เกาะเกล็ดมังกร

เกาะเกล็ดมังกร

เมื่อวันที่ ๒๐ – ๒๑ ตุลาคม ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๕๔ เรื่อง “เศรษฐกิจไทยก้าสวไกลไปกับเอเซีย” Keeping Pace with Rising Asia บทความแรกที่นำเสนอคือ “เมื่อเศรษฐกิจแดนมังกรพลิกโฉม: นัยต่อเศรษฐกิจไทย”

บทความสรุปไว้ว่า เราจะโตไปกับจีนได้ด้วย การขายสินค้าและบริการไปยังจีน และการเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายการผลิตของจีน แต่เรามีปัญหาที่ต้องจัดการอยู่คือ

ประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำ ขาดการสร้างสินค้าให้มูลค่าต่อหน่วยสูงขึ้น และในการจะเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายของจีนก็อาจจะมีปัญหาว่าเราปรับตัวไม่ทัน เพราะด้านเทคโนโลยี จีนก้าวหน้าไปแบบก้าวกระโดด หันมาเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมให้สามารถผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และลดบทบาทการเป็นผู้รับจ้างผลิตลง

สรุปว่า จีนได้เปลี่ยนสถานะจากการเป็นคู่แข่งของไทยไปเป็นผู้นำที่เราต้องวิ่งตาม

ผู้นำเสนอคนหนึ่งใช้คำว่า เราจะขี่มังกร Riding the Dragon  เมื่อกล่าวถึงการที่จะก้าวไปกับจีน คือ พัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศในทิศทางที่คู่ขนานกับจีน

เรื่องที่สัมมนาครั้งนี้ทำให้นึกถึงบทความที่เคยเขียนเกี่ยวกับจีนเมื่อ ๘ ปี มาแล้วได้ ชื่อเรื่อง “เกาะเกล็ดมังกร” ก็เลยขอนำมาเผยแพร่ใหม่ ณ ที่นี้

สำหรับบทความของธนาคารแห่งประเทศไทยที่นำเสนอในการสัมมนา ดูได้จาก www.bot.or.th

เกาะเกล็ดมังกร

ในคริสตศตวรรษใหม่นี้  ถนนทุกสายมุ่งไปประเทศจีน

ในท่ามกลางกระแสสนใจจีน คำถามที่สำคัญสำหรับเราก็คือ ประเทศไทยจะวางกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างไร และนักธุรกิจไทย จะปรับตัวอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในเวทีการค้าระหว่างประเทศเช่นนี้

แนวคิดแยกออกได้เป็นสองแนวคือ

หนึ่ง แข่งขันกับจีน

สอง หาประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน

ไม่ว่าจะเป็นแนวทางใดในสองแนวทางนี้ เราต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนว่า ประเทศไทยมีอะไรที่จะแข่งขัน หรือจะเสริมต่อกับสิ่งที่จีนมีอยู่ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

อีกคำถามหนึ่งก็คือ นอกจากสองแนวทางที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมีแนวทางที่สามหรือไม่  โดยที่เราก็ต้องไม่ลืมว่ายังมีสหรัฐอเมริกา เป็นมหาอำนาจยิ่งใหญ่ของซีกโลกตะวันตกที่จะไม่ยอมให้ประเทศหนึ่งประเทศใดหลุดออกไปจากวงอิทธิพลของเขาโดยง่าย

จีนกับอาเซียน

ในสุนทรพจน์ที่หอการค้าอเมริกันเมื่อปลายปี 2545 นายเกริกไกร จีระแพทย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ และอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำองค์การค้าโลก  กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีนที่กำลังจะเกิดขึ้นไว้ว่า

กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับจีน ถึงขั้นมีการลงนามในข้อตกลงกันไว้แล้วเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2545   ข้อตกลงดังกล่าววางแนวทางในการเจรจาเพื่อเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันที่ครอบคลุมหลายภาคธุรกิจ คือทั้งสินค้า บริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

