ศตวรรษที่ 2 ของจุฬาฯ

ศตวรรษที่ 2 ของจุฬาฯ

นวพร เรืองสกุล

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เรื่องนำเสนอในการเสวนา จัดโดยสภาคณาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๙ กันยายน ๒๕๕๔

ข้อ 1 จุฬาฯ กำลังจะมีอายุ 100 ปี

100 ปีไม่ใช่งานเฉลิมฉลอง ไม่ใช่พลุที่ส่งพลังครั้งสุดท้ายกระจายสวยงามแล้ววูบดับ ทิ้งไว้แต่ความมืด

100 ปี เป็นเวลาที่เราได้ก้าวมาถึงหลักบอกระยะทางแห่งเวลาอีกจุดหนึ่ง

เป็นเวลาที่ต้องยืน แล้วเหลียวมองย้อนหลัง แลไปข้างหน้า หันรอบตัว และดูว่าเราจะไปไหนต่อไปในศตวรรษที่ 2 ของเรา

เป็นเวลาที่จะทบทวนว่า เรายืนอยู่ตรงไหน พื้นที่รอบข้างเป็นอย่างไร เราเดินทางมาถูกทางหรือไม่ จากจุดตั้งต้น หรือว่าเราเดินวนไปวนมา สูงๆ ต่ำๆ

พยายามและเหน็ดเหนื่อย แต่อยู่ไม่ห่างจากจุดเดิม และห่างไกลจากความเป็นเลิศยิ่งกว่าบางตอนในอดีตของเราเสียอีก

เราเดินไปเคียงบ่าเคียงไหล่กับนานาชาติหรือเปล่า และเราเดินเข้าไปสู่ความเป็นอาณานิคม หรือว่ากำลังเดินอยู่ในความเป็นเสรีชนในความคิด

ข้อ 2 ที่นำเสนอนี้เป็นการทำ R2R อย่างมือสมัครเล่น

Routine to research — ศัพท์ที่กำลังอยู่ในกระแสนิยมในเวลานี้

Routine ของดิฉันคือนั่งประชุมกรรมการสภามหาวิทยาลัย และอนุกรรมการอีกหลายชุด ระหว่างที่ประชุมก็นึกว่านี่คือบทบาทแน่หรือ เรากำลังทำอะไรอยู่

เราให้อะไรได้อีก อะไรที่ดีกว่าการนั่งประชุม

เพราะสงสัยจึงเริ่มวิจัย

โจทย์วิจัยคือ ทำอย่างไรจึงจะนำแนวคิดและวิธีการให้การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ หรือศิลปวิทยาศาสตร์ (Liberal arts education) หรือที่ดิฉันเรียกเองว่า เสรีวิทยา (จากคำว่า Liberal education) มาใช้ในมหาวิทยาลัยแบบจุฬาลงกรณ์

ปัญหาที่ต้องคิดจริงจังคือ มองให้ทะลุ ตั้งใจมั่นว่าจะแก้ไขปรับปรุง แล้วเริ่มก้าวเดิน

ทัศนคติเป็นเรื่องสั้นๆ ที่สำคัญมาก ดังที่วินสตัน เชอร์ชิลกล่าวไว้

คนที่มองไม่เห็นปัญหาแก้ปัญหาไม่ได้

คนที่มองไม่เห็นโจทย์วิจัย ก็ทำวิจัยไม่ได้

ข้อ 3 กรรมการมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง

อ่านพบในหนังสือ “ชีวิตนี้เป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นหนึ่ง” คุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา จากกลุ่มสหพัฒนพิบูล กล่าวไว้ว่า

“กรรมการรับผิดชอบให้มีเงินเดือนจ่ายพนักงานทุกเดือน และตรงเวลา

มีเงินเหลือพอจะจ่ายโบนัสพนักงานทุกๆ ปี อย่างน้อย 1 เดือน แล้วมีเงินเหลือให้ผู้ถือหุ้นทุกๆ ปี”

  • นี่เป็นเรื่องการเงินที่ต้องรับผิดชอบหามาให้พอใช้ และใช้ไม่ให้เกินที่หา

คนทำงานต้องได้เงินเดือนคุ้มค่าผลงาน และมีความมั่นคงในงาน เป็นการตอบแทนที่เขาอุทิศเวลาให้กับงานอย่างสม่ำเสมอ

“ทุก 3 ปีต้องมีอะไรใหม่ๆ ให้เติบโตขึ้นมา และทุก 5ปี โครงการต้องสำเร็จ”

  • เป็นการชี้ให้เห็นว่า การทำงานต้องพัฒนาอยู่เสมอ หยุดนิ่งไม่ได้

กรรมการสภาต้องทำอะไรบ้าง

เข้าใจว่าดิฉันได้รับเลือกมาให้ดูเรื่องการเงินเป็นหลัก ถึงแม้ว่าการหาเงินจะสำคัญ แต่การใช้เงินให้เหมาะ ให้คุ้มค่าของเงิน ก็สำคัญไม่แพ้กัน การเงินต้องดูทั้งสองด้าน

