Higher Education and Standardization/ มหาวิทยาลัยกับส่วนงานกำกับของรัฐ

Higher Education and Standardization

Nawaporn Ruangskul

University council member

As the case of Mahidol Music College degree in some fields of majors are not approved by the Commission on Higher Education as music degree became the talk of the town, the spot light turned to the role of Commission as regulatory authority.

Regulatory authority influences universities, and curricular development. But what should be the desirable role so authorities and universities act in concert to push our educational system forward in the world of rapidly changing environment?

Standardized and detailed regulations when rigorously imposed, lead to conformity and that tends to lead to an average performance and inhibit creativity.  Top universities, once meet certain minimum performance or achieve certain status in the world community should be exempted from standards. They have the world for them to compete.  The authority can monitor from the distance. leaving details for self regulation, and step in only when performance slips below certain norm.

Standard should be the minimum level of quality with the objective of bringing each university up to the acceptable level.

Authority could contribute more to further quality of university by help assembling all the data available in each university and transform such data into meaningful information. Each university can use such information to compare and improve their quality.

In imposing standards and conformity, authorities and universities in each country should be aware that universities have duty to educate the undergraduates and the duty to do research for the local need as well or much more so than trying to conform to the world standard of research that aim at the state of the art research.

World recognition should be the by- product when one performs one duty extremely well.

                     มหาวิทยาลัยกับส่วนงานกำกับของรัฐ

นวพร เรืองสกุล

กรรมการผู้ทรงคุณวฺุฒิ สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          จากกรณีของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่มีปัญหาเรื่องการได้รับการรับรองปริญญาจาก สกอ. หรือข้อวิพากย์ต่างๆ เกี่ยวกับการกำหนดการเรียนการสอนให้ตรงตามหลักคิดเรื่อง TQF ของอาจารย์มหาวิทยาลัย ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า ส่วนงานภาครัฐที่ทำหน้าที่กำกับและกำหนดมาตรฐานเป็นปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบมาถึงตัวนักศึกษาเอง ตลอดจนมีผลกระทบไปถึงการเปลี่ยนแปลงและทิศทางการให้ความรู้กับนักศึกษาของสถาบันระดับอุดมศึกษาของประเทศ

จึงพึงคิดให้รอบคอบและรอบด้านว่า ส่วนงานเหล่านี้ควรมีบทบาทอย่างไร จึงจะเป็นคุณต่อระบบอุดมศึกษาของเรามากที่สุด มิใช่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ทำให้แต่ละมหาวิทยาลัยทั้งในภาครัฐและเอกชนที่ทำงานอย่างได้คุณภาพไม่อาจก้าวหน้าไปในแนวทางที่ตนคิดว่าเหมาะสมได้

ฝ่ายกำกับดูแลของรัฐมีหลายหน่วยงาน ต่างส่วนงานต่างก็มีหน้าที่ และต่างก็ออกระเบียบในส่วนที่เกี่ยวข้องให้มหาวิทยาลัยต้องปฏิบัติตาม ระเบียบที่ออกมาอาจจะเป็นอุปสรรคทำให้การปฏิบัติตามเป้าหมายและปรัชญาการศึกษาที่แต่ละมหาวิทยาลัยวางไว้ต้องเบี่ยงเบนหรือล่าช้าไปได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคไม่ใช่สิ่งซึ่งควรยอมรับและทำตาม และในเมื่อสิ่งที่เป็นอุปสรรคเป็นหน่วยงานด้วยกันมิใช่วัตถุสิ่งของ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องฝ่าฟัน แต่ควรเป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการ

แหล่งสารสนเทศ

การบริหารจัดการหรือการกำหนดนโยบายจะชัดเจนมากขึ้น ถ้าหากว่ามีข้อมูลที่เหมาะสมมาประกอบ ส่วนงานกำกับน่าจะช่วยเป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลสถิติต่างๆ  ที่สถาบันระดับอุดมศึกษาและ “สังคม” โดยทั่วไปเข้าถึงได้โดยง่าย และนำไปใช้อ้างอิงได้โดยง่าย เพื่อประโยชน์ในด้านของแต่ละหน่วยงาน เช่น เพื่อการประเมิน เพื่อการวางนโยบาย เพื่อการปรับปรุงตนเอง ตลอดจนเพื่อสะท้อนคุณภาพการศึกษาโดยทั่วไป

ที่น่าสนใจใคร่รู้ โดยประเมินจากตัวอย่างการรายงานความรับผิดชอบตามหน้าที่ (Accountability Report) ของมหาวิทยาลัยของรัฐในสหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต เช่น

  • ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ นักศึกษากี่เปอร์เซนต์มาจากนักเรียนเก่งที่สุด 10% แรกในโรงเรียนของตน หรือ 10% แรกของผู้สอบแขนงนั้นๆ (ไม่ใช่แค่รู้ว่า ที่ 1 แต่ละด้านเข้าคณะใด มหาวิทยาลัยใด) 
  • นักศึกษากี่เปอร์เซนต์ย้ายมหาวิทยาลัยใน 2 ปีแรก เพื่อเข้าคณะใหม่หรือมหาวิทยาลัยใหม่
  • นักศึกษากี่เปอร์เซนต์เรียนจบในเวลาที่กำหนด และใช้เงินเท่าใดในการศึกษา เงินนั้นมาจากไหน และมหาวิทยาลัยกับสังคมอุดหนุนอีกเท่าใด

ข้อมูลที่ได้จากระบบสารสนเทศ สามารถนำไปใช้ให้ได้ผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งให้ดำเนินไปสู่จุดที่คาดหวังได้ ถ้าต่างสถาบันสามารถวางบทบาท เป้าหมาย ปรัชญาการศึกษาของตนต่างกันไปได้ เช่น การวัดจะต่างกันในกรณีที่ให้สถาบันอุดมศึกษา “ผลิต” ผู้ได้ปริญญา กับกรณีที่สถาบันเป็นแหล่ง “ฟูมฟักและยกระดับปัญญา” เพื่อความเป็นบัณฑิต

การวัดคุณภาพผู้เรียนที่ทำอยู่คือ

ดูว่าคนเก่งเข้าที่ไหน (วัดขาเข้า)

ผู้จบปริญญาได้งานเร็วเพียงใด (วัดการจ้างงาน)

การจัดอันดับของต่างชาติ (วัดผลงานวิจัย)

เราจะมีมาตรวัดอื่นอีกหรือไม่เพื่อประเมินคุณค่าของสถาบันอุดมศึกษาต่อชีวิตของผู้ผ่านการศึกษา เพื่อสะท้อนว่า สถาบันอุดมศึกษาไม่ใช่ผู้ผลิตนักศึกษาเพื่อตลาดแรงงาน ไม่ได้การันตีการได้งานทำของผู้จบ เหมือนกับที่ไม่ได้การันตีความสำเร็จในชีวิตของบัณฑิต ปริญญาบัตรเป็นใบเบิกทาง สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งให้ปริญญาบัตรเพื่อรับรองมาตรฐานการศึกษาที่ได้ให้กับบัณฑิตผู้นั้นตามปรัชญาการศึกษาของสถาบันนั้นๆ  ดังที่สมเด็จฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงนิพนธ์ไว้ว่า

“มหาวิทยาลัยมีกิจสอบไล่กุลบุตร เพื่อวัดความรู้ความสามารถและรับรองเปนพยานโดยการให้ปริญญาแก่ผู้ที่สมควร”

ในการวัดให้ได้ความหมาย จำเป็นต้องมีไม้วัดหรือตัววัดเทียบ ตัววัดที่ดีที่สุดตัวหนึ่งก็คือวัดกับปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัยนั้นๆ

คำถามที่ต้องขบคือ สถาบันอุดมศึกษาใดจะให้การจ้างงานเป็นตัวกำหนดการผลิตบัณฑิต และจะมีมหาวิทยาลัยใดหรือไม่ที่จะวางตนเป็นผู้สร้างบัณฑิตโดยไม่ได้คำนึงถึงการได้งานทำ แต่ได้บัณฑิตในคุณภาพที่ในที่สุดกลับเป็นบุคคลกลุ่มที่ตลาดแรงงานต้องการและแย่งตัวกัน

นี่เป็นความท้าทายทั้งของนโยบายการกำกับสถาบันอุดมศึกษา และการเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ

ผู้เขียนเชื่ออย่างจริงใจว่า มหาวิทยาลัยน่าจะมีอิทธิพลในการกำหนดแนวทางให้สังคมได้ แม้ว่าแนวทางนั้นจะยากลำบากเพราะมีแรงกดดันจากหลายด้านทั้งภายนอกและภายใน แต่ถ้าสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของเราทำไม่ได้ สังคมของเราจะพึ่งใคร

มาตรฐานการศึกษาและมาตรฐานสถาบัน

ปัจจุบันนี้มีแนวโน้มจะสร้างมาตรฐานขึ้นมา แล้วลดรูปของมาตรฐานลงเป็นแบบฟอร์มเพื่อความสะดวกในการประเมินงาน

การสร้างมาตรฐานนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็มีข้อพึงระวังว่าจะสร้างให้เกิดความเหมือนกันจนชาดเอกลักษณ์และนำไปสู่การไม่สามารถสร้างสรรค์ได้

