บทบาทสภามหาวิทยาลัยในการกำกับการจัดการด้านการเงินและทรัพย์สิน

บทบาทสภามหาวิทยาลัยในการกำกับการจัดการด้านการเงินและทรัพย์สิน

(ตัดตอนมาจากเอกสารประกอบการบรรยาย “บทบาทสภามหาวิทยาลัยในการกำกับการจัดการด้านการเงินและทรัพย์เสิน” หลักสูตรธรรมาภิลาลเพื่อการพัฒนาอุดมศึกษา รุ่น ๓ พ.ศ. ๒๕๕๔ สถาบันคลังสมองของชาติ)

แนวคิด

            ปัจจุบันการจัดการการเงินและทรัพย์สินมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการบริหารจัดการการอุดมศึกษา เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถปฏิบัติภาระกิจตอบสนองความต้องการของสังคมได้ ในสภาพแวดล้อมที่มีพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่

            บทบาทหน้าที่การกำกับทิศของสภามหาวิทยาลัยอันเป็นทั้งความรับผิดชอบและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ (Responsibility & Accountability) รวมถึงการจัดให้มีการรายงานข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง ทันสมัยและเป็นปัจจุบันสำหรับการวางแผนและการตัดสินใจ รวมถึงการมีตัวชี้วัดทางกลยุทธ์

            มหาวิทยาลัยที่อยู่ในกำกับนอกจาก Administrative Autonomy แล้ว จำเป็นจะต้องคำนึงถึง Financial Autonomy ด้วย ในภาวะที่งบประมาณรายจ่ายของประเทศมีขีดจำกัด นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรมการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เช่น การลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible Investment) การระดมทุนด้านต่างๆ เพื่อทดแทนเงินงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ เป็นต้น

            ดังนั้น การยกระดับความสำคัญของประเด็นการบริหารการเงินและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยให้เป็นแกนร่วมกับการพิจารณาประเด็นต่างๆ ในวาระการประชุมสภามหาวิทยาลัย ประกอบกับการให้ความใส่ใจในการเพิ่มพูนศักยภาพในการบริหารการเงินและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยของกรรมการ ย่อมเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาอุดมศึกษาทั้งในด้านคุณภาพ โอกาสทางการศึกษา และการก้าวสู่มาตรฐานสากล  ผ่านกติกา กลไกในความรับผิดชอบในการกำกับ และกระบวนการตรวจติดตาม (หิรัญ รดีศรี, 2553)

 1. โครงสร้างองค์กร (ด้านการเงิน)

 การวางโครงสร้างขององค์กรของแต่ละมหาวิทยาลัยจะแตกต่างกันไป กระทั่งชื่อเรียกก็แตกต่างกัน เราจะเห็นการให้ความสำคัญต่องานด้านต่างๆ ได้จากโครงสร้างของแต่ละมหาวิทยาลัย              ในขณะเดียวกันไม่ควรลืมคำนึงถึงด้วยว่า นอกจากโครงสร้างอย่างเป็นทางการแล้ว ในแต่ละองค์กรยังมีโครงสร้างสำคัญที่ไม่อาจวาดลงเป็นแผนภาพได้อีกสองด้านเป็นอย่างน้อย คือ (1) ความเป็นมาในอดีต และธรรมเนียมปฏิบัติ ตลอดจนกฎ กติกาอื่นๆ ที่แวดล้อมหรือครอบองค์กรและการทำงานของคนในองค์กรไว้ และ (2) วัฒนธรรมองค์กร ทัศนคติต่อการทำงาน และสไตล์การทำงานของผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง

โครงสร้างที่มองไม่เห็นเป็นแผนภาพอาจทำให้องค์กรมีลักษณะเอื้ออำนวยต่อการทำงาน ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานได้อย่างยืดหยุ่นและคล่องตัวภายในกรอบของระเบียบ หรือว่าอาจทำให้เกิดองค์กรที่รวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจ หรืออาจทำให้เป็นองค์กรที่เน้นการบริหารงานแล้วตรวจสอบประเมินผล หรือว่าอาจเป็นองค์กรที่เน้นการบริหารระเบียบ ฯลฯ

 ตัวอย่างโครงสร้างองค์กรในต่างประเทศ

1) Yale University

2) North Carolina State University (NCSU)