แต่เรื่องที่เป็นห่วงและสำคัญมากสำหรับบริบทของจุฬาฯ และมหาวิทยาลัยไทยในเวลานี้คือ 3 ข้อที่เหลือ ได้แก่

ปรัชญาหรือนโยบายหลัก

คุณภาพมหาวิทยาลัย ซึ่งรวมสามด้าน คือคุณภาพบุคลากรทุกประเภท คุณภาพนักศึกษาทุกแบบที่รับมา และคุณภาพของการบริหารจัดการ

ระบบการปกครองมหาวิทยาลัย ซึ่งรวมตั้งแต่โครงสร้างกรรมการ โครงสร้างการทำงานในรูปอนุกรรมการต่างๆ  ตลอดจนวาระต่างๆ ที่นำเข้าประชุม มักมีแต่งานเบ็ดเตล็ด (หมายความว่าไม่ใช่งานนโยบายหลัก) และงานประจำที่ใช้เวลายาวหน่อย ที่เข้าไปในรูปของนโยบาย

งานด้านตรวจสอบควบคุมและประเมินคุณภาพมีการรายงานบ้างแต่น้อยมาก และในความเห็นของดิฉัน ยังไม่ได้ถึงขั้นที่อยากเห็นในที่ประชุมคณะกรรมการสภาฯ

ดิฉันสนใจเรื่องอุดมศึกษามาก แต่ไม่ได้มีอาชีพทางนี้ จีงเรียกได้ว่าเป็นงานอดิเรกที่เอาจริงเอาจัง (Hobby with passion)

เพราะตัวเองได้ดีมาก็ด้วยการศึกษา

และคนเราอายุมากขึ้น ย่อมฝากอนาคตของสังคมไว้กับคนรุ่นต่อไป

การดูแลการศึกษาเป็นการทำภารกิจเพื่อสาธารณประโยชน์

คือการปูทางให้คนรุ่นหลังเพื่ออนาคตของสังคมเราเอง
วันนี้จะมุ่งที่เรื่องการกำหนดนโยบาย  และเรื่องคุณภาพการศึกษา ซึ่งงานที่ทำมาก็ตอบโจทย์หน้าที่ของกรรมการนั่นเอง

ข้อ 4 ระหว่างที่นั่งประชุมสภา ได้เห็นหัวข้อภาวะปัจจุบันของสภาฯ  7 ข้อ จากนิตยสารจดหมายข่าวชื่อ “ธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” ของสถาบันคลังสมองของชาติ ก็เลยคิดทบทวนตัวเองว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง และควรทำอะไรให้ดีขึ้นได้อีกบ้าง


ข้อคิดที่ดีที่จะจำใส่ใจไว้ใช้ในเวลาที่ประชุมกรรมการ เป็นการประเมินตนเอง

การกำหนดวิธีการที่จะพิจารณาเรื่องต่างๆ โดยมีกรอบนโยบายที่สั้นๆ ชัดเจน ประกอบกับงานเลขานุการที่ส่งเรื่องเข้าวาระ น่าจะช่วยได้มาก

เรื่องทิศทางของมหาวิทยาลัยนั้น ถ้าเราไปทิศเดียวกัน และไปถูกทิศ พลังของแต่ละคนก็จะรวมกันได้ แต่ถ้าเราคิดทีละครั้ง ปรัชญาหลักอันเป็นแก่นเป็นแกนหรือเป็นเสาเอกของเราไม่มี เราก็มีแต่เสาๆ คือเห็นเป็นชิ้นๆ ไม่ได้ประกอบกันขึ้นเป็นบ้านเรือนอาคารที่ได้รูปทรงที่ต้องการ

อะไรเป็นหนทางที่เราน่าจะพิจารณาเดินต่อไป นี่คือโจทย์ที่ดิฉันพยายามใคร่ครวญอย่างจริงจังเพื่อหาคำตอบ เมื่อไปทำงานด้วยการสนับสนุนของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ที่ให้ที่พักและที่ทำงาน ที่ปลอดการรบกวนในบรรยากาศสงบๆ และงดงามที่อิตาลี

ข้อ 5   ก่อนจะถึงข้อเสนอเรื่องเสรีศึกษาสไตล์จุฬาฯ  ขอพูดถึงสิ่งที่ไม่เสนอ และสิ่งที่น่าจะแก้ไขก่อน พอสังเขป
ที่ไม่เสนอเรื่องแรกคือเรื่องการวัดอันดับ

เรื่องนี้เป็นความหมกมุ่นของผู้บริหารระดับสูงทุกมหาวิทยาลัยที่ดิฉันได้ประสบมา

คงเป็น KPI ที่วัดง่ายที่สุด เพราะให้คนอื่นเขาวัดให้ วัดยังไงก็รับทั้งนั้น

แต่ถ้าตั้ง KPI ผิด การกระทำต่างๆ ก็ผิดตามไปหมด และสภาฯ ให้เวลากับเรื่องนี้น้อยไป และรับตามที่ฝ่ายบริหารเสนอ ไม่ได้มองในความสำคัญว่า การกำหนด KPI เป็นการกำหนดพฤติกรรมบุคคลในองค์กร