เรื่องที่น่าสนใจก็คือ การกำหนดระยะเวลาที่จะมีการลดภาษีจนถึงยกเว้นการเก็บภาษีระหว่างกันสำหรับสินค้าและบริการต่างๆ โดยจะเริ่มเจรจาเกี่ยวกับสินค้าตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นไป สินค้าหลายรายการจะเริ่มลดภาษีตั้งแต่ปีถัดไปคือปี 2547 และลดลงเรื่อยๆ ไปจนเหลือศูนย์ในบางรายการ   สินค้าต่างๆ ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น สัตว์ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์  ปลา อาหารทะเล ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์จากนม ถ้าข้อตกลงดังกล่าวบรรลุผลจนถึงขั้นปฏิบัติ จะเท่ากับว่าเกิดตลาดขนาดใหญ่มากขึ้นมาอีกตลาดหนึ่ง ซึ่งมีประชากรถึงเกือบสองพันล้านคน

การลงนามในข้อตกลงเพื่อการเปิดเสรีทางการค้า เท่ากับว่าจีนพร้อมจะเริ่มการแข่งขัน เช่น การลดภาษีสินค้านำเข้าจะเป็นเวลาเดียวกับกำหนดการลดภาษีของกลุ่มอาเซียนกันเองด้วย และการแข่งขันน่าจะทำให้การผลิตสินค้าโดยรวมมีประสิทธิภาพขึ้น โดยต่างก็ต้องแข่งขันกันด้านคุณภาพด้วย เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ของสินค้าต่างๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่มีแรงงานถูก และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเทคโนโลยีได้รวดเร็วด้วย

กรอบแห่งการแข่งขัน

เมื่อมองความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไม่ว่าระหว่างไทยกับจีน หรือระหว่างประเทศใดก็ตาม คงต้องมองแยกออกเป็นด้านๆ ไป   เรื่องที่จะพิจารณามีสี่เรื่อง และแต่ละเรื่องมีสามมุม

สี่เรื่องได้แก่เรื่อง การค้าสินค้า การบริการ การลงทุน และการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ

แต่ละเรื่องมีสามมุม ได้แก่ หนึ่ง การติดต่อกับประเทศที่สาม และสองกับสาม คือการให้และการรับระหว่างสองชาตินั้นเอง

เรื่องการค้าสินค้า  มุมที่หนึ่งคือการค้ากับประเทศที่สาม ในมุมนี้เรากับจีนจะแข่งกันขาย เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งหรือรักษาส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่สาม  (เช่นที่ไทย จีน อาเซียน และอีกหลายประเทศ แข่งขันกันในเรื่องสิ่งทอที่ส่งเข้าไปขายในสหภาพยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา)

มุมที่สองและที่สามคือการค้าระหว่างกัน  ในมุมนี้จะมีการแข่งขันทั้งสองทาง คือจะมีสินค้าบางอย่างจากไทยไปขายในจีนเพิ่มมากขึ้น   และในทางกลับกันก็จะมีสินค้าบางอย่างจากจีนมาตีตลาดสินค้าที่ผลิตในไทยและจากประเทศอื่นๆ ที่ขายอยู่ในเมืองไทยด้วย

คำถามในมุมมองนี้ก็คือ เราจะมีอะไรไปขายจีน และจีนจะมีสินค้าใดบ้างที่เข้ามารุกตลาดในเมืองไทย คำตอบต่อคำถามนี้เป็นเรื่องที่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการค้า ทั้งด้านนำเข้าและส่งออกทุกรายต้องคาดการณ์ให้ได้ และเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับกับสถานการณ์  บ้างก็เตรียมตัวเพื่อรับโอกาสทางการค้าและตลาดที่ขยายขึ้น บ้างก็เตรียมรับกับการแข่งขันที่จะรุนแรงขึ้นแม้ในประเทศเอง

เรื่องการบริการ ก็เช่นเดียวกันกับเรื่องการค้า คือมีทั้งด้านรับและจ่าย

เราจะส่งออกบริการด้านใด และจะใช้บริการด้านใดของจีน และจีนจะมีบริการด้านใดที่ได้เปรียบไทย และใช้บริการด้านใดของไทย   ที่เห็นชัดเจนก็คือ เรานิยมไปเมืองจีน บ้างก็ไปท่องเที่ยว บ้างก็ไปเรียนหนังสือเพื่อให้รู้ภาษาจีน  ส่วนจีนก็มาเที่ยวเมืองไทยเหมือนกัน

มีสถิติที่ล้าสมัยไปเล็กน้อยคือสถิติของปี 2543 จากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมืองไทยทั้งหมดแปดล้านคน   เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน 754,000 คน