ที่มา:    1. http://www.yale.edu

            2. http://www.ncsu.edu/

             มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ (ตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา) ที่แตกต่างจากเมืองไทย คือ ในโครงสร้างระดับนโยบายและพิธีการประกอบด้วยสภามหาวิทยาลัย/คณะกรรมการบริหาร (Board of Trustees) สภามหาวิทยาลัยแบ่งงานต่อให้คณะกรรมการอื่นๆ อีกหลายด้าน สภามหาวิทยาลัยที่เน้นการดูแลในภาพรวมและร่วมกันพิเคราะห์สถานะการณ์และกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัย

            ในระดับบริหารมีอธิการบดี (President, Rector) เป็นผู้บริหารสูงสุด มีรองอธิการบดีช่วยดูแลงานด้านต่างๆ เช่น ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการเรียนการสอน การวิจัย และความเป็นอยู่ของนักศึกษา ด้านการเงิน ด้านงานบุคคล เป็นต้น

            ในด้านการเงิน มีคณะกรรมการการเงิน / คณะกรรมการบริหารเงิน (Finance committee, Investment committee) ดูแลและรายงานต่อสภามหาวิทยาลัย

            มหาวิทยาลัยบางแห่งตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการเงินลงทุน และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นการแยกกิจกรรมด้านการเงินออกไปจากงานหลักของมหาวิทยาลัย (Core activities) คือ การบริหารจัดการด้านการเรียนการสอน และการวิจัย อีกบางมหาวิทยาลัยคงไว้เป็นงานส่วนหนึ่งในองค์กร

           งานด้านการหาเงินอีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญจนมหาวิทยาลัยบางแห่งจัดไว้อยู่ในระดับคณะกรรมการของสภามหาวิทยาลัย หรือไว้ในโครงสร้างของฝ่ายบริหาร คือ งานพัฒนามหาวิทยาลัย   อันได้แก่ งานหาทุน หาเงินบริจาค สุดแท้แต่จะหาวิธีหาเงินได้แบบใด จากแหล่งใด เช่น จากพ่อแม่ของนักศึกษา จากศิษย์เก่า จากแหล่งทุนต่างๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมทั้งจากมูลนิธิต่างๆ โดยมีการวางกระบวนการระดมทุนอย่างเป็นระบบ พร้อมการตลาด และมีฐานข้อมูลที่ดี เพื่อให้การระดมทุนทำได้อย่างต่อเนื่อง

         สภามหาวิทยาลัยจำเป็นต้องให้ความเอาใจใส่กับเรื่องการเงิน เพราะการเงิน (ทั้งการหาและการใช้เงินให้เป็น) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งอยู่รอดได้หรือไม่ เพราะเป็นที่รู้กันว่าความแข็งแกร่งทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญต่อการก้าวสู่ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยและการรักษาความเป็นเลิศนั้นให้ดำรงอยู่ เพื่อดึงดูดอาจารย์ นักวิจัย บุคลากรสนับสนุน และนักศึกษา ตลอดจนมีเงินทุนให้ทำวิจัย่ มีอาคารสถานที่และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนและการวิจัยดีพอ และพอเพียง

 2. งบการเงิน

         รายงานการเงินให้ข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยได้มากสำหรับผู้ที่อ่านเป็น

        ตัวเลขต่างๆ ในบัญชีต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นรายงานการเงิน หากทำเป็นอัตราส่วนต่างๆ หรือนำไปประกอบกับตัวเลขอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเลขการเงิน จะเป็นตัวชี้วัดทางกลยุทธ์ หรือเป็นตัวเลขที่ใช้กำหนดนโยบายได้  และยังเป็นการบ่งชี้ทิศทางการทำงานที่ชัดเจนสามารถเห็นได้วัดได้อีกด้วย

        สภามหาวิทยาลัยควรจะได้รับทราบและพิจารณารายงานการเงินอย่างสม่ำเสมอ เช่น รับทราบรายงานย่อๆ ทุกเดือน หรือทุกไตรมาส และพิจารณารายงานการเงินประจำปีที่จัดทำโดยมีผู้สอบบัญชีรับรอง

3. การตั้งและอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี

       งานนี้สำคัญมากในระบบราชการของไทย รวมถึงมหาวิทยาลัยในประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งและการเบิกใช้งบประมาณรายจ่ายส่วนที่เป็นงบประมาณแผ่นดิน