ดิฉันสนใจการแข่งขันกับตัวเองมากกว่า

แต่ในเมื่อใครๆ ก็ดูอันดับ ดิฉันก็มีวิธีดูอันดับของดิฉันเองอยู่เหมือนกัน

อันดับที่นำเสนอในตาราง จะเห็นได้ว่า เราไม่ควรวัดจุฬาฯ ในภาพรวมกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งสร้างขึ้นมาเป็นคู่เทียบกับจุฬาฯ ในบางด้าน และในทำนองเดียวกัน

คือแต่ละมหาวิทยาลัยมีจุดเด่นคนละสาขา ทำให้จุฬาฯ ซึ่งมีคณะหลากหลายต้องแข่งรอบตัว อยู่นิ่งไม่ได้

เป็นการคิดในระดับกลยุทธ์ที่เก่งมาก หรือไม่ก็เป็นความบังเอิญที่ดีมาก

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็ถูกสร้างขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยทำนองเดียวกับจุฬาฯ เพื่อท้องถิ่นลานนา จึงมีคณะทุกด้านที่มีความสำคัญพอๆ กัน และควรมีความแข็งแกร่งใกล้ๆ กัน ซึ่งตัวเลขการจัดอันดับก็บ่งชี้เช่นนั้น

แต่ไม่ใช่ว่าจุฬาฯ จะอยู่เฉยได้ ในโลกที่วิ่งเร็ว สำหรับดิฉันเราต้องเป็นเลิศให้ได้ในสังคมโลก ถ้าเราอยากเห็นประเทศไทยมีที่ยืนอย่างมีสง่าราศี ในเวทีสากล

อีกประการหนึ่ง ตัวเลขอันดับที่เห็นนั้นเป็นสถานะปัจจุบัน ที่ไม่ได้บ่งบอกอดีตและคาดอนาคต

อดีตเรารู้แล้ว อนาคตเป็นสิ่งที่เราประเมินได้จากอดีตและปัจจุบัน

เราคงเห็นแล้วว่า เวลานี้สภาพแวดล้อมโครงสร้างมหาวิทยาลัยในประเทศได้เปลี่ยนไปแล้ว มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งไม่ได้ถูกจำกัดให้มีความเด่นในศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่งอีกต่อไป


จุฬาฯ และเชียงใหม่ มีคู่แข่งมากหน้าหลายตาขึ้น ซึ่งแต่ละแห่งเป็นมหาวิทยาลัยทั่วไปเหมือนกัน แต่มีจุดผลักสำคัญมาจากศาสตร์ที่เคยเป็นความเด่นเฉพาะด้านมาแต่เดิม  และเรายังมีคู่แข่งจากเอกชน และนานาชาติอีกด้วยเพราะโลกสมัยนี้สื่อสารกันได้เร็วมาก

อาจารย์และนักศึกษามีทางเลือกมากขึ้น

แต่ใคร่ขอสะกิดไว้ตรงนี้ว่า ขอให้การแข่งขันเป็นการแข่งดี ไม่ถึงขั้นแก่งแย่งกันแบบใครดีใครอยู่

ต้องมีการแข่งและมีความร่วมมือไปพร้อมกัน สาขาวิชาในแต่ละศาสตร์มีมากมาย จะวางแผนด้วยกันหรือไม่ว่าเราจะแบ่งกันเดินอย่างไร เพื่อให้เราเด่นและในขณะเดียวกันเมื่อรวมๆ กันแล้ว ประเทศของเราก็เด่นด้วย ไม่ใช่แข่งกันเด่นโดยล้มคู่แข่ง และไม่แข่งกันเด่นด้วยการต่างคนต่างก็ไปดึงเอาต่างชาติมาเป็นพวก รวมกันตีพวกเดียวกันเอง

ดิฉันก็ยังไม่ได้นึกถึงอันดับอยู่นั่นเอง มีประโยชน์อะไรที่จะมีอันดับ แต่ว่าคุณภาพการศึกษาของเราด้อยลงๆ บัณฑิตของเราไม่ได้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และความรู้ของเราไม่ได้ประโยชน์กับถิ่นที่เกิดและที่อยู่อาศัยของเราเอง

ดิฉันสนใจว่า 100 ปีที่สองของเรานี้ เราจะเป็นอย่างไร และถ้ามองอดีต ก็มองเมื่อจะดูว่า 100 ปีที่กำลังจะปิดลงไปนี้ ต้น กลาง ปลาย

ศตวรรษ ตอนไหนเรารุ่งเรือง ตอนไหนเราเสื่อมลง เพราะอะไร

อยากเห็นหนังสือ 100 ปีจุฬาฯ สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของอุดมศึกษาในจุฬาฯ และบอกเล่าสิ่งที่จุฬาฯ บ่มเพาะ และฟูมฟักให้กับสังคม ในรูปของบัณฑิตที่เป็นพลเมืองในอุดมคติของชาติ

ข้อ 6 มองจากมุมของผู้เรียน สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ในมหาวิทยาลัยไทยที่พึงแก้ไข คือ

นิสิตนักศึกษาในบ้านเราย้ายคณะ ย้ายมหาวิทยาลัยยากมาก และเลือกวิชาเรียนได้น้อยมาก แม้ว่าวิชาเลือกจะมีมากมาย แต่เวลาให้เลือกเรียนไม่มี (Student mobility)

