CU100 บันทึกไว้เตือนความจำ

FullSizeRender

ขอขอบคุณท่านที่ถอดเนื้อความนี้ และเพื่อนที่ส่งมาให้ทางไลน์ ขอนำมารวมไว้เป็นบันทึกเตือนความจำของเหตุการณ์วันที่ ๒๕ และ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๐

พระสัมโมทนียกถาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานในพิธีบำเพ็ญกุศลวาระ ๑๐๐ ปีแห่งการประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวันเสาร์ ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐

ขออำนวยพร คุณหญิงนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ท่านอธิการบดี, คณะผู้บริหาร, คณาจารย์, บุคลากร, นิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน ทุกท่าน.

อาตมภาพรู้สึกชื่นชมยินดี ที่ได้มาอยู่ท่ามกลางสาธุชนชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกท่าน  ในวาระที่มหาวิทยาลัยจะเจริญอายุครบ ๑๐๐ ปี  การที่ท่านพร้อมเพรียงกันมาบำเพ็ญกุศลฉลองมหาวิทยาลัย และตั้งจิตอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  สองพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของประชาชาติไทย และโดยเฉพาะของชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้ นับได้ว่าเป็นประเดิมแห่งการสมโภชมหาวิทยาลัยอันจะมีต่อไปในวันพรุ่งนี้ กล่าวได้ว่าทุกท่านเป็นคนดี เพราะธรรมพื้นฐานอันเป็นภูมิของสัตบุรุษคนดี คือความกตัญญูกตเวที

ท่านทั้งหลายทราบดีแก่ใจแล้วว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นด้วยพระราชประสงค์ใด อาตมภาพขอย้ำเตือนในมงคลวาระนี้อีกครั้งหนึ่งว่า เพราะทรงพระราชปรารถนาความเจริญวัฒนาแก่ประเทศชาติ ด้วยหลังจากทรงปฏิรูประบบราชการในแผ่นดินสยาม จนอาจเรียกได้ว่าพลิกแผ่นดินให้สยามเป็น “อารยประเทศ” แล้ว ก็ต้องทรงสร้าง “อารยชน” ให้บังเกิดขึ้นเป็นกลจักรสำคัญแห่งระบบราชการของพระองค์ โรงเรียนมหาดเล็กที่ทรงสถาปนาขึ้นนั้น คือสถานบ่มเพาะข้าราชการรุ่นแรกๆ ของสยามตามพระบรมราโชบาย ความเป็นอารยะนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากบุคคลปราศจาก “ปัญญา” โรงเรียนชั้นสูงแห่งนั้นได้สรรค์สร้างปัญญาชน เป็นกำลังแห่งบ้านเมืองมาได้พอสมควรแก่กาลสมัย

วันเวลาล่วงไปไม่นาน สมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จสวรรคตล่วงลับไป แต่ก็ยังนับเป็นมหาโชคของชาวไทย ที่ได้มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นอัจฉริยบุรุษ เป็นปราชญ์ของโลก เสด็จผ่านพิภพสืบราชสันตติวงศ์ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเร่งขยายกิจการโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชนชาวสยาม ในนามว่า “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ท่านทั้งหลายสังเกตถ้อยคำบ้างหรือไม่ ว่านามของสถาบันนั้นไม่ได้ทรงใช้เป็นพระปรมาภิไธยส่วนพระองค์ หากแต่ทรงตั้งพระราชหฤทัยถวายไว้เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ แม้การสถาปนาโรงเรียนชั้นอุดมศึกษาเช่นนี้จะเป็นเกียรติยศพิเศษแห่งแผ่นดินใหม่ เป็นปฐมราชกรณียกิจยิ่งใหญ่ที่บังเกิดขึ้น ในระยะเวลาที่เสวยราชย์ได้เพียง ๒ เดือนเท่านั้น แต่ด้วยพระราชหฤทัยกตัญญูกตเวที กลับมิได้ทรงพระราชปรารถนากิตติศัพท์ส่วนพระองค์ หากทรงยกถวายไว้ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระปิยมหาราช ทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์ เป็นทุนประเดิมมหาศาลที่เหลือจากการสร้างพระบรมรูปทรงม้า พระราชทานที่ดินอันกว้างใหญ่ไพศาลนับพันไร่ พระราชทานพระบรมราโชบายและบุคลากรเพื่อการบริหารจัดการ พระราชทานสรรพสิ่งซึ่งจะลงหลักปักฐาน เป็นมหาวิทยาลัยต่อไปในอนาคตกาล

ตราบกระทั่งวันที่ ๒๖ มีนาคม เมื่อ ๑ ศตวรรษก่อน มหาวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงสยามจึงได้รับพระราชทานพระมหากรุณาให้เริ่มต้นหยัดยืน ทรงใช้คำในพระบรมราชโองการประกาศว่า ทรง “ประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” คำว่าประดิษฐานนั้นแปลว่าตั้งให้ยืนหยัดขึ้นพร้อมที่จะออกเดินหน้าต่อไป ขอให้พึงสังเกตอีกครั้งว่าแม้วาระที่จะออกพระปรมาภิไธยในรัชกาลที่ ๖ เพื่อเป็นพระเกียรติยศจำเพาะพระองค์ได้ชั่วกัลปาวสานก็กลับไม่ทรงกระทำ ยังคงทรงออกพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมชนกนาถอีกตามเคย ผู้คนทั้งหลายทุกวันนี้ เมื่อเอ่ยถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็คงระลึกถึงสมเด็จพระปิยมหาราชเป็นต้น เฉพาะผู้ทราบประวัติถ่องแท้จริงๆ จึงจะระลึกถึงสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าเป็นลำดับต่อมา

หลายท่านคงเริ่มสงสัยว่า อาตมภาพย้ำเตือนเช่นนี้ซ้ำๆ ต่อท่านทั้งหลายด้วยเหตุใด ขอเฉลยว่า เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานแห่ง “ความกตัญญูกตเวที” คำว่ากตัญญูคือรู้คุณท่าน คำว่ากตเวทีคือสนองคุณท่าน สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าทรงสนองพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชบุพการีที่ทรงพระราชปรารภจะให้มีมหาวิทยาลัย แม้การไม่ทันสมพระราชประสงค์ก็สิ้นรัชกาลที่ ๕ เสียก่อน แต่สมเด็จพระบรมราชโอรสก็ไม่ทรงละเลยที่จะสืบสานพระบรมราชปณิธานเพื่อประชาชนชาวสยาม จึงทรงเจริญรอยตามพระยุคลบาท ทรงพากเพียรฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคนัปการ อันกีดขวางการมีมหาวิทยาลัยให้พ้นผ่านไปได้ จนก่อร่างสร้างเป็นสถาบันอันมีเกียรติยศใหญ่เช่นนี้ในบัดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ทรงพระราชประสงค์ให้ใครมายกย่องสรรเสริญพระองค์ แต่ทรงพร้อมจะประกาศให้เป็นปิยมหาราชานุสรณ์สืบไป นาม “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” จึงมีความหมายลึกซึ้งและสูงส่งยิ่งนัก ทั้งในด้านที่มาและด้านอุดมการณ์

หากว่าท่านทั้งหลาย ปรารถนาจะได้รับมงคลพรให้บังเกิดแก่ตนและบังเกิดแก่มหาวิทยาลัยของท่าน ขอท่านจงพินิจพระราชจริยาสัมมาปฏิบัติของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ผู้ทรงประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้ดีแล้วเมื่อร้อยปีก่อน พระองค์ทรงพระกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระบรมชนกนาถอย่างไร ขอท่านทั้งหลาย จงมีความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าอย่างนั้น พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ไว้ด้วยลักษณะปิดทองหลังพระ ไม่มีพระราชประสงค์เพื่อออกพระนามของพระองค์เอง แต่กลับมีพระราชประสงค์เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติไทย เพื่อกุลบุตรกุลธิดาถึงพร้อมด้วยปัญญา เพื่อเชิดชูพระปรมาภิไธยของสมเด็จพระปิยมหาราชอย่างไร ขอท่านทั้งหลายจงมีอุดมการณ์เต็มเปี่ยมในการประกอบกิจการงานและการศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยนี้ อย่างนั้นเถิด

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานพระพุทธานุศาสนีสั่งสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ปรารถนาจะทราบว่ามงคลที่แท้เกิดขึ้นได้อย่างไรไว้ถึง ๓๘ ประการ แต่ในโอกาสนี้ มี ๒ ประการ ที่อาตมภาพขอเชิญมากล่าวต่อทุกท่าน ไว้ให้ปรากฏแจ้งชัดแก่ใจ กล่าวคือ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นมงคลอันอุดม สถาน ๑ และความกตัญญู เป็นมงคลอันอุดม อีกสถาน ๑