      อันที่จริงแล้วงบประมาณรายจ่ายเป็นส่วนสุดท้ายที่เกิดขึ้น และเป็นผลตามมาจากการตัดสินใจอนุมัติแผนงาน และโครงการต่างๆ ของสภามหาวิทยาลัยที่ทำไปก่อนหน้านี้แล้ว  ทั้งโครงการที่ต้องลงทุนเพิ่ม และโครงการที่ใช้งบประจำเพิ่ม ทั้งนี้เพราะแผนงานจะสำเร็จได้เมื่อมีการเกลี่ยหรือจัดสรรการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น พร้อมทั้งมีเงินเพื่อดำเนินการ

      ดังนั้นบทบาทสำคัญของสภามหาวิทยาลัยจึงอยู่ที่การวางเป้าหมายของมหาวิทยาลัย และพิจารณาแผนงานทั้งระยะสั้นและระยะยาวของมหาวิทยาลัยที่จะทำให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ประสงค์ และการอนุมัติโครงการให้ดำเนินการ งบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นเพียงบทสรุปของนโยบายและโครงการ        ที่ได้อนุมัติไปแล้วนั่นเอง

4. การใช้เงิน

การกำหนดรายจ่ายให้เหมาะสมโดยมีจุดหมายที่ชัดเจน จะทำให้มหาวิทยาลัยบรรลุเป้าหมายที่คาดหวังได้ง่ายขึ้น และในการใช้จ่ายไม่ว่าจะเพื่อการใดก็ตาม จำเป็นต้องคำนึงถึงความประหยัดด้วยเสมอ คือ ใช้อย่างมีประสิทธิภาพให้คุ้มค่าของเงิน ก็จะทำให้สามารถใช้เงินจำนวนน้อยเพื่อผลงานที่สูงกว่าเดิมได้ด้วย ไม่ให้เป็นดังที่กล่าวกันว่า “ทุกอย่างที่ข้าราชการไทยทำ ไม่มี cost ไม่มีต้นทุน เพราะทุกหน่วยงานราชการไม่ต้องหารายได้ มีแต่ตั้งงบประมาณรายจ่าย” (อานันท์ ปันยารชุน ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ธรรมาภิบาลในการบริหารมหาวิทยาลัย” คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 20 พฤษภาคม 2542)

       คำว่า “ข้าราชการ” ในปาฐกถา ในบริบทปัจจุบันรวมถึงบุคลากรในองค์กรต่างๆ ที่ใช้งบประมาณแผ่นดินหรืองบประมาณอื่นใดที่มาจากภาษีอากรด้วย – ผู้เขียน

        การวัดประสิทธิภาพของการใช้จ่ายและการติดตามผลที่ได้รับจากการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นงบประจำหรืองบลงทุน มีความสำคัญพอๆ กับการตั้งโครงการเพื่อของบประมาณไปดำเนินการ การใช้งบประมาณมิใช่เพียงเพื่อให้หมดๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้งบประมาณมาจากรัฐ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องคำนึงถึงเสมอว่า เงินที่ดูเหมือนได้มาโดยไม่ต้องลงแรงหาเองนั้น แท้ที่จริงทุกบาททุกสตางค์คือเงินภาษีอากรที่รัฐบาลจัดเก็บจากประชาชนทั่วไป และฝ่ายการเมืองมีทางเลือกได้ว่า จะให้งบนั้นเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หรือว่าจะนำไปใช้ในด้านอื่นๆ ที่ได้ประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมมากกว่า

      ในการใช้เงินไปในการหนึ่ง ผู้ใช้ต้องคำนึงเสมอว่าการกระทำนั้นๆ เท่ากับว่าได้ดึงเงินนั้นมาจากการใช้เพื่อการอื่น หรือดึงเงินที่น่าจะออมไว้เพื่ออนาคตมาใช้ในปัจจุบันเพื่อสนองตอบความต้องการและความปรารถนาของคนรุ่นปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า ได้ใช้จ่ายเงินไปอย่างเหมาะสมโดยที่ไม่ได้เบียดเบียนหรือลิิดรอนการใช้เงินเพื่อความต้องการและความปรารถนาของอนุชนของเราเอง