อาจารย์บางคนไม่ได้มองการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยจากมุมของนักศึกษา (Student centered)

อาจารย์ที่ปรึกษาไม่ยอมเซ็นให้ไปเรียนบางวิชา ด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ไม่จำเป็น” ไม่ได้ดูว่า ผู้ขอชอบไหม เรียนได้ไหม อาจารย์เอาตนเป็นที่ตั้ง บางทีก็บอกว่า เรียนไม่ได้หรอก (จริงๆ แล้วอาจจะเป็นอาจารย์ต่างหากที่เรียนไม่ได้)

มหาวิทยาลัยที่ดิฉันเคยเป็นนักศึกษามา มีแต่ให้อาจารย์เซ็นรับเข้าเรียน

ของเราดูแลแบบสอนเด็กนักเรียน ของเขาทำแบบนักศึกษาสมัครงาน

น่าคิดว่า แบบไหนฝึกการตัดสินใจ และการใช้ชีวิตในอนาคตให้กับนิสิตของเราได้ดีกว่ากัน

เรื่องของอาจารย์จากมุมของนักศึกษายังมีอีกมาก เช่น

อาจารย์ไม่อยู่ในห้องในชั่วโมงที่ควรอยู่เพื่อให้คำปรึกษา ซึ่งแปลได้ว่าอาจารย์ไม่รับผิดชอบในหน้าที่

การประเมินบางครั้งและบางคนไม่เป็นธรรมแต่เป็นไปตามอารมณ์ชอบไม่ชอบส่วนบุคคล ทั้งนี้หมายรวมไปถึงการประเมินอาจารย์ด้วยกันเอง และการประเมินพนักงานด้วย
เฉพาะการประเมินการเรียนของนิสิตนักศึกษา

การประเมินบางครั้งไม่มองดูเหตุผลประกอบ แต่ใช้วิธีบวกเลขง่ายๆ ทำปรนัยง่ายๆ

ขอยกตัวอย่างที่ง่ายและธรรมดาที่สุดก็คือ 3 ที่เป็นตัวเลขเฉลี่ยของของสองอย่าง

3 อาจจะเกิดจาก 3 กับ 3 ก็ได้, 4 กับ 2, หรือ 5 กับ 1 ก็ได้

เราต้องดูว่า 1 เกิดจากคนกลุ่มใด 5 เกิดจากคนกลุ่มใด

อาจารย์ที่ได้ประเมินจากนักศึกษาด้วยคะแนนเฉลี่ย  3 อันเกิดจาก 5 + 1

ตัวเลข 5 นั้นเป็นเพราะอาจารย์สอนง่าย แจกคะแนนง่าย สอนสนุก น่าติดตาม หรือว่าสอนยากแต่ท้าทาย จนผู้เรียนรู้สึกท้าทายที่จะเรียน

ตัวเลข 1 นั้นมาจากเด็กเรียน ที่สนใจเรียนจริงจังแล้วผิดหวังเพราะอาจารย์ไม่ได้สอนอะไร หรือว่ามาจากผู้เรียนที่ไม่สนใจเรียน ไม่อ่านหนังสือ ไม่ชอบงานหนัก เห็นว่าที่อาจารย์สอนนั้นยากเกินไป

นี่เป็นข้อมูลที่สำคัญมาก สำคัญกว่าตัวเลขเฉลี่ย  และถ้าเราจะดูแต่เลขเฉลี่ยและถือว่าเฉลี่ยสูงแปลว่าดี เราจะได้อาจารย์ดีหรือไม่ก็ยังตอบไม่

ได้ เพราะขึ้นอยู่กับว่าคะแนนสูงนั้นๆ มาจากการประเมินแบบใด เราอาจจะสูญเสียอาจารย์ที่ดี จากการดูตัวเลขเฉลี่ยแบบนี้ก็บ้างแล้วก็ได้

สิ่งที่วิจารณ์ส่วนงานที่มาประเมินมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งที่ทำอยู่ในมหาวิทยาลัยในด้านอื่นๆ หรือไม่ ถ้าเป็นก็ เป็นค่านิยมที่ตอกย้ำพฤติกรรมไร้เหตุผลให้กลายเป็นนิสัย

หลักสูตรของมหาวิทยาลัยในบ้านเรามักยัดเยียดวิชาจนผู้เรียนเลือกอะไรอื่นแทบไม่ได้หรือเปล่า และกักนักศึกษาไว้ในคณะหรือภาควิชาของตนเกือบตลอดเวลา ทำให้นักศึกษาขาดการรู้จักเพื่อนต่างวิชาชีพ ในขณะที่มหาวิทยาลัยแนวเสรีวิทยา หรือศิลปวิทยาศาสตร์ ในสหรัฐอเมริกา ส่งเสริมและเชิญชวนให้นักศึกษา “สำรวจ” วิชาใหม่ๆ นอกวิชาที่ตัวเองสนใจด้วย เพื่อให้เห็นโลกทัศน์ของคนต่างสาขาวิชา ที่มองโลกและสังคมเดียวกัน