ขอท่านทั้งหลายจงบูชาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความสมัครสมานสามัคคี และด้วยความขยันหมั่นเพียรต่อการงานและการศึกษาเล่าเรียน ขอท่านทั้งหลายจงกตัญญูรู้คุณของทั้งสองพระองค์ ตลอดจนบุพการีและบูรพาจารย์  ผู้มีพระคุณต่อมหาวิทยาลัย ด้วยการสืบสานพระบรมราชปณิธานและปณิธานทั้งนั้น เพื่อสร้างปัญญาชน และสร้างแผ่นดินไทย ให้เป็นแผ่นดินแห่งความรู้คู่คุณธรรม เพื่อบ้านเมืองของเราจะได้ดำเนินรุดหน้าไปบนหนทางของความดีงาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างสิ่งวิเศษที่คนทั้งหลายไม่เคยคิดว่าจะเกิดมีขึ้นบนแผ่นดินไทยได้ ให้บังเกิดขึ้นแล้วบนแผ่นดินนี้ นั่นคือมหาวิทยาลัย ฉะนั้น ความผาสุกยั่งยืนของโลกนี้ก็อาจเริ่มต้นขึ้นได้จากคนไทย และจากแผ่นดินไทยได้ดุจกัน ขออย่านึกปรามาสตนเองว่าไม่อาจทำสิ่งอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้ เพราะเท่ากับว่าท่านทั้งหลายกำลังหยุดก้าวเดินจากจุดเริ่มต้นที่ทรงประดิษฐานไว้อย่างดีแล้วเมื่อร้อยปีที่ล่วงมา

ขอจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจงวัฒนาสถาพร เป็นบ่อเกิดแห่งความงอกงามไพบูลย์ ตลอดจำเนียรกาลประวัติ สมดั่งมนัสจำนงหมายของชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มุ่งมั่นเจริญรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระปิยมหาราช และสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า สืบไปตราบนิรันดร เทอญ.

ขออำนวยพร

ภาคค่ำ วันที่ ๒๖ มีนาคม มีงานกลางแจ้ง มหาวิทยาลัยจัดร่วมกับสมาคมนิสิตเก่าฯFullSizeRender-2

IMG_3802ใกล้เลิกงาน  เสียดายที่ไม่ได้ยิน บูม ตามประเพณีเดิม กลายเป็นเสียงตะโกนดาดๆ ว่า “ทรงพระเจริญ” พี่ประธานเชียร์หายไปไหน เสียดายจริงๆ      

หลังจากหมดควันหลงแล้ว ต้องเริ่มงานเพื่อสร้างประวัติศาสตร์สำหรับให้อนุชนฉลองปีที่ 200 กัน และต้องไม่ลืมนะว่า ได้สัญญาอะไรไว้ในวันนั้น วันที่ 26 มีนาคม 2560
“เบื้องบน” บันทึกไว้แล้ว

สัญญา (ฉัน) จะไม่ลืม //  และ “สัญญาประคอง,,,ความดี //  จึงมีพระกรุณา

IMG_3792

  ภาพจับจากหน้าจอ ตอนนาทีสุดท้ายของวิดีโอพลง “ในหลวงของแผ่นดิน” ที่บันทึกในวันงาน

น้ำทิพย์หยาดจากฟ้า

พรรัชกาลที่เก้า

โปรดเกล้าฯ ชาวจุฬา                                                                                นวพร เรืองสกุล  ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐ 

เหตุเกิดที่ไทยพีบีเอส

IMG_0993

ไทยพีบีเอสนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัทซีพีเอฟเป็นการผิดจรรยาบรรณสื่อ!   เรื่องลามเลยไปถึงการประชุมอันยาวนานของคณะกรรมการนโยบายฯ จบลงด้วยการลาออกของผู้อำนวยการ

เรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ 

วิญญาณของผู้บริหารเงินทุนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาสำรวจปัญหา  เพื่อตอบคำถามที่ว่า…

  • เอาเงินภาษีของประชาชนไปทำงี้ได้ไง 
  • ทำผิดกฎหมายหรือเปล่า (คำถามมาตรฐาน)
  • ผู้บริหารต้องรับผิดชอบ 
  • บริษัทนี้มีปัญหากับ “สังคม” คุณไม่รู้หรอกหรือ วิญญาณสื่อของคุณหายไปไหน
  • ไปสนับสนุนบริษัทแบบนี้  ต่อไปนี้สถานีจะขาดความเป็นอิสระ

ฯลฯ

ก่อนอื่น ขอเรียนว่าข้อมูลข่าวสารได้มาจากการติดตามข่าวผ่านสื่อ ทั้งข่าวเล่า (คือมีผู้ติดตามอ่านแล้วมาสรุปให้ฟัง) และข่าวเขียน (แปลว่าอ่านเอง) บวกกับการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องกระบวนการทำงาน

ข้อสังเกตและความเห็นมีดังนี้

  ข้อ ๑ ตามหลักการบริหารเงิน การหารายได้อย่างเหมาะสมแทนการทิ้งเงินไว้เปล่าๆ เป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของผู้บริหาร

ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ได้เขียนอธิบายหลักการพร้อมวิธีปฏิบัติขององค์กรสาธารณะไว้แล้วใน facebook

คณะกรรมการนโยบายฯ ตำหนิการทิ้งเงินไว้เป็นเงินฝากธนาคารมาอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะนำเงินไปหาผลประโยชน์อื่นเพื่อให้มีรายได้งอกเงยขึ้นมา  จนกระทั่งฝ่ายบริหารอยู่นิ่งไม่ได้ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างในเรื่องการลงทุน เพราะถ้าไม่ทำก็แปลว่าไม่รับผิดชอบ (ถ้าลงทุนผลีผลามก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน แต่คนละประเด็น)

ขั้นตอนการลงทุนของผู้บริหารเงินทุนโดยทั่วไปคือ นำเสนอกรอบการลงทุนให้คณะกรรมการพิจารณา  กรอบคือหลักเกณฑ์ว่าจะลงทุนในตราสารประเภทใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด ระดับความเสี่ยงที่กรรมการหรือองค์กรรับได้คือแค่ไหน และสาระอื่นๆ ที่ประกอบกันขึ้นเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน

ในระบบการทำงานจะต้องชัดเจนว่า ใครตัดสินใจ ใครอนุมัติฯลฯ โดยที่การลงทุนจริงไม่มีการขออนุมัติกรรมการเป็นครั้งๆ  เพราะว่าตลาดเงินไม่เคยหยุดรอใคร   

ที่ได้รับฟังมาเรื่องเหล่านี้ไม่มีอะไรน่ากังขา  ประเด็นอยู่ที่รังเกียจชื่อของบริษัทที่เป็นผู้ออกหุ้นกู้  โดยอ้างว่า “สังคม” ไม่สบใจท่าทีต่อความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทในกลุ่มนี้

ข้อ ๒ ควรซื้อหุ้นกู้ของบริษัทใดบ้าง  (บริษัทที่มีความเสี่ยงพอๆ กัน อัตราดอกเบี้ยจะใกล้ๆ กัน ถ้าอายุหุ้นกู้ใกล้เคียงกัน) ตรงนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่า มีหุ้นกู้นั้นๆ ขายอยู่ในท้องตลาดหรือไม่ (ไม่มีของให้ซื้อ อยากอย่างไรก็ซื้อไม่ได้)

เมื่อหุ้นกู้ซีพีเอฟโผล่เข้ามาในจอเรดาร์ของผู้ตัดสินใจลงทุนว่า ถูกต้องตามเกณฑ์และมีขาย ณ เวลานั้น ก็ลงทุนไป

มีเสียงสะท้อนว่า น่าจะรู้ว่าบริษัทนี้ต้องห้าม 

ผู้จัดการกองทุนไม่รู้ การลงทุนเงินของคนอื่นไม่ใช้อารมณ์มากะเก็ง  การชอบหรือไม่ชอบเป็นการส่วนตัวโดยที่ไม่มีหลักมีเกณฑ์น่าจะเข้าข่ายอคติ ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ผิดหลักการบริหารจัดการที่ดี ฯลฯ   และที่ไม่เฉลียวใจอย่างยิ่งก็เพราะใครๆ ก็เข้าเซเว่น อีเล็ฟเว่น ของเครือซีพีด้วยกันทั้งนั้น หลายคนใช้โทรศัพท์หรือดูโทรทัศน์ค่ายทรู  กินไก่ทอดซีพี เข้าร้านโกลเด้นเพลส และร้านอื่นๆ อีกที่ขายไก่ หมู ไข่ ฯลฯ ที่มาจากซีพีเอฟ เท่ากับว่าเป็นลูกค้าส่งกำไรให้บริษัทซีพีเอฟและเครือซีพีอย่างสม่ำเสมอ  ถ้าจะไม่ชอบกันทั้งทีควรไม่ชอบให้ถ้วนด้านไม่มีการลักลั่น