5. ผลประโยชน์จากทรัพย์สิน

          มหาวิทยาลัยทุกแห่งมีทรัพย์สินที่มีค่าอยู่ 2 อย่าง คือ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ อันเป็นทรัพย์สินกายภาพ (Physical assets) และบุคลากร (Human assets) ซึ่งเป็นผู้สร้างองค์ความรู้และถ่ายทอดความรู้ให้กับนิสิตนักศึกษา และนำความรู้เผยแพร่สู่สังคม หรือเป็นทรัพย์สินเพื่อหารายได้ให้มหาวิทยาลัยและบุคลากร (Intellectual Property)

         ทรัพย์สิน 2 กลุ่มนี้ ทั้งร่วมกันและแยกกันสามารถใช้เพื่อหารายได้เป็นงบดำเนินงาน และหาทรัพย์สิน 2 อย่างนั้นเพิ่มเติม รวมทั้งเพิ่มทรัพย์สินอย่างที่ 3 คือ ทรัพย์สินทางการเงิน (Financial assets) ซึ่งโดยส่วนมากได้แก่เงินกองทุนเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัย (Endowment funds) โดยที่ยังไม่นับรวมทรัพย์สินมีค่าอีกอย่างหนึ่งคือศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ที่จบเป็นบัณฑิตออกไปทำงานให้กับสังคม

 รายได้จากทรัพย์สินทางกายภาพ

           มหาวิทยาลัยบางแห่งมีทรัพย์สินเป็นที่ดินที่ได้รับมาเมื่อแรกตั้ง บางแห่งได้เป็นเงินก้อนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ที่ดินหรือเงินก้อนนั้นทำรายได้มาสนับสนุนการดำเนินงานตามพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัยคือจัดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา การบริหารจัดการในส่วนนี้เพื่อหาประโยชน์มาสนับสนุนงานจึงเป็นเรื่องจำเป็น

          ทรัพย์สินทางกายภาพของมหาวิทยาลัยทุกแห่งได้แก่ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์เพื่อการจัดการศึกษา เช่น อาคารเรียน ห้องทดลอง ที่ดินใหม่ที่มีผู้ยกให้หรือที่จัดซื้อเพิ่มเติม ศูนย์กีฬา หอประชุม อาคารบ้านพักบุคลากร หอพักนักศึกษา ห้องอาหาร และสถานที่จำหน่ายสินค้าเช่น หนังสือ เครื่องเขียน อาหารแห้งและสินค้าจำเป็นต่างๆ สำหรับชุมชนที่มีคนเป็นเรือนหมื่นเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันในแต่ละวัน

          ทรัพย์สินต่างๆ เหล่านี้สามารถใช้ประโยชน์อื่นได้อีก นอกเหนือจากภารกิจหลักที่ได้สร้างขึ้นมา จึงอยู่ที่ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยคิดหาทางใช้สถานที่นั้นๆ ให้เต็มที่ตามประโยชน์ของสถานที่นั้นๆ หรือไม่   ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อหารายได้ เพื่อสวัสดิการของบุคคลในมหาวิทยาลัย เพื่อบริการสังคม หรือเพื่อประโยชน์ทุกอย่างร่วมกัน

           มหาวิทยาลัยในต่างประเทศบางแห่ง เปิดห้องทดลองให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้เช่าใช้ เพื่อประหยัดต้นทุนของผู้ประกอบการนั้นๆ และพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เป็นโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หอพักนักศึกษามีการใช้งานในช่วงปิดภาคฤดูร้อนด้วยโครงการภาคฤดูร้อนที่ได้หน่วยกิต และเปิดรับนักศึกษาต่างมหาวิทยาลัย ร้านหนังสือและเครื่องเขียนตลอดจนของที่ระลึกดำเนินการในรูปของสหกรณ์เพื่อประโยชน์ของทั้งนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย เป็นต้น

            รายการกิจกรรมเหล่านี้มีหลายหลากมากแบบ ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ การคิดแก้ปัญหา และการวางรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละมหาวิทยาลัย ในแต่ละสังคม