บางแขนงวิชา เงื่อนไขการเรียนจบมีมากมาย โดยอาจารย์ต่างคนต่างก็เรียกร้องผลงานสำหรับวิชาของตนมากมายเสมือนหนึ่งว่านักศึกษาคนนั้นจะต้องอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับงานของอาจารย์คนนั้น เมื่อหลายๆ คนเรียกร้องมากเหมือนๆ กัน งานก็หนักจนไม่สมเหตุสมผล นักศึกษาทำงานไม่ไหว ออกไปเพราะเหตุนี้ก็มี หรือทำงานมากจนงานไม่ได้ความลึกที่ต้องการ นับว่าเสียเวลา เสียพลังงาน ได้ปริมาณแต่ขาดคุณภาพ

ที่เป็นดังนี้เพราะผู้ดูแลหลักสูตรไม่ได้ Walk through หลักสูตร ก่อนที่จะนำไปกำหนดให้นักศึกษาเรียน (วิศวกร และสถาปนิก ทำโมเดลขึ้นมาลองดูก่อนแล้วจึงทำจริง กระนั้นยังต้องแก้ไขปรับปรุงหน้างานอยู่เสมอ หลักสูตรก็เช่นเดียวกัน)

ทัศนคติที่ขาดหายไปคือ “ความต้องการเห็นนักศึกษาประสบความสำเร็จ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้งาน การกำหนดเวลาเรียน การรับนักศึกษาให้เต็มจำนวนโดยไม่ใส่ใจคุณภาพและความสามารถจะเรียนให้จบ การให้เกรด (ต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร ซึ่งอะไรที่ไม่พอดี ทำร้ายนักศึกษาได้ทั้งสิ้น เพราะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม)

ที่ขาดหายอีกเรื่องหนึ่งคือ การสอนให้นักศึกษาอยู่ได้ตลอดชีวิตกับสิ่งที่เรียนรู้มาจากมหาวิทยาลัย

การให้ความรู้หมดความจำเป็นไปมากในยุคที่ซื้อสื่อการเรียนได้ง่ายๆ การสอนจำเป็นต้องใช้วิธีถกเถียงแลกเปลี่ยนความเห็นมากกว่า

คนเราทำงานจริงๆ ไม่ตรงกับที่เรียนมา และวิชาที่เรียนอย่างเฉพาะเจาะจง และเป็นที่ต้องการในเวลานี้ อีกไม่กี่ปีก็อาจจะล้าสมัย

การถามว่าธุรกิจต้องการวิชาอะไร เป็นการถามที่ไม่ช่วยให้กลับมาสร้างบัณฑิตได้ แต่ช่วยได้ในการสร้างหลักสูตรฝึกอบรม

นักผลิตนักขายที่เก่งในโลก ไม่สอบถามความต้องการของลูกค้า เพราะลูกค้าอาจจะไม่รู้ว่าต้องการอะไร จนกว่าจะได้เห็นสินค้าใหม่ แล้วจึงรู้ว่า เราน่าจะมีสิ่งนี้มานานแล้ว ทำไมเพิ่งมีคนคิดทำมาขาย  สิ่งประดิษฐ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันหลายอย่าง คงไม่มีโอกาสเกิด ถ้าเริ่มด้วยการถามผู้บริโภคว่าต้องการหรือไม่ แท้จริงเพราะไม่เคยรู้จัก ก็เลยไม่รู้ว่าตนเองต้องการ

ข้อ 7 คณะเป็นเจ้าชีวิตนักศึกษา อาจารย์ไม่จำเป็นต้องนำเสนอวิชาให้นักศึกษาสนใจ เพราะนักศึกษาเลือกมาแล้วว่าอยู่คณะนี้

ข้อ 8 การแก้ไขปัญหา

การกำหนดนโยบาย — มีปรัชญาการศึกษาที่เหมาะสม และคนทำตีความแตก ทำตามนั้นจริง

การปรับปรุงระบบบริหาร และการจัดการด้านงานสนับสนุนต่างๆ — ต้องได้คนมีฝีมือเข้าไปจัดระบบ และมีการทำงานแบบเป็นทีมเดียวกัน ไม่ใช่กดขี่กันเป็นทอดๆ ไป หัวหน้ากับลูกน้อง คนเก่ากับคนใหม่ อาจารย์เก่ากับอาจารย์ใหม่ ฯลฯ

ข้อ 9 การแก้ไขต้องดูที่มาของปัญหา ซึ่งแยกออกได้เป็นปัญหาที่เกิดภายในองค์กรเอง และปัญหาที่มาจากปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่สุดคือคณะกรรมการการอุดมศึกษาและสำนักงาน และมหาวิทยาลัยชั้นนำของเรายังฝืนแถมเข้าไปอีก 1 อย่าง คือการจัดอันดับของต่างประเทศ


เหล่านี้แสดง (1) ความไม่เป็นตัวของตัวเอง ต้องพึ่งพิงความเห็นผู้อื่น (2) การสร้างกรอบ และการอิงกรอบ จนในที่สุดตนเองก็ติดอยู่ในกรอบนั้น หาทางออกไม่เจอ