ตอบแบบชวนทะเลาะไปแล้ว มาดูคำตอบที่เป็นการปฏิบัติสากลบ้าง

  กิจการบริหารเงินลงทุนใดต้องการจะไม่ลงทุนในบริษัทใด ต้องระบุชัดเจน ปล่อยให้ผู้จัดการลงทุนและเจ้าหน้าที่ลงทุนไปคิดเอาเองไม่ได้ 

list แบบหนึ่งเป็นรายชื่อกิจการที่ให้ลงทุนได้ เช่น เลือกหุ้นและหุ้นกู้เฉพาะบริษัทที่อยู่ใน SET50  เลือกหุ้นและหุ้นกู้เฉพาะบริษัทที่ได้ชื่อว่ามีธรรมาภิบาลดี

บริษัทซีพีเอฟเป็นบริษัทที่ได้รับคะแนนธรรมาภิบาลระดับ ๕ คือลำดับดีที่สุด ดังนั้น list แบบที่ว่ามานี้ไม่พอจะกันซีพีเอฟออกไป หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องไปตั้งคำถามเอากับคนตั้งเกณฑ์ธรรมาภิบาลอีกทอดหนึ่ง

ถ้าจะไม่ให้ลงทุนในซีพีเอฟ ก็ต้องหาเกณฑ์อื่นมาจัดทำรายชื่อกิจการต้องห้าม (restricted list) เช่นระบุชัดเจนว่า ไม่ลงทุนในกิจการผลิตและขายเหล้า บุหรี่ กิจการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ  

[จำได้ว่าสมัยเป็นเลขาธิการ กบข. เคยเสนอรายการเช่นนี้ต่อคณะกรรมการ  มีคำถามจากคณะกรรมการว่าคุณจะตัดสินได้ยังไงว่าบริษัทไหนอยู่หรือไม่อยู่ในข่ายในรายการห้ามลงทุนของคุณ  และจะเหลือบริษัทให้ลงทุนหรือ  เมื่อสรุปกันไม่ได้ก็เลยไม่มีลิสต์นี้ แต่โดยส่วนตัวก็ยังมีอยู่บ้างซึ่งแจ้งให้ผู้จัดการกองทุนรับทราบและทำตาม โดยมีบทยกเว้นว่า หากว่าจะมีกิจการใดที่ผู้จัดการกองทุนเห็นว่าควรลงทุน แต่เลขาธิการไม่เห็นด้วย ก็มีสิทธินำเรื่องเสนอคณะกรรมการลงทุนได้เลย ไม่มีการว่ากันด้วยคำพูดทำนองว่า “ไม่เชื่อฟัง”  “ข้ามหน้าข้ามตา”  ฯลฯ ]

นี่คือธรรมาภิบาลแบบหนึ่งในองค์กร

ถ้านำเกณฑ์ต่างๆ มาใช้ในกรณีซีพีเอฟ ก็อาจจะไม่หลุดโผอีกนั่นแหละ เว้นแต่จะระบุไปเลยว่าไม่ลงทุนในกิจการฆ่าสัตว์ แต่ระบุแบบนี้กิจการอื่นในเครือซีพีก็ยังไม่เข้าโผห้ามลงทุน แต่ครั้นจะบอกไปตรงๆ ว่าไม่ลงทุนในหลักทรัพย์กลุ่มซีพี  ถ้าไม่ระบุว่าซีพีไม่ดียังไง ก็ไม่เรียกว่าเกณฑ์ และมีคำถามว่ากิจการอื่นที่มีพฤติกรรมประมาณเดียวกับซีพีแต่ไม่ถูกยกขึ้นมากีดกันมีหรือไม่  

ข้อ ๓ ถามอีกมุมหนึ่งว่า ถ้าตั้ง list ห้ามลงทุนจนเลอเลิศ  จะมีอะไรเหลือให้ลงทุนหรือไม่

ได้รายชื่อหุ้นกู้ในท้องตลาดเวลานี้มาจากผู้วิเคราะห์ตลาดทุน สรุปว่าหุ้นกู้ในระดับความเสี่ยงและในกรอบของอายุหุ้นกู้ประมาณเดียวกับซีพีเอฟที่อาจจะหาได้คือ ทียู (ซึ่งก็มีข่าวถูกประท้วงกรณีปลาทูน่า)  เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (บริษัทในกลุ่มของคุณเจริญฯ  ที่เป็นเจ้าของกิจการขายเหล้าขายเบียร์) สองกิจการนี้จะถือว่าไม่พึงลงทุนหรือไม่ ถ้าไม่ให้ลงทุนก็คงเหลือแค่ บีทีเอส (เดินรถไฟฟ้า) เพียงรายเดียว  แต่การลงทุนในหุ้นกู้รายเดียวก็น่าจะไม่เหมาะอีกเหมือนกัน สรุปแล้วก็ควรเลิกคิดเรื่องนำเงินไปหารายได้ไปเลยจะดีกว่าไหม

จบประเด็นนี้ก็เหลือคำถามสุดท้ายว่า รายการห้ามลงทุนใช้กับหุ้นกู้เท่านั้น หรือว่าควรใช้กับสินทรัพย์ทางการเงินทุกชนิด

ถ้าไม่ใช้ ก็ต้องตอบว่าทำไมไม่ใช้

ถ้าใช้ ก็มีคำถามว่า ธนาคารพาณิชย์หลายธนาคารเป็นนายธนาคารให้กับกลุ่มซีพี  ไทยพีบีเอสควรจะไม่ฝากเงินกับธนาคารเหล่านี้ไหม เพราะธนาคารเหล่านี้เอาเงิน “ภาษีของประชาชน” ที่ไทยพีบีเอสได้รับมา ไปสนับสนุนกลุ่มซีพี หรือกลุ่มน่ารังเกียจอื่นๆ (ตามมาตรฐานของบางคน)

คำถามสุดท้าย ไทยพีบีเอสใช้เงินที่ได้มาจากภาษีประชาชนอย่างสมเหตุสมผล อย่างประหยัด อย่างระมัดระวัง อย่างมีความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เสียภาษีดีแล้วหรือ  และทำหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมในสายตาของ “สังคม” เพียงพอหรือยัง (ถามใครบ้างเพื่อให้ได้คำตอบข้อนี้) เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับการกะเกณฑ์ให้ผู้อื่นมีคุณสมบัติเหล่านี้

ข้อ ๔ เงินลงทุนของไทยพีบีเอสในบริษัทซีพีเอฟมากน้อยแค่ไหน เพื่อประเมินว่าสมควรกับความกังวลว่าจะมีการขัดแย้งทางผลประโยชน์จนกระทั่งไทยพีบีเอสเกิดอาการน้ำท่วมปาก ไม่กล้าทำข่าวไม่ดีเกี่ยวกับซีพี ขาดอิสระในการทำหน้าที่ หรือว่าเป็นแค่วิตกจริต เมโลดราม่ากันไปตามเทรนด์

หุ้นกู้ทั้งหมดทุกประเภทของซีพีเอฟ มี 112 พันล้านบาท  ถ้าลงทุน 1% ก็พันล้านบาท  แต่คิดว่าไทยพีบีเอสไม่มีเงินลงทุนขนาดนั้น น่าจะลงทุนไปไม่ถึงหนึ่งเสี้ยวของหนึ่งเปอร์เซนต์ แบบนี้จะไปมีอิทธิพลใดในบริษัทหรือไปเอื้อบริษัทแค่ไหนก็คงไม่ทำให้กำไรที่เพิ่มขึ้นมากระเด็นมาหาไทยพีบีเอสได้  เพราะไทยพีบีเอสเป็นเจ้าหนี้รายเล็กๆ หนึ่งรายเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นที่จะมีโอกาสรับผลกำไรเป็นเงินปันผลสูงขึ้น