มาตรฐานควรเป็นหลักการหรือแนวทางที่พึงเป็น หรือมากที่สุดคือข้อกำหนดขั้นต่ำแล้วเสริมด้วยการประเมินหรือการวัดเทียบเพื่อรับรองมาตรฐานขั้นต่ำนั้น แทนที่จะเป็นบรรทัดฐานที่ทุกคนต้องทำ

หลักการที่น่าจะยอมรับหรือตกลงร่วมกันเป็นแนวทางดำเนินการคือ สถาบันอุดมศึกษาจำนวนหนึ่งที่มีขนาดหรือมีลักษณะบางอย่างใกล้เคียงกันอาจจะรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างมาตรฐานที่ดีขึ้นมาใช้เองในบางด้านโดยยึดมาตรฐานสากล

มหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของประเทศ ควรกำหนดมาตรฐานคุณภาพและแผนงานด้านคุณภาพได้ด้วยตนเอง ภายในกรอบนโยบายของรัฐ

ส่วนงานที่กำกับทำหน้าที่ติดตามและประเมินลัพธ์ที่เกิดจากการทำงาน และใช้ผลลัพธ์นั้นนำไปสู่การประเมินผล หากทำไม่ได้หรือไม่ทำเท่าที่ควร จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานกลางก้าวเข้ามามีบทบาทตามควรแก่กรณีต่อไป

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มาตรฐานคุณภาพที่กำหนดโดยส่วนกลางเป็นมาตรฐานอ้างอิงขั้นต่ำ 

การกำหนดนี้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งอาจจะต่างคนต่างทำหรือรวมกลุ่มกันทำ ซึ่งอาจจะเป็นการรวมกันเฉพาะกิจเป็นเรื่องๆ ไปก็ได้  

สิ่งที่จำเป็นและพอเพียงในการกำกับคือการกำหนดกรอบกว้างๆ ที่ไม่กว้างมากจนแทบไม่ได้กำหนดอะไรเลย และไม่แคบจนกระทั่งเป็นการหมกมุ่นอยู่กับรายละเอียดที่หยุมหยิม ซึ่งท้ายที่สุดอาจจะหลงหรือลืมเป้าหมายหลัก        

ตัวอย่างมาตรฐานบางด้านที่พึงนำมาวางแนวทางในการกำกับหรือการร่วมมือกันก็เช่น หลักสูตร วิชา และการให้ตำแหน่งทางวิชาการ ระบบที่จะเทียบเคียงคุณภาพรายคณะ รายหลักสูตร หรือรายวิชา ซึ่งจะนำไปสู่การโอนย้ายหน่วยกิตระหว่างมหาวิทยาลัยได้ด้วย เป็นต้น           การหารือร่วมกับส่วนงานกำกับดูแลต่างๆ ในเรื่องความคาดหวังคุณภาพของสิ่งเหล่านี้น่าจะนำไปสู่การวางบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของฝ่ายต่างๆ ให้เป็นคุณแก่กันและกันได้ดียิ่งขึ้น

สรุปว่าหลักการที่ควรนำมาใช้คือ ส่วนกลางไม่ควรเป็นผู้ผูกขาดอำนาจ แต่ควรทำงานคนละด้านกับมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยควรมีเอกสิทธิ์ (Autonomy) มีอิสระในตัวเองในฐานะสังคมอุดมศึกษา และส่วนกลางซึ่งเป็นฝ่ายกำกับ ทำในสิ่งที่มหาวิทยาลัยหนึ่งแห่งทำไม่ได้ เป็นการทำงานเสริมกันละกันเพื่อความแข็งแกร่งของส่วนรวม และทำไปแล้วดีด้วยกันทุกฝ่าย โดยที่ต่างฝ่ายต่างมีอิสระเสมอกัน

“ในการปกครอง ไม่ใช่ใครปกครองใคร ใครมีอำนาจเหนือใคร จนเอกสิทธิ์และอิสระของกลุ่มสังคมย่อยหายไป” นี่เป็นความคิดที่มีที่มาจากความคิดของ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ฝยในหนังสือ อภิวัฒน์ท้องถิ่น (หน้า 25 – 28) ซึ่งกล่าวถึงการเมืองการปกครอง แต่การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยก็เป็นไปในระบบคิดเดียวกัน

ดร. เอนกฯ กล่าวสรุปไว้อีกชั้นหนึ่งว่า “เราควรจะถือหลักที่ว่า อะไรที่คนข้างล่างทำได้ คนพื้นฐานทำได้ ต้องให้เขาทำ . . . ในประเทศไทยของเราไม่ค่อยได้ใช้หลักแบบนี้ หลักของเราคือ คนที่อยู่ใกล้ชิดปัญหาจะทำอะไรได้นั้น ขึ้นอยู่กับคนที่อยู่สูงขึ้นไปอนุญาตให้ทำ”

