเงิน และรู้จักเก็บออม

ให้หลักไปง่ายๆ ว่า ให้คำนวณเองโดยใช้สูตรต่างๆ จากหนังสือ “ออมก่อนรวยกว่า” ที่ตลาดหลักทรัพย์จัดพิมพ์ให้ในเวลานี้ เป็นการตอบจากหลักคณิตศาสตร์ที่อดีตเพื่อนร่วมงานช่วยกันคิดคำนวณให้

  1. ถ้าอายุ ๓๐ แล้วยังไม่มีเงินออมเลย ต้องออมประมาณ  ๑๐% ของรายได้ต่อเดือน ซึ่งไม่มากมายนัก เมื่อคำนึงถึงว่าแต่ละคนที่ได้รับเงินเดือนได้หักเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว
  2. ควรเช็คสอบดูว่าเรามีทรัพย์สินเงินออมอยู่แล้วพอหรือไม่สำหรับอายุที่เป็นอยู่ ให้ใช้สูตร 1/10  X  อายุ  X รายได้ทั้งปี คนส่วนมากมีเงินออมแล้ว แต่ไม่คิดว่าเป็นเงินออมเพราะอาจจะไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงินตรงๆ
  3. มี www หลายแห่งที่ให้เข้าไปใส่ตัวเลขคำนวณเงินออมที่พึงมี หรือเงินที่พึงเก็บรายเดือนหรือรายปีได้ โดยให้ใส่ตัวเลขประมาณการเงินเฟ้อ และผลตอบแทนเงินลงทุนที่คาดว่าตนเองจะทำได้เอาไว้ด้วย ให้ลองเข้าไปคำนวณดู เช่น

http://www.thaipvd.com/content_th.php?content_id=00047

http://www.financialcalculator.org/retirement-planning/retirement-calculator

“เงินไม่พอจะออม”

เรื่องนี้ได้ยินเป็นปกติ ก็เลยถามย้อนว่ากรมสรรพากรเคยยอมรับหรือไม่ เวลาเราบอกว่าปีนี้ไม่มีเงินเสียภาษี

หลักคิดและหลักปฏิบัติง่ายๆ คือ

  1. ทำเหมือนสรรพากร หักเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ก่อนเป็นเงินออม คือเงินที่จ่ายให้ตัวเองในอนาคต ถ้าคิดว่ารอเหลือปลายเดือนจะออม มักไม่มีเงินเหลือให้ออม
  2. เมื่อคิดว่าเงินที่ออมรายเดือนเป็นเงินที่หักไว้ให้ตัวเองใช้ในอนาคต ดังนั้นถ้าปีที่อายุ ๓๑ ไม่ออม ก็แปลว่า ตั้งใจว่า อายุ ๖๑ จะไม่ใช้เงินเลย ไม่มีกินเลย เพราะไม่ได้เผื่อเงินไว้ปีนั้น ทำงาน ๓๐ ปี จะต้องใช้ไปอีก ๓๐ ปี หลังจากเลิกทำงาน ก็ควรคิดว่า เก็บเงินปีที่ ๓๑ สำหรับปีที่ ๖๑ และไล่เป็นลำดับไป เป็นวิธีไม่กล้าไม่เก็บเงินให้ตัวเอง
  3. เมื่อเก็บเงินได้แล้วก็ต้องคิดเรื่องลงทุน การลงทุนที่สะดวกที่สุดคือเฉลี่ยเงินลงทุนในหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ในตอนแรกๆ มีเงินออมเพียง ๑,๐๐๐ บาทก็เริ่มออมได้ ด้วยการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ให้มีการหักบัญชีอัตโนมัติจากเงินได้หรือเงินออม ไปเป็นเงินลงทุน ก็ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องลงทุนไม่เป็น มีเงินมากๆ แล้วก็จะตั้งต้นสนใจการลงทุนไปเอง
  4. เงินไม่พอก็หาเพิ่ม ให้ใช้เวลาคิดหาเงินเพิ่มให้มากกว่าเวลาที่คิดเพื่อใช้เงิน