 6. เงินบริจาค

             การพัฒนามหาวิทยาลัยจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความสามารถในการระดมทุนของมหาวิทยาลัยด้วย บางมหาวิทยาลัยมีหน่วยงานพิเศษ หรือมีคณะกรรมการชุดหนึ่งทำหน้าที่ด้านการระดมทุนเป็นการเฉพาะ  งานหาทุนเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยมุ่งไปยังแหล่งทุนที่หลากหลาย เช่น

                        1. จากสถาบันที่มีเงินทุนให้การอุดมศึกษา หรือจากมูลนิธิ หรือจากเงินบริจาคแบบต่างๆ

                        2. จากบุคคล เช่น พ่อแม่ผู้ปกครองของนักศึกษา ศิษย์เก่า

  เงื่อนไขสำคัญ คือ มีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ขอเป็นระบบ เช่น ขอเป็นรายปี ขอเป็นโครงการที่ผู้บริจาคสนใจ หรือขอเป็นเงินก้อนในพินัยกรรมของผู้บริจาค โดยมีการให้บริการต่างๆ สนองตอบให้ในระหว่างที่ผู้บริจาคยังมีชีวิตอยู่ เป็นต้น ซึ่งต้องทำโดยมีฐานข้อมูลที่ดี มีการตลาดเข้ามาเสริม และมีผลงานที่ชัดเจน เช่น แสดงให้ได้ว่าเงินบริจาคมีส่วนพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างไรบ้าง เป็นต้น

7. การวัดเทียบ (Benchmarking) หรือแสวงหาต้นแบบ (Best Practice)

 เป็นการนำตัวเลขทางการเงิน และตัวเลขอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย ไปประกอบในการวางแผน การกำหนดเป้าหมาย และในการประเมินผลงานภาพรวมของมหาวิทยาลัย

             การเปรียบเทียบทำได้หลายอย่าง

                        1. เทียบกับตนเองในอดีต โดยดูแนวโน้มผ่านช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 5 ปี

                        2. เทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ล่วงหน้า เช่น เทียบกับแผนงานหรืองบประมาณ

                        3. เทียบภายในระหว่างส่วนงานต่างๆ ที่พอเทียบเคียงกันได้

                        4. เทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในพื้นที่เดียวกัน เช่น รัฐเดียวกัน (กรณีสหรัฐอเมริกา) จังหวัดเดียวกัน (กรณีประเทศไทย) การวัดแบบนี้มีข้อเสียคือจะเกิดคู่แข่งในพื้นที่ แทนที่จะได้คู่มิตรเพื่อสนับสนุนกันและกัน

                        5. เทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นที่มีคุณลักษณะต่างๆ ที่ตั้งเกณฑ์ขึ้นมาแล้วถือว่าใกล้เคียงกันกับเรา (Comparable)  และมหาวิทยาลัยที่เราหวังจะเป็น (Aspiration) การวัดแบบนี้เป็นการวัดข้ามเขต และสำหรับมหาวิทยาลัยระดับชาติ ก็ต้องวัดข้ามประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างประเทศ และร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำภายในประเทศเดียวกัน

            สิ่งสำคัญในการนำตัวเลขมาเทียบ คือ ต้องรู้เป้าประสงค์ก่อนว่าจะวัดทำไม เพื่ออะไร แล้วจึงเลือกว่าจะวัดกับใคร วัดอย่างไร วัดตัวเลขจริง วัดเป็นส่วนร้อย หรือวัดเป็นอัตราส่วน วัดด้านตัวป้อน (Inputs) หรือด้านผลลัพธ์ (Outcomes) พร้อมทั้งเข้าใจเบื้องหลังความจำกัดของตัวเลขต่างๆ ที่นำมาใช้

             มีตัววัดเทียบบางตัวที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศอาจจะไม่สนใจ เพราะเป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นปกติอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยไทยที่ต้องการเดินไปในแนวทางดังกล่าวอาจจะต้องการวัด เช่น วัดความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนหลักสูตร และความยืดหยุ่นในการให้นักศึกษาเลือกวิชาเรียน และเลือกคณะหลังจากเข้ามาเป็นนักศึกษาแล้ว การมีหลักสูตรภาคฤดูร้อนสำหรับนักศึกษาต่างมหาวิทยาลัย หรือการมีนักศึกษาไปใช้เวลาบางภาคการศึกษาในต่างมหาวิทยาลัย หรือในต่างประเทศ (เพื่อนบ้าน) เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้สัดส่วนต่างๆ ทั้งสัดส่วนทางการเงินและตัวเลขอื่นๆ ที่ North Carolina State University วัดเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ*