ทีนี้มองกลับกัน การลงทุนของไทยพีบีเอสนับว่าใหญ่โตสำหรับตนเองหรือไม่ เช่นทุ่มหมดตัวไปกับหุ้นกู้ซีพีเอฟ   สรุปว่าไม่ใช่อีกเหมือนกัน เพราะคณะกรรมการกำหนดกรอบการลงทุนไว้แล้ว และทางผู้ดูแลเงินก็ตระเตรียมจะลงทุนในหุ้นกู้อีกหลายตัวภายในกรอบที่กำหนด คือไม่ทุ่มลงไปกับหุ้นกู้ตัวหนึ่งเพียงตัวเดียว  เพียงแต่ต้องรอจังหวะให้มีสินค้าก่อน การลงทุนในหุ้นกู้ตัวแรกจึงอาจจะดูน่าระทึกใจเป็นพิเศษสำหรับองค์กรที่ไม่เคยทำมาก่อน 

ในกรณีเช่นนี้ สายข่าวไม่เกี่ยวข้องด้วย และคงไม่สนใจ เพราะการลงทุนในหุ้นกู้ ผู้ถืออาจจะขายหุ้นกู้ออกไปเมื่อใดก็ได้ ตามประสาคนทำเรื่องบริหารเงินที่มองหาลู่ทางอยู่เสมอ ไม่ยึดติดกับตราสารของบริษัทใดมากมายนัก แต่จะยึดกรอบการลงทุนไว้มั่นๆ

ขอจบเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวที่หยดแหมะลงไปในตลาดทุน แต่ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมมหาศาลจนผู้อำนวยการขององค์กรต้องลาออก แต่เพียงเท่านี้

ข้อสังเกตแถมท้ายคือเรื่องความรู้ทางการเงิน

องค์กรที่เกี่ยวกับตลาดทุนทุกแห่งโปรดทราบ  จากการให้คะแนนเนื้อข่าวทั้งข่าวเล่าและข่าวอ่าน  ที่บ้างก็บอกว่าลงทุนในหุ้น บ้างก็ว่าลงทุนในหุ้นกู้ บ้างก็ข้ามไปบรรยายเรื่องหุ้นกู้แบบไม่มีอายุ (perpetuity) ส่วนเนื้อหาที่ลงก็ยิ่งปะปนสับสน คือไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างสามสิ่งที่กล่าวมานี้  แสดงว่า financial literacy ที่ทำกันมาหลายปีหลายโครงการไม่ได้ผลในการให้ความรู้กับสื่อมวลชนทั้งหลายเลย  ทั้งๆ ที่กลุ่มนี้เป็นกลุ่มซึ่งมีหน้าที่ตามวิชาชีพที่จะส่งทอดข่าวสารข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชน    

แหล่งข่าวเข้าใจผิด ให้ข่าวมาแบบผิดๆ  หรือว่านักข่าวฟังผิด เขียนผิด ผู้ติดตามข่าวสารไม่สามารถทราบได้

21 มีนาคม 2560

นวพร เรืองสกุล

หมายเหตุ การหาข่าวหาข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ก่อนแสดงความเห็นและการให้ความเห็น ต้องพึ่งนักหาข้อมูลด้านการเงิน นักวิเคราะห์ด้านการเงิน และผู้มีประสบการณ์เป็นผู้ลงทุนหรือผู้จัดการการลงทุนช่วยกันเป็นทีม จึงขอขอบคุณทุกคนที่อยู่ “เบื้องหลัง” มา ณ ที่นี้

เยลเมื่อครบ ๓๐๐ ปี อธิการบดีพูดสิ่งนี้ จุฬาฯ เมื่อครบ ๑๐๐ ปี อธิการบดีจะพูดอะไร

CU100_profile

อีกไม่นานเกินรอ แค่วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๐ จุฬาฯ จะฉลองยิ่งใหญ่ปิดศตวรรษแรกหลังจากที่มีการฉลองรูปแบบต่างๆ มาตั้งแต่ตอนเริ่มย่างเข้าปีที่ ๑๐๐ มาจนจะครบ ๑๐๐ แล้วเริ่มย่างก้าวสู่ศตวรรษที่สองของมหาวิทยาลัย เป็นปีที่ ๑๐๐ กับอีก ๑ วัน

ย่างก้าวสู่อนาคตสำคัญมาก สำคัญตรงที่ว่าเราจะเหหัวเรือของสถาบันไปทางไหน ในโลกที่กำลังเปลี่นแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีความมั่นคงอยู่ลึกๆ ว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร มีบางอย่างที่เป็นแก่นเป็นแกนเป็นเนื้อแท้ เฉกเช่นน้ำที่เปลี่ยนได้หลายรูปแบบ แต่คงคุณลักษณะแห่งน้ำไว้เสมอทุกรูปแบบของน้ำนั้น ไม่ว่าจะเย็น ร้อน หรือเจือด้วยสี กลิ่น หรือรสอื่นใด

เคยติดใจสุนทรพจน์ที่อธิการบดี Richard Levin กล่าวปิดศตวรรษที่ ๓ ขึ้นศตวรรษที่ ๔ ของมหาวิทยาลัยเยล ที่หน้าอาคารห้องสมุดของมหาวิทยาลัย เมื่อปี ค.ศ. 2001 จึงขอนำมาเล่าไว้ ณ ที่นี้ (ยังไม่นับผู้บริหารเงินทุนของเยล ที่ดิฉันชื่นชมมาก เพราะผลงานที่เยี่ยมยอดและหลักการการบริหารเงินที่อธิบายได้และผู้บริหารมั่นคงกับหลักการมาก)

ก่อนถึงสุนทรพจน์ ขอให้ข้อมูลสรุปสั้นๆ เพื่อให้รู้จักมหาวิทยาลัย

เยลเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำและมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ที่เมือง New Haven มลรัฐ Connecticut  ข้อมูลจากเว็บไซต์ college data ระบุว่า มีนักศึกษาระดับปริญญาตรีรวม 5,532 คน เป็นชายกับหญิงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน  ระดับบัณฑิตศึกษา 6,853 คน เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้ายากที่สุดแห่งหนึ่งในระดับปริญญาตรี คือในจำนวนผู้สมัคร 30,236 คน ได้เข้าเพียง 7% เท่านั้น นักศึกษาต่างชาติจาก 89 ประเทศ คิดเป็น 10.6% ของนักศึกษาทั้งหมด

อาจารย์ทำงานเต็มเวลามี 1, 159 คน ขนาดของชั้นเรียนเกือบครึ่งหนึ่ง (44%) มีนักศึกษา 10 – 19 คน อีก 29% เป็นชั้นเรียนมีนักศึกษา 2- 9 คน ชั้นเรียนขนาดใหญ่เกินร้อยคนมี 3% ของจำนวนชั้นเรียนทั้งหมด 

ชื่อของเยลโดดเด่นมากเมื่อเอ่ยถึงวิชาด้านศิลปะ (และสังคมศาสตร์)

ส่วนอธิการบดีคนนี้ของเยล ก็เป็นผู้ที่มีสุนทรพจน์และคำพูดน่าอ้างถึงจำนวนมาก และเริ่มแสดงจุดยืนตั้งแต่วันแรกที่ได้รับการแนะนำตัวเป็นอธิการบดีต่อสาธารณชนรวมสื่อมวลชน เมื่อ ค.ศ. 1993

สื่อมวลชนถามว่า “ท่านจะทำอะไรเป็นสิ่งแรก”

คำตอบคือ “พอจบการให้สัมภาษณ์ ผมจะไปพบกับนายกเทศมนตรีของเมืองนิวเฮเว่น ท่านนั่งอยู่ ณ ที่นี้ดวย และเริ่มหารือกันว่าจะร่วมมือกันทำอะไรได้บ้างที่จะทำให้เมืองนิวเฮเว่นแข็งแกร่งขึ้น” และงานด้านการพัฒนาชุมชนและเมืองรอบมหาวิทยาลัยโดยอาสาสมัคร และการร่วมมือกับภาคธุรกิจ  ภาครัฐผ่านข้ารัฐการของมลรัฐและของเมือง  พระ และภาคประชาชนผ่านผู้นำชุมชน ทำให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ความเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมีสูงขึ้น ย่านกลางเมืองดีขึ้น เกิดธุรกิจด้านไบโอเทคที่กำลังเติบโต  เป็นหุ้นส่วนกับโรงเรียนของรัฐในการปรับระดับการเรียนการสอน สัมพันธภาพระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับมหาวิทยาลัยที่ได้ทำลงไป บัดนี้เป็นต้นแบบระดับชาติ