มีสถิติว่านักท่องเที่ยวจีนไปฮ่องกงมากที่สุดคือ ๖ ล้านคน (รวมมาเก๊า)  ไทยติดอันดับถัดมาจากฮ่องกงและมาเก๊า  และมีเวียดนามตามมาติดๆ เป็นอันดับถัดมา แต่น่าสังเกตว่า นักท่องเที่ยวจีนที่ไปเวียดนาม เพิ่มอย่างรวดเร็วเป็นถึง ๖แสนกว่าคนแล้ว แหล่งท่องเที่ยวรองๆ ลงมา ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ แห่งละกว่า สี่แสนคน และเพิ่มขึ้นถึง 30-40 % ต่อปี ในปีต่อมา แม้ออสเตรเลีย ก็ได้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยลดลง เพราะถูกกินส่วนแบ่งไปประเทศอื่นๆ แสดงว่าแต่แรกเริ่มนั้น เมืองไทยเป็นเป้าหมายแห่งแรกๆ ของการเดินทางของจีนเลยทีเดียว

นักการตลาดเคยให้ข้อมูลว่า เมื่อคนเริ่มมีอันจะกิน เขาจะเริ่มหาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน และเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

การเดินทางของคนจีน จะสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้อย่างน่าทึ่ง เมื่อคิดถึงจำนวนคนของจีน ที่เป็นประเทศที่มีพลเมืองมากที่สุดในโลกด้วยแล้ว ตัวเลขยิ่งน่าตื่นใจ

ในเวลาที่กล่าวถึงคือเมื่อสองปีมาแล้ว คนจีนเดินทางท่องเที่ยว ๑๐ ล้านคนในปีนั้น เทียบกับญี่ปุ่น 18 ล้านคน และ อเมริกัน 25 ล้านคน  จากการคาดคะเนขององค์การท่องเที่ยวโลก ในปี 2010 อาจจะมีคนจีนเดินทางท่องเที่ยวถึง 50 ล้านคน

ดูแค่ตัวเลขเปรียบเทียบกับคนใกล้เคียงก็ได้   จีนจากไต้หวันมาเที่ยวเมืองไทย  3% ของประชากร  ถ้าหากว่าคนจีนในประเทศจีน จะมาเมืองไทยด้วยสัดส่วนเดียวกันนั้น  จากพลเมืองหนึ่งพันล้านคนจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนกี่ล้านคนกันแน่

คำถามก็คือ เราทำอะไรเพื่อรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้บ้าง คิดให้ใช้เงินคนละ 1,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นเงินเท่าใด  เราพูดภาษาจีนกันได้คล่องขึ้นหรือยัง เพื่อรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่กลุ่มใหญ่กลุ่มนี้  แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือ คนที่มาจำนวนมากเช่นนี้ต้องมีสนามบินและเที่ยวบินพอจะรองรับ

เรื่องการลงทุน แต่ละประเทศต่างก็จะแข่งขันกันเพื่อชิงเงินลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาในประเทศ  อยู่ที่ว่าประเทศใดจะน่าสนใจกว่ากัน ในอุตสาหกรรมใด และในขณะเดียวกันก็มีเงินข้ามไปลงทุนระหว่างกันด้วย

จีนดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศไปจำนวนมาก ยิ่งการคาดคะเนอนาคตทางเศรษฐกิจของจีนที่ว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วต่อไปอีก พร้อมๆ กันกับที่จีนเป็นสมาชิกองค์การค้าโลกแล้ว การลงทุนจากต่างประเทศที่เคยกระจายไปยังภูมิภาคอื่น ยิ่งถูกดูดเข้าไปในจีนเป็นจำนวนมาก มากยิ่งกว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้นในบางปีมีตัวเลขแสดงว่ากว่าหนึ่งในสามของการลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้าไปในประเทศกำลังพัฒนานั้น เข้าไปในจีน

การลงทุนในไทย ถ้าจะให้น่าสนใจในแง่ขนาดของตลาดก็คือ เราจะต้องพัฒนาตนให้เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าในภูมิภาค ที่รวมข้ามไปถึงจีนตอนใต้ที่อยู่ห่างทะเล แต่อยู่ใกล้ไทยด้วย นั่นก็คือเราหนีไม่พ้นจะต้องพยายามเกาะเกี่ยวกับตลาดของจีนเอาไว้ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้ตนเอง