*        เทียบกับมหาวิทยาลัยที่มีสถานะใกล้เคียงกัน (Comparable) ในมลรัฐอื่นๆ และกับมหาวิทยาลัยที่ปราถนาจะขึ้นไปเทียบด้วย (Aspiration) ตัวเลขทั้งหมดไม่เทียบกับมหาวิทยาลัยในมลรัฐเดียวกัน ถ้านำกลับมาคิดในประเทศไทย มหาวิทยาลัยของเราเองก็น่าจะเทียบตัวเองกับมหาวิทยาลัยระดับเดียวกันและที่มุ่งหวังจะขึ้นไปเทียบด้วยในต่างประเทศ แล้วหันมาร่วมมือกันภายในประเทศ ทั้งเพื่อประหยัดรายจ่ายซ้ำซ้อน และการแบ่งปันความรู้ หรือ รวมพลังส่งเสริมกันและกันให้ไปถึงความปรารถนานั้นๆ ไม่ควรจะเทียบกันเองแล้วแอบแข่งกันเอง ซึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อประเทศของเราเอง

ในส่วนที่เกี่ยวกับการเงิน การดูแลควรเป็นในเรื่องต่อไปนี้

ระดับภาพรวม

  • กำหนดสัดส่วนรายได้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่พิจารณาว่าเป็นตัวเลขสำคัญ เพื่อบรรลุเป้าหมายของมหาวิทยาลัยที่ได้วางไว้แล้ว
  • กำหนดนโยบายบัญชีที่เหมาะสมและเป็นไปตามมาตรฐานสากล

การจัดหาและจัดสรรทรัพยากรทางการเงิน

  จัดสรรทรัพยากรที่มีอย่างเหมาะสมกับเป้าหมาย และจัดหาทรัพยากรอื่นมาเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ที่ได้กำหนดไว้ก่อนแล้ว โดยให้มีสภาพคล่องทางการเงินเพียงพอที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างยั่งยืน

  • การพิจารณาประมาณการรายได้ประจำปี ตลอดจนการกำหนดนโยบายลงทุน
  • วิธีบริหารเงินทุนของมหาวิทยาลัย
  • การวางแผนระดมทุน
  • การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี และโดยที่วงจรงบประมาณรายจ่ายในส่วนที่ต้องของบประมาณแผ่นดินในประเทศไทยจะเริ่มล่วงหน้าประมาณ 1 ปี ดังนั้น สภามหาวิทยาลัยควรให้แนวทางเกี่ยวกับแผนงาน แผนการลงทุน และผลที่คาดหวังแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ความเห็นของกรรมการสภามหาวิทยาลัยมีผลในเชิงปฏิบัติ
  • การพิจารณางบลงทุน เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถให้บริการนักศึกษา บุคลากร ด้านงานวิชาการและชีวิตความเป็นอยู่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด และมีกำลังเงินและกำลังคนเพียงพอจะดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับการใช้งานตลอดเวลา

กำหนดท่าทีในเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการเงิน

                        เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญตรงที่ถ้าไม่บริหารจัดการอย่างดี จะทำให้มหาวิทยาลัยต้องเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว และทำให้ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมัวหมองไปแล้ว แทนที่จะได้ใช้เวลาทำงานรุดไปข้างหน้า

  • การบริหารความเสี่ยง และการวางระบบถ่วงดุลที่ดีในองค์กร
  • ผลประโยชน์ทับซ้อน
  • การเปิดเผยข้อมูลอย่างพอเพียง ตามกำหนดเวลา หรือตามความเหมาะสมกับสถานการณ์
  • ประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการอย่างรับผิดชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับการเงิน เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ การหารายได้แบบต่างๆ  การแบ่งปันรายได้ระหว่างส่วนงานต่างๆ กับบุคลากร และมหาวิทยาลัย

ติดตามการทำงาน

  • มีคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อติดตามตรวจสอบการทำงาน
  • ให้มีรายงานความคืบหน้าของโครงการสำคัญๆ
  • ให้มีการรายงานด้านการเงินที่ถูกต้อง สมบูรณ์ ทันเวลา อย่างสม่ำเสมอ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s