สุนทรพจน์อธิการบดีในงานครบ ๓๐๐ ปีก้าวสู่ศตวรรษที่สี่  พูดถึงอดีต เชื่อมโยงมาปัจจุบัน และมองต่อไปถึงสิ่งที่กำลังทำเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยและของสังคม

http://archives.yalealumnimagazine.com/issues/01_12/levin.html

อันดับแรก ทบทวนตัวเลขในช่วง ๑๐๐ ปี จากวันครบ ๒๐๐ ปี มาถึงครบ ๓๐๐ ปีในวันนี้ว่า  นักศึกษาเพิ่มขึ้น  ๔ เท่า อาจารย์เพิ่ม ๘ เท่า หนังสือในห้องสมุดเพิ่ม ๓๐ เท่า และทุนสำหรับหาประโยชน์เพื่อการศึกษา (ปรับสำหรับเงินเฟ้อแล้ว) เพิ่มขึ้น ๑๒๐ เท่า จำนวนวิชาที่เปิดให้เรียนเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง ๑๐๐ วิชา เป็นกว่า ๒,๐๐๐ หัวข้อวิชา  สอนภาษาต่างประเทศ ๕๒ ภาษา และวิชาที่เกี่ยวกับต่างประเทศ มีมากกว่า ๖๐๐ วิชา

ภาพ Sterling Memorial Library มาจาก Yale Alumni Magazine (download จากอินเทอร์เน็ต)sterling_vertical

อธิการบดีให้ผู้ฟังจินตนาการเยลที่เติบโตในอัตราเดิมไปในอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องเอ่ยถึงตัวเลขปัจจุบันเลย ก็ให้ภาพว่า ตอนนั้นเยลจะมีนักศึกษา 44,000 คน อาจารย์ เกินหมื่นคน และมีหนังสือในห้องสมุด 300 ล้านเล่ม  (เท่ากับว่าปัจจุบันมีหนังสืออยู่ 10 ล้านเล่ม) ฯลฯ แต่ก็รับว่าอนาคตเป็นสิ่งที่มองไม่ออก คาดชัดเจนไม่ได้ ทำนองเดียวกับเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ก็จินตนาการเยลในปัจจุบันไม่ออก

แต่ทุกครั้งที่มีการเฉลิมฉลอง ก็ควรสรุปว่า ณ เวลาปัจจุบันมหาวิทยาลัยอยู่ตรงไหน และกำลังมุ่งหน้าไปไหน


อธิการบดีชี้ให้ศิษย์เก่าผู้มาร่วมงานเห็นว่า  มีห้าด้านสำคัญที่เยลและมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศมีต่อสังคมอเมริกัน

หนึ่ง ให้การศึกษาพลเมืองและผู้นำที่คิดเป็น คือมีความคิดอิสระและคิดเชิงวิพากษ์ได้

สอง เป็นต้นแบบของเสรีภาพทางการแสดงออก และเสรีภาพในการสอบถามและค้นหาเรื่องราวต่างๆ ในประเทศที่ผดุงเสรีภาพว่าเป็นแกนของสังคม

สาม เป็นจักรกลเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความรุ่งเรืองของประเทศ

สี่ โอบอุ้มและพัฒนาชุมชนรอบตัว

ห้า ส่งเสริมสร้างความเข้าใจอันดียิ่งขึ้นระหว่างผู้คนและประชาชาติในโลก เรื่องนี้จะมีความสำคัญยิ่งขึ้นในวันข้างหน้า

สำหรับข้อ ๑ อธิการบดีชี้ให้เห็นว่า การศึกษาระดับปริญญาตรีที่เน้นการศึกษาแบบศิลปวิทยา (liberal education) ดังที่ระบุไว้ในรายงาน ค.ศ. 1828 (หรือเมื่อเกือบ 200 ปีมาแล้ว) ยังคงเป็นแนวทางการให้การศึกษาที่มีคุณค่า เพราะเป็นการศึกษาที่เพิ่มความสามารถทั้งด้านลึกและด้านกว้างให้กับผู้เรียน  และเปิดให้ผู้เรียนได้คุ้นเคยกับหลักคิดของวิชาต่างๆ ที่สำคัญๆ ของมนุษย์  อาจารย์ทุกสถาบันการศึกษาในแนวนี้ในปัจจุบันเน้นการฝึกความสามารถในการคิด (discipline of the mind) ให้กับนักศึกษา

วิธีการเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงไป จากท่องจำในทศวรรษ 1930 และ 1940 เป็นการสัมมนา ห้องเรียนของนักศึกษาในทศวรรษ 1960 เปิดโอกาสให้ได้นำเสนอความคิดและแสดงความเห็นสนับสนุนจุดยืนของตน ในปัจจุบันการเรียนการสอน การให้ทำรายงานและการสอบ วัดนักศึกษาที่คุณภาพของการวิเคราะห์และการยกประเด็นขึ้นมาโต้แย้งถกเถียงกันมากกว่าความสามารถในการจำข้อมูล

บัณฑิตของเยลเป็นผู้สามารถให้เหตุผล มีความคิดพินิจนึก และมีความเห็นที่เป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง เป็นบัณฑิตที่มีความสนใจใคร่รู้และมีศักยภาพและความยืดหยุ่นที่จะปรับตัวในโลกของงานและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน เป็นบัณฑิตที่มีจินตนาการที่จะนำความคิดไปก่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ  เยลสร้างบัณฑิตที่เป็นพลเมืองและเป็นผู้นำที่สามารถจะคิดอย่างชัดเจนในประเด็นสาธารณะและมีน้ำหนักในการแสดงความเห็นในเรื่องต่างๆ อันเป็นลมหายใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบอเมริกัน

เยลกำลังลงทุนอย่างมากเพื่อสนับสนุนการวิจัยวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์และเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อมาเสริมวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เด่นอยู่แล้ว และยังได้ลงทุนเพิ่มให้สาขามนุษย์ศาสตร์แข็งแกร่งต่อไป เช่น  ลงทุนในด้านวิจิตรศิลป พิพิธภัณฑ์ และการพัฒนาชุมชน

ในข้อที่ ๒ ที่ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก  อธิการบดีกล่าวเรื่องนี้ภายใต้กระแสความตระหนกเรื่องเหตุการณ์ 9/11 (กันยายน 2001) โดยเตือนสติให้มองอย่างรอบด้าน และชั่งอย่างรอบคอบระหว่างเสรีภาพกับความปลอดภัยภายในด้านหนึ่ง กับการฑูต เศรษฐกิจและการทหารอันเป็นเรื่องภายนอกประเทศอีกด้านหนึ่ง   และเน้นย้ำว่าการศึกษาศิลปวิทยาที่สร้างคนที่คิดเป็น เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเชื่อว่าคนที่คิดวิเคราะห์เป็นจะตกอยู่ในการครอบงำของอคติยากกว่า จะเปิดใจยอมรับสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างได้มากกว่า

คำกล่าวเตือนสติที่สำคัญคือ ไม่ควรกลัวที่จะแตกต่างจากเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ควรจะยินดีที่จะแตกต่างเพียงเพื่อจะแตกต่าง  ทุกคนต้องคิดอย่างสร้างสรรค์ คิดอย่างจริงจังและรอบด้าน ในอันที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น และในขณะเดียวกันก็เปิดใจกว้างรับฟังความคิดที่แตกต่าง

(ข้อสาม เป็นเรื่องการศึกษาวิจัย ฯลฯ ซึ่งเยลและมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกาอยู่แถวหน้า

ข้อสี่ ได้กล่าวถึงไปแล้วก่อนหน้านี้)

ประเด็นในข้อ ๕ คือความตั้งใจที่ทำมาแล้วและจะทำให้ยิ่งขึ้นไปคือ การดูดหัวกะทิจากทั่วโลกมาเรียนที่เยล ด้านหนึ่งคือการมีวิชาในหัวข้อเรื่องระหว่างประเทศจำนวนมาก  อีกด้านหนึ่งคือนักศึกษา ปัจจุบันนี้ 30% ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาไม่ใช่พลเมืองอเมริกัน ทางด้านการรับนักศึกษาใหม่เร่ิมรับนักศึกษาต่างชาติด้วยระบบที่ไม่สนใจว่านักศึกษาจะมีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนหรือไม่ ดูกันที่ความสามารถอย่างเดียว (need-blind admission) และให้การสนับสนุนทางการเงินเต็มตามที่ต้องใช้ อธิการบดีบอกว่านี่คือประวัติบันทึกผลงาน ณ ปีปิดศตวรรษที่ ๓ 

“Yale should be a college of choice for the very best and brightest students from across America and around the world, regardless of financial circumstances. We want all of our students to make the most of Yale — academically and beyond — without worrying about excessive work hours or debt.”

