ทอดกฐินกับคนเมือง

This slideshow requires JavaScript.

กฐินปีนี้ได้มาทอด ณ วัดที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

            วัดนี้เป็นวัดป่า ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ที่เรือนยอดบังพอให้แดดส่องถึงพื้นได้รำไร

            กุฏิพระเป็นเรือนไม้แฝงอยู่ในร่มไม้

            ฝ่ายคนในวัดได้เริ่มตระเตรียมงานมาก่อนแล้ว เราจึงได้เห็นต้นเงิน ผ้าไตร และบริวาร (ของถวายพระอื่นๆ ที่ถวายไปด้วยกัน) จัดไว้แล้ว ที่ทางฝ่ายผู้จัดงานได้ขอให้ผู้ที่มาร่วมงานยกออกไปที่ปากทางเข้าวัด

            ที่หน้าร้านค้าที่ยังไม่เปิดทำการ ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาทั้งจากในวัดและที่เพิ่งเดินทางมาถึงพร้อมด้วยข้าวของและธงทิว เริ่มแต่งองค์กฐิน และต้นเงินเพิ่มเติม

            ที่นี่ยังใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ฟาง และต้นกล้วยเป็นต้นเงิน ไม่ใช่โฟม เสาที่แห่ตุงก็เป็นไม้ไผ่ที่ลำต้นยังเขียวสดเหมือนเพิ่งตัดมา   

            ผู้มาร่วมงานบุญมีทุกวัย ที่เป็นสาวรุ่นๆ แต่งกายพื้นเมืองประยุกต์ ส่วนรุ่นสูงวัยยังนุ่งซิ่นกันแทบทุกคน ไม่รู้สึกเป็นตัวแปลกที่นุ่งซิ่นผิดกับในกรุงเทพฯ ที่ในไม่กี่ปีนี้ ผ้าซิ่นหายไปโดยสิ้นเชิงจากทุกงานสังคม

            ถึงเวลานัดหมาย ขบวนแห่ก็เริ่มอย่างง่ายๆ ตุงและโคมโผล่มาจากทางไหนก็ไม่ทันเห็น ใครถือโคม ถือตุงก็ไปเดินข้างหน้า แถวของผ้าไตรและอัฐบริขาร เดินตาม

            ที่นี่เขาทอดผ้าป่าต่อจากทอดกฐิน ขบวนผ้าป่าก็เลยสมทบมาด้วยกัน เป็นการเดินที่ไม่รู้สึกว่าไกล ไม่รู้สึกว่าร้อน เพราะเดินกันเป็นแถวเป็นแนว และค่อยๆ เดิน

            เมื่อถึงประตูวัดขบวนก็หยุด แล้วเดินคืบช้ามากๆ จึงทราบว่าหน้าขบวนมีการฟ้อนเล็บโดยผู้อาวุโสของชุมชน ดอกเอื้องที่ทัดเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ เพราะ “เอื้องบานเดือนมีนาคม” บางคนบอกว่าฟ้อนต้อนรับองค์กฐิน บางคนว่าฟ้อนเป็นพุทธบูชา

            การทอดกฐินที่ีนี่ใกล้เคียงสมัยพุทธกาลมากในเชิงพิธีการ คือทอดผ้าสีขาว ผ้าสีกรักและสิ่งของอื่นๆ นับเป็นบริวารกฐินทั้งหมด

            พระสงฆ์ ๔ รูปพิจารณากฐิน และปรึกษาหารือระหว่างกันเองว่าจะยกผ้าให้กับผู้ใด (อปโลกน์กฐิน) เสริ็จแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี ต่อจากนั้นเราก็ทอดผ้าป่า คือถวายของอื่นๆ ต่อพระภิกษุและสามเณรที่อยู่ในพิธี

            พิธีกรเล่าให้ญาติโยมทุกคนฟังว่า ต่อจากนี้พระท่านจะต้องช่วยกันย้อม ตัด เย็บ และซักผ้า ซึ่งจะต้องทำให้เสร็จก่อนอรุณรุ่ง (๖.๐๐ น.) วันพรุ่งนี้ ที่นี่จึงทอดกฐินช่วงเช้า ท่านจะได้มีเวลาพอทำกิจที่เหลือ

           สำหรับญาติโยมนั้นเพื่อเสร็จแล้วก็ร่วมกันรับประทานอาหารที่ผู้้มีจิตศรัทธาอยากจะทำบุญได้มาต้ังโรงทาน

            เด็กจากกรุงเทพฯ ที่อาจจะเห็นแต่คนแบมือขอของบริจาคตอนน้ำท่วม ทำหน้าสยดสยอง “นี่เราจะต้องถึงกับไปขอของกินหรือ”

            ญาติผู้ใหญ่ช่วยกันอธิบายว่า ของพวกนี้ผู้ทำมาปรารถนาบุญ เราก็ไปกินให้สมความปรารถนาทำบุญของเขา และขอบคุณหรืออนุโมทนาในบุญของเขาด้วย  เขาผู้ตั้งโรงทานอิ่มใจ  พวกเราอิ่มท้อง เป็นการให้แบบไม่มีประมาณ ไม่เจาะจงตัวผู้รับ ถ้าอยากทำบุญตอบแทนก็ไปทำวันอื่น ที่อื่นก็ได้ จะได้ไม่เป็นฝ่ายรับอยู่ตลอดเวลา

            เด็กก็เลยยิ้มออก แล้วเดินไปชิมอาหารแทบทุกร้าน อาหารที่นี่ทำกันมาเอง ผู้ทำมาเป็นผู้ตักอาหารให้ด้วยตนเอง บางรายเช่น ข้าวซอย และลูกชิ้นปิ้ง ก็มาทำกันตรงนั้น ทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพราะตั้งใจทำมาให้กินด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่พนักงานร้านอาหารที่รับงานมาตามการว่าจ้าง หรือว่่่าลูกจ้างถูกเกณฑ์มาทำงานเพื่อให้นายได้หน้า

             ขอขอบคุณหลายๆ คนที่มีความรอบรู้เกี่ยวกับน้ำสะอาดว่าจำเป็นแค่ไหนต่อสุขอนามัยและการแพทย์ แล้วขอร้องแกมบังคับให้ลี้ภัยจากน้ำสกปรกไปก่อน ถึงจะเกือบมั่นใจว่าน้ำมาไม่ถึงในบ้านก็ตาม จึงทำให้ได้เห็นวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคเหนือแบบบ้านๆ ที่เรียบๆ และแสนงามด้วยความร่วมมือร่วมใจกันในคราวนี้

 นวพร เรืองสกุล

8 พฤศจิกายน 2554

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s