“เป็นหนี้ตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือ จะทำยังไง เริ่มทำงานชีวิตก็ติดลบแล้ว”

หนุ่มน้อยต้องตั้งหลักใหม่่ คิดใหม่ว่า การกู้เงินมาเรียนแปลว่าเรากู้เงินมาลงทุนในตัวเราเอง

เรื่องการเป็นหนี้แบบนี้หรือว่าแบบอื่นๆ ก็ต้องคิดแบบเดียวกัน คือ

  1. ลงทุนให้ได้ผลคุ้ม มีเงินจ่ายคืนทุนได้
  2. ต้องระลึกไว้ว่า หนี้เป็นสิ่งที่ต้องใช้คืน ยิ่งเป็นหนี้ที่กู้จากกองทุนมาเรียน ถ้าใช้คืน กองทุนก็จะมีเงินไปต่อให้นักศึกษารุ่นต่อๆ ไปได้มีโอกาสเรียนด้วย
  3. ประหยัดค่าใช้จ่าย รู้จักใช้เงินอย่างฉลาด
  4. รู้จักหาเงินเพิ่ม ในมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนมีงานให้นักศึกษาทำบางเวลา ต้องแสวงหางาน เพราะงานให้ทั้งเงินและให้ประสบการณ์สำหรับอนาคต (ถ้าสถาบันอุดมศึกษาใด ผู้บริหารยังไม่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ควรหันมาใส่ใจให้มากขึ้น) ถ้ามีการตั้งเป็นชมรมเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้ความต้องการของผู้ต้องการจ้างกับผู้ต้องการทำงานได้เจอกันก็ยิ่งดี เพราะประหยัดเวลาในการแสวงหาข้อมูลทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายนักศึกษา
  5. วางแผนการใช้เงินให้ดี กำหนดการจ่ายหนี้และคิดเป็นส่วนหนึ่งของรายจ่ายประจำในชีวิต ในทันทีที่ได้เงินเดือน ก็ต้องหักส่วนหนึ่งไปใช้หนี้ (คือเงินอนาคตที่ได้ยืมไปใช้ก่อน) และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินออม (คือเงินที่จะไว้ใช้ในอนาคต)
  6. ลงทุนให้เป็น เพราะการได้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนจะช่วยทุ่นแรงในการออมเงินไปได้มากทีเดียว

“เมื่อเกษียณแล้ว จะนำเงินก้อนที่ได้รับมาไปทำอย่างไรดี จึงจะมั่นใจว่ามีเงินใช้ไปจนตาย”

ผู้ถามคนนี้เป็นสมาชิก กบข. และยังออมเงินไว้กับกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) อีกด้วย

ตอบไปว่า ตรงนี้คือจุดอ่อนของระบบการเงินเพื่อการสูงอายุของไทยที่ยังต้องแก้ไข ไม่เช่นนั้นการสนับสนุนให้ออมเพื่อวัยเกษียณจะเป็นความพยายามที่ได้ผลไม่เต็มบริบูรณ์

  1. ควรมีกรมธรรม์ประกันชีวิตที่เน้นการจ่ายคืนเป็นรายเดือนไปตลอดชีวิต ซึ่งตอนนี้ไม่มี ถ้ามีก็เบี้ยแพงมาก ในขณะที่ในต่างประเทศ จะมีการสนับสนุนให้ผู้ออมย้ายเงินจากการออมไปเข้าประกันชีวิตแบบจ่ายบำนาญครั้งเดียว ในทันทีที่ถึงวัยเกษียณ
  2. ควรมีการออกพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวมากๆ แบบลดต้นลดดอก (amortized bond) เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับเงินเป็นงวดๆ คืนไปตลอดอายุ
  3. กองทุนรวมก็น่าจะออก “สินค้า” กองทุนรวม เพื่อสนองตอบความต้องการนี้ได้ด้วย