ปัญหาเรื่อง สกอ. กกอ. ฯลฯ เป็นปัญหาที่ได้ยินมามากหลายด้าน เช่น


การได้ตำแหน่งทางวิชาการที่ติดขัดวิธีการที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องสำคัญ

การทำกระดาษสารพัดเรื่อง

การสร้างกรอบที่รัดแน่นด้านวิชาที่ต้องเรียน วิธีการเรียน วิธีการสอน ฯลฯ ซึ่งอาจจะเพื่อความสะดวกในการจัดคนลงหมวดหมู่ เพื่อประเมินแบบปรนัย แต่เป็นการสร้างความเหมือนในขณะที่สังคมต้องการ ความต่างด้วย ฯลฯ
มหาวิทยาลัยวิจัยยอมอยู่ในกรอบนั้น โดยไม่คิดจะหลุดออกจากกรอบ

เราจะสอนนักศึกษาเราให้คิดเป็นได้อย่างไร ถ้าฝ่ายบริหารเองยังไม่สามารถแหวกออกจากกรอบได้ ไม่สามารถสร้างทางเลือกให้กับมหาวิทยาลัย ให้กับคณะ และให้กับอาจารย์และนักวิจัยทั้งหลายได้ โดยดูคุณภาพเป็นตัวตั้ง เพราะเราเองก็ไม่มีมาตรฐานคุณภาพที่ชัดเจนและท้าพิสูจน์ได้ ใช่หรือไม่

ข้อ 10 ภาพการบริหารจัดการที่สมเด็จฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ทำไว้ คือ

ภากรรมการ ดูนโยบายและควบคุม อุปนายก บริหาร แยกได้เป็นสามด้านคือ วิชาการ /  การบริหารงานและดูแลนักศึกษา/ งานด้านการเงินและทรัพย์สิน

ในสหรัฐอเมริกา เทียบได้กับมี โพรโวสต์ ดูแลด้านวิชาการ และฝ่ายต่างๆ ดูแลด้านบริหาร งานนักศึกษาทุกด้านนอกห้องเรียนมีการบริหารรวมกันซึ่งประหยัดระบบงานและกำลังคน ทั้งได้ความคล่องตัวและความเป็นมืออาชีพในการทำงานที่จะทำให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งมหาวิทยาลัย

ข้อ 11  ต่อไปนี้เป็นภาพสเก็ตช์ความฝันของดิฉัน

การเรียนแนวศิลปศาสตร์หรือเสรีวิทยา มีสามด้านคือ

(1) ในห้องเรียน

(2) นอกห้องเรียน เป็นกิจกรรมในเขตการศึกษา (Campus life and campus activities) และ

 (3) ในที่พัก (หอพัก ที่เป็นมากกว่าที่นอน)
 

ข้อ 12 การเรียนแบบเสรีวิทยาที่คิดไว้นั้นมีลักษณะสำคัญๆ คือ สิทธิในการเลือกเรียนวิชาเลือกที่หลากหลาย ทุกชั้นปี และทุกสาขาวิชา วิชาเลือกไม่ใช่วิชาง่าย แต่เป็นวิชานอกแขนงที่ตั้งใจจบ (สองข้อนี้เป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดฝ่ายบริหารงานทะเบียนและจัดตารางต้องสามารถมากๆ)

การเรียนแบบเสรีวิทยา ไม่ใช่การเลือกวิชาเรียนให้ครบหลายๆ สาขาที่กำหนด  แต่เป็นการให้เรียนวิชาในแนวที่ต้องคิด ต้องค้นคว้า (ต้องอ่าน) ต้องหาเหตุผล ต้องถกเถียง ต้องเขียนได้

ส่วนคุณค่าที่ต้องมีไม่ว่าจะเรียนอะไรก็คือ ความมีเกียรติที่ต้องธำรงไว้เป็นศักดิ์ศรีแห่งตน

เกียรตินี้แทรกอยู่ในงานที่ทำ ไปจนถึงเวลาสอบด้วย และผลของการไม่ธำรงเกียรติถือเป็นเรื่องร้ายแรง

ข้อ 13 นอกห้องเรียนเป็นเวลาของกิจกรรมที่หลากหลาย ได้เรียนรู้โดยการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยในด้าน

  • การปกครองตนเอง / เรียนรู้การปกครองแบบประชาธิปไตยที่ทุกคนมีส่วนร่วม
  • การจัดเวลาระหว่างเวลาเล่น กับเวลาเรียน การพัฒนาความสนใจที่หลากหลายนอกวิชาเรียน นอกห้องเรียน และนอกมหาวิทยาลัย (เช่น ศิลปะ กีฬา การทำสื่อต่างๆ เป็นต้น ชมรมอาจมีได้เป็นร้อยๆ ชมรม ตามความสนใจ)
  • การทำงานอาสาสมัครในเรื่องต่างๆได้ทักษะในการทำงานร่วมกันในโครงการขนาดต่างๆ ได้ประสบการณ์ชีวิต ผ่านการฝึกงาน
  • การทำโครงการในต่างแดน ฯลฯ