เรื่องการร่วมมือระหว่างประเทศ   ข้อนี้รัฐบาลต้องเป็นพระเอก

กรณีตัวอย่าง ความเป็นไปได้ในด้านความร่วมมือระหว่างกันด้านการบิน

โครงการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศหลายโครงการคุ้นหูอยู่แล้ว และเคยทำกันมาก่อนแล้วกับประเทศอื่นๆ เช่น การวางโครงข่ายเส้นทางคมนาคมทางบกเชื่อมระหว่างประเทศ และการร่วมมือกันทางวิชาการเป็นต้น

ที่ขอยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างเพื่อขบคิดกันในวันนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เรื่องของการบิน ว่าควรหรือไม่ที่เราจะหาทาง “คิดใหม่ ทำใหม่ หาโอกาสสร้างความร่วมมือใหม่ๆ ขึ้นมา”  เหมือนที่เคยตั้งต้นริเริ่มความคิดไว้แล้ว เรื่องสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ

การบินไทยน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในยุทธศาสตร์นี้

การบินไทยมีประวัติที่น่าประทับใจ เพราะเคยเป็นผู้ริเริ่มเปิดเส้นทางการบินใหม่ๆ ที่น่าสนใจ รวมทั้งเป็นผู้บริหารสนามบินบางแห่งในประเทศใกล้เคียงมาแล้ว และเรื่องเหล่านี้ก็คงยังอยู่ในความทรงจำของคนการบินไทย

ถ้าศักยภาพเช่นนั้นของการบินไทยยังคงมีอยู่ ก็น่าจะเป็นช่องทางที่จะขายบริการระหว่างประเทศ ด้วยการบริการในสนามบินต่างๆ ของจีนได้ด้วย

การร่วมมือสามารถไปได้ไกลกว่านั้น ด้วยการสร้างให้การบินไทยเป็นสายการบินของภูมิภาค ในแง่ของผู้ถือหุ้น

เมื่อสองปีมาแล้ว การบินไทยเริ่มมองหาทางเพิ่มทุนด้วยการหาพันธมิตร  ในเวลานั้นผู้ที่เกี่ยวข้องบางรายแสดงความเห็นอย่างไม่เป็นทางการว่า ยังอยากจะเห็นการบินไทยเป็นสายการบินของไทย ไม่ต้องการให้ถูกครอบงำจนเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของสายการบินอื่นที่เป็นคู่แข่งกัน  จะทำอย่างไรดี

ในฐานะนักวิเคราะห์ได้เคยเสนอทางเลือกทางหนึ่ง ที่คิดว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือเราต้องเข้าใจภาพรวมก่อนว่า ในเวลานี้สายการบินและอุตสาหกรรมการบินของทั้งโลกกำลังมุ่งไปในทางรวมกัน ดังที่เห็นเป็นตัวอย่างในยุโรป ทำไมการบินไทยและประเทศไทย ไม่มองหาทางดึงจีนและประเทศในกลุ่มอินโดจีนหลายๆ ประเทศที่เล็กเกินกว่าจะมีสายการบินที่บินข้ามทวีปได้ เข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมลงทุนกัน สร้างสายการบินของภูมิภาคที่มีการบินไทยเป็นฐาน

ในเรื่องนี้ประเทศไทยของเรามีจุดเด่นอยู่สองเรื่อง คือสถานที่ตั้งที่ใกล้จีน และประวัติด้านการให้บริการของการบินไทย  และเมื่อเทียบกับจีนและโลกแล้ว ประเทศไทยก็เล็กนิดเดียว การขยายความร่วมมือน่าจะเป็นการขยายตลาดได้ และสามารถสร้างโครงข่ายการบินที่น่าสนใจได้ ยิ่งเมื่อวงของอาเซียนขยายรวมไปถึงข้อตกลงที่มีกับจีน  ในแง่ของสถานที่ตั้ง ภาคเหนือของไทยกคือเกตเวย์ สู่จีนทางใต้ และหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และฮานอย

รัฐบาลไทย รัฐวิสาหกิจไทย และข้าราชการไทยจะปล่อยในโอกาสแบบนี้ผ่านเลยไปหรือ

นวพร เรืองสกุล

มติชน   กุมภาพันธ์ 2546

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s