Announcement of new financial aid package, 2008

ศตวรรษที่ ๓ ในประวัติของมหาวิทยาลัย ถือว่าเยลมีบทบาทในประเทศอย่างสูง และเห็นหนึ่งในสถาบันระดับอุดมศึกษาที่ดีที่สุด 

งานข้างหน้าคืออะไร

นี่คือคำประกาศปิดท้ายสุนทรพจน์ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยเยล เมื่อปี ค.ศ. 2001

And here is the task before us: to educate thinking citizens and leaders, to preserve free inquiry and free expression, to generate new knowledge that improves health and spreads prosperity, to encourage realization of the human potential latent within our cities, and to reach out to the world to provide a foundation for mutual understanding and peace. Hoc virtutis opus. This is the work of Yale’s fourth century. When our successors gather here 100 years from now, may they look with favor on what we have accomplished.   

[Hoc virtutis opus:  this is the work of virtue, this is the work of courage]

  อีกร้อยปีนับจากวันนี้เมื่ออนุชนที่รับไม้ต่อจากเรามารวมตัวกัน ณ ที่นี้  จะภูมิใจในสิ่งที่เราได้ทำกระทำสำเร็จ

L1100995อีกไม่กี่วัน นิสิตจุฬาฯ ทั้งอดีตและปัจจุบัน คณาจารย์ บุคลากร และสังคม คงจะได้ยินอธิการบดีของจุฬาฯ วาดแนวทางแห่งอนาคตสำหรับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างนี้ก็เตรียมตัวเตรียมใจไปพลางๆ ก่อน

นวพร เรืองสกุล

20 มีนาคม 2560

อธิบายภาพ

ภาพที่ ๑ และ ๓  หัวเสาเอกลักษณ์ไทยที่ไม่เหมือนที่ใด และเพดานย่อมุมไม้สิบสอง สื่อถึง ๑๒ เดือน วิชาต่างๆ คือรายละเอียดแต่รวมลงเป็นองค์ประกอบใหญ่อีกชั้นหนึ่ง   จากอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ (สมัยหนึ่งเป็นอาคารเรียนของคณะอักษรศาสตร์)

TDRI 2017

FullSizeRender

Boosting the Thai Economy and Reforming the Government by Data Revolution ฟื้นเศรษฐกิจ – ปฏิรูปรัฐ ด้วยปฏิวัติข้อมูล เป็นหัวข้อการประชุมวิชาการประจำปีของทีดีอาร์ไอ เมื่อ ๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ที่โรงแรมใหญ่กลางกรุงเทพฯ

ลงทะเบียน และรับเอกสาร

สะดวกสบายด้วยระบบลงทะเบียนล่วงหน้า ทำให้เมื่อถึงหน้างานก็เพียงแต่โชว์คิวอาร์โค้ด เจ้าหน้าที่ยิงข้อมูล แวะไปรับเอกสาร แล้วเข้านั่งฟังได้เลย  เป็นการ reform รูปแบบการประชุมวิชาการที่สัมผัสได้

เอกสารไม่มาเป็นกระเป๋าอีกต่อไป กระดาษ ทีดีอาร์ไอ แจกในงานนี้ คือกระดาษขนาดกระดาษหนังสือพิมพ์หนึ่งแผ่น ที่ตัดครึ่งแล้วพับครึ่ง เป็นเอกสาร ๘ หน้า บรรจุข้อมูลเกี่ยวกับงาน หัวข้อที่จะนำเสนอพร้อมเนื้อหาย่อ และข้อมูลอื่นที่จำเป็นครบครัน

เนื้อหาการนำเสนอ กระทั่งการประเมินผลการประชุม ทำผ่านอิเล็กทรอนิกส์  ผู้ที่อยากติดตามเรื่องนำเสนอในวันนี้แล้วมาไม่ได้ มีการออกอากาศสด และดูย้อนหลังได้

ทีดีอาร์ไอทำทุกอย่างที่จะบอกว่าประเทศไทย ๔.๐ มาถึงแล้ว

หน้างาน

บอร์ดแผ่นสูงกว่าตัวคนและกว้างพอจะครอบคลุมแนวโน้มต่างๆ ได้เกินครึ่งศตวรรษ รอต้อนรับอยู่ระหว่างทางเดินเข้างาน ผู้ร่วมงานแต่ละคนนำริบบิ้นชมพูบ้าง ฟ้าบ้าง ไปติดที่บอร์ด time series ข้อมูลสถิติต่างๆ หลายตัว โดยติดให้ตรงตามปีเกิดของตัวเอง 

เมื่อเวลาล่วงเลยไป ผู้มาร่วมงานก็ได้เห็นภาพสามมิติที่ให้ข้อมูลหลายประการ   แค่กวาดตามองริบบิ้นสองสีที่ติดเอาไว้ ก็ประเมินได้ว่า ญ กับ ช มาร่วมงานในสัดส่วนประมาณใด  ผู้มาร่วมงานกระจายตัวหรือกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอายุใด และถ้าใครสนใจพินิจภาพตอนที่นำริบบ้ินไปติด ก็จะรู้ว่า ปีที่ตนเกิดนั้น สภาพเศรษฐกิจสังคมโดยรวมของไทยอยู่ในแนวโน้มใด

ภาพนี้เกิดขึ้นได้จากการคิดและเตรียมการล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ขอชื่นชม

เวทีและการนำเสนอ

ทีดีอาร์ไอใช้ เวทีกว้าง จอใหญ่เต็มพื้นที่อย่างได้ผล

การนำเสนอสั้น กระชับ ได้เนื้อหา เกิดขึ้นได้ด้วยการเตรียมการมาอย่างดีทั้งฝ่ายเทคนิคและนักวิชาการ ความดีของการนำเสนอแบบนี้ก็คือ คุมเวลาได้เต็มที่ ไม่มีเสียงเตือนว่า “หมดเวลาแล้ว”  “เดี๋ยว ขออีกนิด” แล้วเวลาก็ล่วงเลยเกินกำหนดทุกครั้งไป

  สิ่งที่คงต้องทำต่อไปอีกหน่อยหลังจากที่ทำมามากแล้วคือการกำกับการ “แสดง” บนเวที

การให้นักวิชาการขึ้นเวทีกลางแบบนี้ยากอยู่แล้ว แต่จะช่วยได้อีกหน่อยถ้าหากว่าสองคนที่ขึ้นไปนั้นจะต่างคนต่างนำเสนอตามคิวที่จัดวางแบบสลับจังหวะกันโดยเนื้อหากลมกลืนไปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องพยายามสนทนาถามตอบกันให้ยุ่งยาก

  อีกสิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะต้องทำสำหรับวิทยากรสตรีคือมีผู้แนะนำเรื่อง “ลุค” เมื่อยืนอยู่บนเวที (หมายถึงเสื้อผ้า)

เคยไปร่วมประชุมประจำปีกับนายหน้ามือทองของกิจการประกันชีวิต (ดิฉันเขียนเล่าไว้ในหนังสือเล่มบางๆ ชื่อ อย่าท้อ ก้าวต่อไป)  การนำเสนอเรื่องวิชาการของธุรกิจประกันภัยหลายแบบ ทั้งพูดคนเดียว สองคน หรือสามคน  ผู้มีประสบการณ์เล่าเบื้องหลังว่า มีการเตรียมสไลด์นำเสนอเป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรก แต่ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก เพื่อสร้าง first impression ให้กับผู้ฟังจากทั่วโลกได้ในเวลาที่จำกัด และต้องพูดเนื้อหาให้ครบถ้วน  การซ้อมใหญ่เป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก

เนื้อหา

การนำเสนอที่ถูกใจผู้เขียนมากคือยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีมาใช้จัดหาข้อมูลและนำไปสู่การพัฒนากระบวนการผลิต ฯลฯ ในประเทศไทย  ทำให้ผู้ฟังได้มิติของพื้นที่ จากโลกสู่ชนบท สู่โรงงานไทย อีกมิติหนึ่ง

ในด้านมิติของเวลา ดร.สมเกียรติฯ เล่าว่า คนใช้เวลาหลายศตวรรษ กว่าจะรู้ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี  และข้อสรุปเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะมีการเก็บข้อมูลสถิติ พร้อมกับมีเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ เพื่อวัดวิถีดาว