การได้เงินเป็นรายเดือนช่วยหลายทาง คือช่วยให้ผู้สูงอายุไม่ต้องบริหารจัดการเงินก้อน และทำให้ผู้จะให้บริการบ้านผู้สูงอายุ สบายใจได้ว่าผู้สูงอายุรายนั้นๆ มีเงินพอจะจ่ายค่าบริการ และค่าอยู่อาศัยได้ตลอดรอดฝั่ง โดยไม่ต้องรบกวนหรือเป็นภาระต่อเครือญาติ เท่ากับว่าเป็นการจัดแจงให้เงินของตนเอง เลี้ยงตนเองไปจนตาย

“ความมั่งคั่งคืออะไร” 

เมื่อตั้งชื่อการสนทนาครั้งนี้ นึกถึงอดัม สมิธ นักปรัชญาที่เป็นต้นธารของเศรษฐศาสตร์ กับหนังสือเรื่อง An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations

ตั้งใจแยกความแตกต่างระหว่างการมั่งมีเงินทอง กับคำว่า “มั่งคั่ง” แม้ว่าบางครั้งเราจะใช้สองคำนี้คือ “มั่งคั่ง” กับ “ร่ำรวย” ในความหมายเดียวกันก็ตาม

ความมั่งคั่งในความหมายของดิฉันเป็นมากกว่าความรำ่รวยเงินทอง และเป็นมากกว่าสิ่งที่วัดออกมาได้เป็นตัวเงิน

คนบางคนมั่งคั่งด้วยประสบการณ์ บางคนสะสมบารมี บางคนสะสมโบราณวัตถุ บางคนรุ่มรวยความรู้ บางคนรวยเพื่อน บางคนมีความสุขมากโดยไม่ได้รวยมาก แต่อย่างไรก็ตามทุกคนก็ต้องมีกินอิ่ม และมีปัจจัยสี่ที่พอเพียง โดยความพอเพียงของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน

คำจำกัดความหนึ่งบอกว่า “WEALTH is the abundance of valuable resources”

นักบัญชีจะนึกถึงสินทรัพย์สุทธิ (คือสินทรัพย์ในงบการเงิน หักด้วยหนี้สิน) และยังมีทรัพย์สินอีกบางอย่างที่ไม่ได้ลงบัญชีหรือลงบัญชีไม่ได้ เช่น คุณภาพของคน วัฒนธรรมที่ดีมีค่าในองค์กร ชื่อเสียงขององค์กรและวงศ์ตระกูล ฯลฯ

พูดเรื่องนี้ตอนน่้ำท่วมภาคกลาง และเริ่มท่วมกรุงเทพฯ​บางส่วน ก็เลยนึกได้ว่า น้ำจืดก็เป็นความมั่งคั่งของประเทศไทย ในขณะที่ต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญๆ ในประเทศเพื่อนบ้านมาจากธารน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัย แม่น้ำของเรามีต้นกำเนิดในประเทศไทย

เรามีท้องทุ่งภาคกลางเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ทำให้ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว จนทุกวันนี้ญาติๆ ที่อยู่กับท้องทุ่ง ยังตกปลาเป็นอาหารตอนน้ำหลากทุ่ง

ที่เราตื่นตระหนกกับน้ำ เพราะเราทำโรงงานอุตสาหกรรมกลางท้องทุ่งที่ควรเป็นนาข้าว แล้วเราก็ตั้งมหานครขวางทางน้ำหลาก ลำคลองต่างๆ ที่เป็นเสมือนเส้นเลือดฝอยคอยพาน้ำไปส่งแม่น้ำ หรือนำน้ำจากแม่น้ำไปเลี้ยงพื้นที่ภายใน ถูกทำให้แคบ ถูกทำให้ตื้น และถูก “อม” ไปเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล และทำให้หมดสภาพของลำคลองและลำราง

เราทำลายความมั่งคั่งและความมั่นคงเรื่องน้ำจืดและอาหารของเราเอง

ในวันนั้น ผู้ฟังหลายท่านเห็นคล้ายๆ กันว่า ความมั่งคั่งกับความมั่นคงมาด้วยกัน

คุณล่ะคะ เห็นว่าความมั่งคั่งคืออะไร

นวพร เรืองสกุล

๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s