ประสบการณ์ในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษาสำคัญมาก และมักจะทิ้งรอยความจำ และกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในวิธีมองโลก มองชีวิต มองคุณค่าหลายประการต่อนักศึกษาไปยาวนาน และสร้างความสนใจที่แตกต่างไปจากเดิมให้กับนักศึกษา นักศึกษาเดินเข้ามหาวิทยาลัยตอนเป็นเด็กวัยรุ่นที่กำลังเติบโตและแสวงหา และเดินออกจากอย่างผู้ใหญ่ ผู้ที่พร้อมจะเป็นพลเมืองคนหนึ่งของสังคม และของโลก

นี่คือบทบาทของมหาวิทยาลัยที่มีคุณค่าที่สุดในความเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวของดิฉัน บทบาทในการเปลี่ยนแปลง (Transform) ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เราต้องถามตัวเราเองว่า เรา transform นิสิตนักศึกษาอย่างไร นักศึกษาได้อะไรติดตัวไป เมื่อผ่านสถาบันของเราออกไปสู่โลก

ข้อ 14 หอพัก เป็นชุมชนสังคมที่เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน

  • การพัฒนาตนเอง
  • การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
  • การฝึกมารยาทสังคม
  • การพัฒนาความรู้ความสามารถในกิจกรรมนอกหลักสูตรอื่นๆ ทั้งงานวิชาการและงานสังคม
  • การทำงานเป็นทีม ฯลฯ

ข้อ 15       จบแล้วบัณฑิตของเราได้อะไร

งานทำง่ายขึ้นไหม ก็คงต้องดูว่าภาคธุรกิจบางแห่งคัดคนอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรที่เน้นการพัฒนาคน และไม่คัดคนเพียงเพราะเรียนจบมาตรงวิชา แต่คัดคนเพื่อให้ก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารองค์กรในอนาคต

ข้อ 16 ที่นำเสนอนี้เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง เป็นทางเลือกสู่เป้าหมายที่ค่อนข้างไปถึงได้ยาก (Over reaching goal) แต่ก็อยู่ในวิสัยที่จะไปถึงได้นำเสนอถึงวิธีปฏิบัติในฐานะของคนที่ทำงานบริหารมานาน และทำใจให้คุ้นกับศัพท์ใหญ่ๆ ไม่เคยได้ แต่การละคำที่เป็นนามธรรมไว้ทีหลังคงไม่เสียเรื่อง เพราะ เชื่อว่าอาจารย์ทุกท่านเจนใจกับศัพท์และถ้อยคำระดับนามธรรมกันแล้ว ในที่นี้จึงนำคำศัพท์อันเป็นนามธรรมมาเป็นตัวสรุป
การพูดกันเรื่องทักษะของศตวรรษที่ 21 ลองย้อนกลับไปเช็คดูจะเห็นว่า การศึกษาแนวเสรีวิทยาที่เสนอไปแล้วสร้างคนในทักษะที่ต้องการได้ โดยไม่ต้องแยกเรียนรายวิชาให้ได้ทักษะทีละด้าน

ข้อ 17 คนในอดีตและในปัจจุบันยังพูดเรื่องการเรียนรู้ไปในแนวเดียวกัน ตั้งแต่เบนจามิน แฟรงกลิน ไปจนถึงวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าสมองจะรับรู้และจำได้สิ่งที่ฟังน้อยที่สุด เทียบกับความจำได้จากประสบการณ์โดยอ้อม และโดยตรง สมัยปัจจุบันของอ้างมาเพียงสองตัวอย่างคือ ศาสตราจารย์ มาร์ธา นัสสโบม จากคณะกฎหมาย (ในสหรัฐอเมริกา โรงเรียนกฎหมายเป็นระดับปริญญาโท) มหาวิทยาลัยชิคาโก และพันธกิจ (Mission statement) ของมหาวิทยาลัยเยล
 

ข้อ 18 ดิฉันได้ไปขอให้คนวัยทำงานคนหนึ่งฝันดูว่า ถ้าเขาได้กลับไปเป็นนักศึกษาใหม่ มหาวิทยาลัยแบบไหนที่เขาอยากเรียนความฝันของเขาไม่ซับซ้อนเลย

ข้อ 19 แล้วจุฬาฯ เล่า เราพูดอะไรได้บ้าง ว่าเรากำลังสร้างนักศึกษาเพื่ออะไร และอะไรที่จะทำให้นักศึกษาเป็นเช่นนั้น ถ้าเรารับว่าเราจะเริ่มให้น้ำหนักกับแนวทางการเรียนการสอนแบบเสรีวิทยาบ้าง หรือถ้าทำอยู่แล้ว ก็จะทำให้มากขึ้น โครงการมี 3 ระยะเวลาคือ

ระยะสั้น

  • พัฒนาสิ่งที่มีอยู่ เช่นหอพัก กิจกรรม
  • ปรับการเรียนการสอนบางวิชา ที่เป็นวิชาเลือก
  • คัดนักศึกษาเรียนเก่งมาเรียนวิชาเช่นนี้ เพราะเป็นวิชาโก้ น่าสนใจ และเรียนแล้วได้อะไรกลับไป ไม่ใช่วิชาเหลือเลือกและจำใจเรียน