กล่าวให้ยาวอีกหน่อย (และคงมีบางตอนที่เขียนเพิ่มเอาเองจากความเข้าใจที่ได้ฟังมา) เริ่มจากที่มนุษย์คิดว่า ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก (ก็เราเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตก จะคิดเป็นอย่างอื่นก็ลำบาก) จนมีการพิสูจน์ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์  (ในใจก็คงนึกว่าหมุนเป็นวงกลม)  เมื่อเครื่องมือถึง และข้อมูลถึง จึงถึงข้อสรุปดังที่รู้กันทุกวันนี้ว่า โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี และรู้ว่าเวลาไหนของปี หมุนอยู่ตรงไหนจากตำแหน่งดาวฤกษ์นอกสุริยจักรวาล (อันเป็นที่มาของราศีต่างๆ ที่ใช้กันในวงการโหราศาสตร์)

FullSizeRender

อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ สถิติของฟลอเรนซ์ ไนติงเกล สตรีผู้ริเริ่มการดูแลทหารผู้ป่วยเจ็บในแนวหน้า ที่นำเสนอด้วยภาพเป็น Rose Diagram (ยกให้เธอเป็นต้นแบบของการทำ info graphic เลย) ว่า การตายของทหารในช่วงสงครามไม่ใช่ในสนามรบ แต่เป็นในสถานพยาบาล จากสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ   ข้อมูลของเธอทำให้มีการปรับนโยบายสาธารณสุขและลดอัตราการตายในสถานพยาบาลลงได้อย่างเห็นชัด

และยังมีตัวอย่างอื่นๆ อีกที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีข้อสงสัย (หรือโจทย์วิจัย) และลงมือหาข้อมูลที่นอกรูปแบบปกติทั่วไปในเวลานั้น ก็อาจจะได้ข้อสรุปที่เหนือความเข้าใจที่มีมาแต่เดิม และน่าเชื่อถือพอจะนำไปทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหา

นี่คือความสำคัญของข้อมูล การจัดเก็บ และการมีประเด็นที่ต้องการหาคำตอบ

ภาคธุรกิจสมัยใหม่แปลง data เป็น information เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงธุรกิจของตนเสมอมา   และบริการต่างๆ ที่ใช้ระบบร่วมผ่านทางอินเทอร์เน็ตก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ ดังที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ ๒ ราย ขึ้นเวทีมาเล่าให้ฟังเป็นตัวอย่าง พอให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นภาพ และคะเนส่ิงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในสังคมไทย

ตัวอย่างที่ทีดีอาร์ไอเลือกมานำเสนอเป็นกรณีศึกษาก็มีหลายเรื่อง ตัวอย่างเช่น การใช้ข้อมูล GIS (Geographic Information System)  + ภาพจากโดรน เพื่อช่วยบริหารจัดการแปลงอ้อย คือจะเห็นว่าแปลงไหนอ้อยเติบโตดี แปลงไหนต้องการการปรับปรุง  ทำให้ผลผลิตต่อไร่ดีขึ้น และประมาณการผลผลิตดีขึ้น ทำให้ตัดสินใจเรื่องราคาซื้อขายล่วงหน้าได้แม่นยำขึ้น

อีกตัวอย่างหนึ่งคือการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ มาแก้ปัญหาโรงเรียนเล็กในพื้นที่ที่มีครูไม่ครบชั้น  เมื่อข้อมูลครบก็สามารถหาทางออกต่างๆ ได้ เช่น ให้ทรัพยากรสนับสนุน หรือว่าบริหารจัดการให้ดีขึ้น เช่น ควบรวมหรือจัดการเรียนร่วมแบบต่างๆ เพื่อประโยชน์ของนักเรียนเอง  เป็นต้น

IMG_3707

นี่เป็นตัวอย่างพอเป็นเครื่องเรียกน้ำย่อย ผู้สนใจสามารถฟังตรงจากช่องทางสื่อสารต่างๆ ของ ทีดีอาร์ไอ ได้เลย

การประชุมประจำปีของทีดีอาร์ไอครั้งนี้ ชี้ว่า  “ใดใดในโลกล้วน ข้อมูล” ดังที่ ดร. สมเกียรติฯ ประธานทีดีอาร์ไอกล่าวในตอนต้น และแสดงตัวอย่างของการ เก็บ เชื่อม เปิด (ข้อมูลที่พอมีอยู่ แต่กระจัดกระจาย หลายกระทรวง หลายกรม หลายหน่วยงาน) วิเคราะห์ เพื่อให้ได้สารสนเทศ และความรู้มายืนยันโจทย์ และชี้เป้าที่ชัดเจนในการตัดสินใจเชิงนโยบายต่อไป

ขอบคุณ ทีดีอาร์ไอ 

เดิมพูดกันว่า จาก data เป็น information และจาก information เป็น knowledge. คราวนี้พูดถึงการใช้  information กับ knowledge มาทำ policy

ต้องคอยตามต่อว่าใครทำอะไรต่อไปบ้าง ส่วนแต่ละคนที่ได้ยินได้ฟัง ก็คงจะต้องสำรวจตัวเองว่าจะทำอะไรได้บ้างกับดาต้าที่กองอยู่ทั่วไปรอบๆ ตัว 

นวพร เรืองสกุล  19 มีนาคม 2560

TDRI 2016

IMG_8912หมายเหตุ  งานสัมมนาวิชาการประจำปีของทีดีอาร์ไอ (Thailand Development Research Institute)  ให้ความรู้และได้ความประทับใจกับวิธีการนำเสนองานตั้งแต่ปีที่แล้ว   ปี 2017/ 2560 นี้ก็เช่นกัน ก่อนจะ post เรื่องสำหรับปีนี้ จึงขอทบทวนโดยนำเรื่องปีที่แล้วมา post ไว้ด้วยกัน เรื่องนี้เขียนลงนิตยสาร สกุลไทย  ฉบับที่ 3210 พ.ศ. 2559

มาดใหม่ของการเสนองานวิจัย

ทีดีอาร์ไอ จัดสัมมนาวิชาการที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ เมื่อวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2559 งานสัมมนาว่าด้วยเรื่อง “ปรับบทบาทรัฐไทย ให้ประชาชนได้บริการที่ดี” เนื้อเรื่องน่าสนใจ แต่การนำเสนอน่าสนใจยิ่งกว่า

การนำเสนอกับสถานที่ไปด้วยกันเป็นอย่างดี ไม่ทราบว่าผู้จัดต้องการนำเสนอแบบนี้จึงเลือกโรงละครเป็นที่นำเสนอ หรือว่าได้ที่จัดที่โรงละคร จึงจัดนำเสนอแบบนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นประการใดก็ตาม ถือว่าวิธีการนำเสนอกับเวทีละครไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี

สองข้างเวทีเป็นฉากทัศน์ของเมือง สีสันสดสวยดึงดูดสายตา ฉากกลางนำเสนอด้วย infographic ที่ดูง่าย เข้าใจง่าย สีสันสดในไม่แพ้ฉากข้าง

ผู้นำเสนอ ขึ้นเวทีด้วยบทบาทของ “ผู้เล่าเรื่อง”  “ผู้เดินเรื่อง”  มี “แขกรับเชิญ” ขึ้นเวทีด้วยเป็นระยะๆ  และในตอนสุดท้ายของงานสัมมนาทั่วไปที่เป็นการเปิดเวทีสนทนาอภิปรายโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 2- 3 คน ก็เปลี่ยนเป็น “หยิบเรื่องมาคุย” ชวนให้เพลิดเพลินและได้ความรู้ไปในเวลาเดียวกัน

ตอนลงทะเบียน ในซองเอกสาร มีซองพลาสติกเล็กๆ หนึ่งซองติดมาด้วย ในซองนั้นมีดาว ๒ ดวง และเหรียญช็อคโกแล็ต ๒ เหรียญ ผู้รับได้แต่พลิกๆ ดู ไม่รู้ว่าจะให้เอาไปทำอะไร

ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ เปิดเรื่องด้วย “ปฏิรูปรัฐไทย ทำไมและอย่างไร” เพราะทุกวันนี้รัฐราชการไทยรวมศูนย์อำนาจ แต่กลับทำงานแยกส่วนและไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ความสามารถในการแก้ปัญหายากๆ ของประเทศจึงตกต่ำลง ทั้งที่มีข้าราชการดีๆ มากมาย  การปฏิรูปภาครัฐที่ผ่านมาเป็นการปรับโครงสร้างระหว่างหน่วยงาน การตั้งองค์กรมหาชน ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา และมีโปรยเรื่องไว้ในเอกสารแผ่นพับว่า “จะให้รัฐบาลคิดเมนูอาหารจานเดียวให้ถูกใจคนทั้งประเทศคงเป็นไปได้ยาก จะดีกว่าไหม ถ้าให้คนแต่ละท้องถิ่นเลือกเมนูที่ถูกใจตนเองได้”