ภาระหน้าที่ต่อสังคมและประเทศชาติ

สถาบันการศึกษาของเรากำลังเดินอยู่ในกรอบ ๒ กรอบ ที่ผู้อื่นกำหนดให้ คือ

(๑) กรอบที่ส่วนงานกำกับของกระทรวงศึกษาฯ กำหนด และ

(๒) นำเอาการจัดอันดับของสถาบันต่างประเทศมาเป็นกรอบโดยใจสมัคร เพื่อจะให้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นเลิศ

ทั้งส่วนงานกำกับ และตัวมหาวิทยาลัยเอง ควรต้องระลึกภาระหน้าที่สำคัญอีก 3 อย่างคือ

          หนึ่ง ในขณะที่การวัดระดับโลกให้น้ำหนักกับการมีอาจารย์และนักศึกษานานาชาติ และวัดกันที่งานวิจัย หน้าที่หลักของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของไทยคือ ให้การศึกษาที่ดีที่สุดกับเยาวชนของเราเองในระดับปริญญาตรี

สอง งานศึกษาวิจัยส่วนหนึ่งอาจจะไม่ได้เป็นที่สนใจของโลกที่ต้องการผลงานวิจัย          เพื่อใปต่อยอดความรู้ทางตะวันตก แต่เป็นงานจำเป็นสำหรับประเทศเราเอง คืองานวิจัยสำหรับต่อยอดความรู้จากภูมิปัญญาไทย หรือความรู้ความเข้าใจสังคมของเราเอง และงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อนักศึกษาของเราเอง

ประการหลังนี้จะปล่อยไว้ให้เป็นภาระหน้าที่ของคณะศึกษาศาสตร์หรือครุศาสตร์ฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะภาระของคณะดังกล่าวในการวิจัยการสอนระดับประถมและมัธยม และดูแลการพัฒนาการศึกษาของชาติในระดับก่อนปริญญาตรีก็มากมายแล้ว

งานวิจัยที่เนื่องด้วยการสอนระดับอุดมศึกษา ควรเป็นภาระหน้าที่ของอาจารย์ในทุกสาขาวิชาด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลความรู้ใหม่ และได้แนวทางการสอนที่ได้ผล เพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยทั้งปวงในประเทศ หัวข้อเหล่านี้ควรเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการให้ผลงานทางวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็น “สมองต้นความคิดของชาติ” ทั้งด้านการวิจัยในสาขาวิชา และงานวิจัยเพื่อพัฒนาสาระและวิธีการสอนของแต่ละวิชาด้วย

          สาม ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาต้องไม่ลืมการทะนุถนอมและพัฒนาศักยภาพในตัวบุคลากรของตนเอง

          ในหลายสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ส่งนักเรียนไปเรียนในสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกจำนวนมาก บุคคลกลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นนักศึกษาระดับเวิลด์คลาส และสามารถเป็นจักรกลส่วนหนึ่งที่จะนำพามหาวิทยาลัยไปสู่การศึกษาแบบที่มุ่งหวังได้ด้วยประสบการณ์ตรงที่เคยได้รับมา ผสมกับการชี้แนะและฝึกปรือเพิ่มเติมโดยอาจารย์ผู้มีประสบการณ์การสอน

          การแก้ไขโดยการทิ้งสิ่งไม่ดีหลายๆ อย่างที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเผลอเอามาใช้จนเป็นค่านิยมปัจจุบัน แล้วย้อนกลับไปหยิบสิ่งที่ดีๆ ที่เคยมีมาปัดฝุ่น ปรับปรุงและแต่งเติมใหม่ให้เข้ากับบริบทของโลกยุคใหม่ เราก็คงจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น และตามทันโลกการอุดมศึกษาที่ก้าวไปรวดเร็ว

          ถ้าเราไม่แก้ไข ไม่ปรับปรุงตัวเราเอง เรามีทางเดินอยู่สองทางคือ ระบบการค้าเสรีกลายเป็นปัจจัยภายนอกมาบังคับให้เราต้องแก้ หรือว่าเราเต็มใจถอยไปเป็นมหาวิทยาลัยแนวหลังในความรู้สึกของนักศึกษา และสังคมของเราเอง 

คัดมาจากหนังสือชื่อ “ที่นี่มีความหมาย _ _  อุดมศึกษากับการฟูมฟักพุทธิปัญญา”

นวพร เรืองสกุล ผู้แต่ง

ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดจำหน่าย

หนังสือเล่มนี้จะออกวางตลาดประมาณกลางเดือนตุลาคม ๒๕๕๔

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s