ระยะกลาง

  1. ช่วงปิดภาคฤดูร้อน สำหรับนักศึกษาแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งในและนอกประเทศ
  2. ช่วงปีที่เปิดให้หาประสบการณ์ต่างถิ่น

สองด้านนี้มีหลายมหาวิทยาลัยทำบ้างแล้ว แต่ยังไม่ใช่นโยบายทั่วทั้งมหาวิทยาลัย

บางแห่งถือเป็นงานเด่นที่ให้นักศึกษาไปเรียนหนึ่งปีในต่างประเทศ แต่เราต้องดูเนื้อหาสิ่งที่ไปเรียน  และการโอนย้ายหน่วยกิตด้วย ซึ่งบางมหาวิทยาลัยตีกรอบไว้กระทั่งทำให้นักศึกษาที่ไปเรียน 1 ปีในต่างประเทศ ต้องเรียนซ้ำวิชา เรียนเสริมช่วงปิดภาคฤดูร้อนเพื่อให้ครบวิชาของหลักสูตรไทย หรือว่าเรียน 5 ปีจบ แทน 4 ปีจบ ซึ่งล้วนไม่ใช่การส่งเสริม แต่เป็นการลงโทษคนที่อยากสำรวจและเรียนรู้ให้กว้างขึ้น

สิ่งที่เสนอคือ ทำโครงการสองแบบนี้ระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศด้วย และทำระหว่างมหาวิทยาลัยในภูมิภาคด้วย เสริมจากการทำโครงการส่งนักศึกษาไป และโครงการรับนักศึกษาต่างประเทศมาเรียน โดยไม่จำเป็นจะต้องใช้หนึ่งเดือน หนึ่งเทอม หรือว่าหนึ่งปี ในประเทศซีกโลกตะวันตกเสมอไป

ระยะยาว

จุฬาฯ น่าจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการสร้างเขตการศึกษาที่สระบุรี และน่าน เพื่อให้นิสิตได้ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเต็มรูป ทั้งด้านหอพัก เขตการศึกษาพร้อมกิจกรรม และการเรียนทุกวิชาในสไตล์ของเสรีวิทยาที่กล่าวไปแล้ว

นี่เป็นความหวังของพระผู้พระราชทานที่ดินและพระนามจุฬาลงกรณ์ ให้กับมหาวิทยาลัย ในร้อยปีแรก เราไม่มีเวลา และไม่มีกำลังทำ เพราะต้อง “ผลิต” บัณฑิตเพื่อให้ทันกับความต้องการของตำแหน่งงาน

เริ่มย่างเข้าร้อยปีที่สอง เราจะไม่ทำความฝันนั้นให้เป็นความจริงหรือ

ดิฉันได้สเก็ตช์ความฝันที่ดิฉันคิดว่าเป็นไปได้ให้ฟังไปแล้ว

ดิฉันคิดว่าฝันของดิฉันเป็นฝันที่มี How to แทรกอยู่ด้วย ไม่ใช่เพียงฝันใน Concept ที่เป็นฝันจางๆ เหมือนไอฝัน ยากจะเติมต่อ และยากจะเล่าให้เห็นจริงเห็นจังได้

ดิฉันรู้ว่าที่เสนอมานี้เป็นฝันที่ยังต้องดัดแปลง และต่อเติมอีกมาก เพราะยังเป็นเพียงเค้าโครงแบบร่างเท่านั้น

ทว่า เป็นฝันที่ทำให้เป็นจริงได้  เมื่อทุกคนฝันร่วมกัน และช่วยกันลงมือทำตามฝัน ซึ่งทำได้เพราะชัดกว่าที่ฝันๆ กันมาแล้ว

ข้อ 20 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ นิพนธ์ไว้เมื่อปี 2471 ว่า

“มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เสาะหาวิชชา เปิดโอกาสให้กุลบุตรได้เรียนทำการเสาะหาวิชชา

เลี้ยงดูทำนุบำรุงนักปราชญ์ผู้สามารถเสาะหาวิชชา และใช้ผลอันนั้นมาสอนกุลบุตรได้

(เป็นการเอาวิชามาใช้งาน การวิจัยจึงต้องตอบสนองการเรียนการสอน และประโยชน์ของสังคมไทย เราคงไม่ต้องถามแล้วว่า งานวิจัยเพื่อสอนให้ดีขึ้น และการวิจัยที่อาจจะไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ แต่เป็นประโยชน์ยิ่งต่อแผ่นดินนี้ เป็นกิจหรือไม่ เพราะตอบไว้แล้วตรงนี้)

มหาวิทยาลัยมีกิจสอนกุลบุตรศิลปวิทยาศาสตร์ และเพื่อทำให้ผู้มาเรียนมีความรู้กว้างขวาง เข้าใจเหตุใกล้ไกล และใช้ความคิดที่ได้บังเกิดขึ้นด้วยการเรียนเป็นผลประโยชน์แก่คณะ นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยอาจตั้งโรงเรียนฝึกฝนวิชาชีพบางชนิดที่ต้องมีพื้นศิลปวิทยาศาสตร์”

เราจะก้าวสู่ศตวรรษที่ 2 ของเราด้วยปรัชญานี้หรือไม่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s