เดินเรื่องต่อมาว่า “ให้ท้องถิ่นตัดสินใจ” เพราะการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นทำให้เกิดเจ้าภาพในการแก้ปัญหาแบบองค์รวม เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน และทดลองแนวทางให้บริการใหม่ๆ แก่ประชาชน

ส่วนใครจะเป็นผู้ให้บริการ ทีดีอาร์ไอเสนอว่า “ให้ธุรกิจมีส่วนร่วม” “ให้สังคมช่วยลงทุน” และ “ให้รัฐปรับบทบาทตนเอง”   

ช่วงพักรับประทานอาหารว่าง บนเวทีนอกห้องฟังสัมมนา มีกิจกรรมติดดาว

พิธีกรขอให้ผู้มาร่วมสัมมนาลงคะแนนเสียงด้วยการติดดาวให้กับคำตอบที่ตรงใจที่สุดต่อ คำถามที่ว่า “ความสร้างสรรค์ของภาคธุรกิจให้อะไรกับคุณ” โดยมีคำตอบให้เลือก ๔ คำตอบคือ

-ของดีราคาถูก

-บ่นด่าแล้วดีขึ้น

-อยากได้ก็จัดให้

-หวือหวา เร้าใจ

เป็นการเช็คคะแนนโหวตที่รวดเร็วทันใจ สนุก และเห็นได้ด้วยตาตนเองแค่เพียงกวาดตามองกลุ่มดาวที่แต่ละคำตอบได้รับ ดาวสองดวงที่ได้มาจึงหมดไปกับการนี้ และยังต้องแถมยกนิ้วแม่โป้งบอกว่า like กิจกรรมนี้อีกด้วย

ในเรื่อง “ให้ธุรกิจมีส่วนร่วม” ผู้เล่าเรื่องบนเวทีได้เล่าถึงความบีบรัดด้วยกฎข้อบังคับของโรงเรียนเอกชนในปัจจุบัน ที่ทำให้คุณภาพด้อยลง แม้กระนั้นก็ยังสามารถหาตัวอย่างโรงเรียนทางเลือกแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยภาคเอกชนริเริ่มนำแนวคิดที่ประสบความสำเร็จในประเทศอื่นๆ มานำเสนอ และตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าความสามารถของภาคธุรกิจไม่ถูกภาครัฐตรึงไว้ด้วยมาตรการต่างๆ  มากมาย

ระหว่างที่เข้าแถวรอเข้าห้องรับประทานอาหารกลางวัน ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ลงคะแนนด้วยเหรียญช็อคโกแล็ต ๒ เหรียญที่อยู่ในมือว่า จะบริจาคเงินเพื่อการกุศลให้กับกลุ่มใด คือ เด็ก สตรี คนชรา คนพิการ ผู้ต้องขัง ผู้ติดเชื้อ ฯ 

เมื่อเดินออกมาหลังรับประทานอาหารกลางวัน ก็เห็นคะแนนโดยไม่ต้องนับ คือเห็นเหรียญสีทองกองอยู่ในช่องเงินบริจาคเพื่อเด็กและคนชราเกือบเต็มถ้วย ส่วนช่องอื่นๆ ได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่สู้สองรายการนี้ไม่ได้

น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ฟัง จึงไม่ได้ยินการนำเสนอ เรื่อง “ให้สังคมช่วยลงทุน” และเรื่องอื่นๆ ที่เหลือด้วยตนเอง  คงต้องตามไปดูทางช่องทางเผยแพร่ของทีดีอาร์ไอ โดยตรงต่อไป  ส่วนรายการ “หยิบเรื่องมาคุย” ว่าด้วย “ปฏิรูปภาครัฐไทย เริ่มอย่างไรดี”  ดร. ณัฏฐา โกมลวาทิน ได้นำประเด็นไปออกอากาศในรายการตอบโจทย์ฯ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ด้วยแล้ว

นวพร เรืองสกุล

ฉลบชลัยย์ พลางกูร สตรีผู้เลอค่า

ขอหนังสือชื่อ ครูฉลบชลัยย์ พลางกูร หนึ่งศตวรรษแห่งคุณค่า มาจากเพื่อน ซึ่งเพื่อนขอมาจากท่านผู้จัดทำคือ คุณสุดา ดุษฎี วาณี พนมยงค์  เป็นหนังสือที่ดีมีคุณค่าสูงมาก ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้

หนังสือเล่มนี้แม้ไม่ใช่หนังสือชีวประวัติก็ให้ส่วนที่สำคัญยิ่งสำหรับชีวิตของสตรีคนหนึ่ง และภูมิทัศน์สังคมรอบๆ ตัวเธอ

คุณฉลบชลัยย์ พลางกูร เจ้าของโรงเรียนดรุโณทยาน มีอายุครบ ๑๐๐ ปี เมื่อพฤศจิกายน ๒๕๕๙ เธอใช้เวลาทั้งชีวิตเป็นครูและดูแลผู้คนที่เธอเห็นว่าสมควรได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู

ด้านการศึกษา เธอมีเกียรติประวัติของการเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงที่เป็นสตรี (King’s Scholarship เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙)  ด้านงานจากวิชาที่ร่ำเรียนมา  เธอตั้งโรงเรียนอนุบาลที่ต่อมาขยายชั้นไปจนจบมัธยม ๖ ในสมัยนั้น เป็นครูที่สอนเด็กนักเรียนทั้งด้านวิชาความรู้ ความอดทน ขยันหมั่นเพียร และการทำงานต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ถ้าการเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงหมายถึงการใช้วิชาความรู้ที่ได้เรียนมาเพื่อสังคมไทย เธอทำหน้าที่ของเธออย่างบริบูรณ์

ด้านการเป็นพลเมืองไทย เธอเป็นเสรีไทย เป็นคู่ชีวิตของจำกัด พลางกูร ผู้สนับสนุนงานของสามีและสนับสนุนอุดมการณ์ของสามีเสมอมาแม้สามีจะเสียชีวิตไปแล้วในช่วงสงครามขณะปฏิบัติหน้าที่ในการเจรจาให้ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับการมีอยู่และบทบาทของเสรีไทย เพื่อเอกราชของประเทศไทย (ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๖)

ในตอนนั้นอนาคตของประเทศไทยล่อแหลมมากกับการเป็นผู้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อท่านผู้นำที่ปลุกความรักชาติด้วยเพลงและบทละครต่างๆ  ตั้งแต่ต้นทศวรรษ ๒๔๘๐ ได้ยินยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศ (ซึ่งถนอมประเทศไว้ไม่เผชิญหน้ากับทัพญี่ปุ่นแต่เท่ากับพาประเทศไปเป็นคู่สงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร)  จึงกลายเป็นบทของ จำกัด พลางกูร เลขาธิการขององค์การที่มีชื่อว่าองค์การต่อต้านญี่ปุ่น ที่ต้องเป็นฝ่ายแก้สถานการณ์ที่จะทำให้ไทยไม่เสียเอกราช –ตามเพลงปลุกใจสมัยท่านผู้นำที่ว่า “ชีวิตร่างกาย เราไม่เสียดาย ตายแล้วก็เผา ทุกสิ่งยอมคลาด เว้นแต่ชาติของเรา ไม่ให้ใครเข้า เหยียบย่ำทำลาย”   

บทบาทของคุณฉลบชลัยย์เป็นบทบาทของสตรีแกร่ง ที่รับหน้าที่เป็นแม่และเป็นครูให้กับเด็ก เยาวชน กระทั่งนักศึกษาที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยในยุค ๖ ตุลาคม ดังข้อเขียนของหลายคนในหนังสือเล่มนี้  เธอดูแลเสมือนคนเหล่านั้นเป็นญาติ เป็นลูก เป็นหลานของเธอเอง

ยังไม่หมดแค่นั้น เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ ผู้อ่านจะ “ได้” อะไรอีกมากมายตามความสนใจ  เช่น เข้าใจคำว่า “รักชาติยิ่ิงชีพ” และ “ชีวิตต้องสู้” ได้อย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้  และยังสัมผัสได้ถึงความรักอันลึกซึ้งที่บุรุษและสตรีคู่หนึ่งจะพึงมีให้กัน

ขอเล่าเรื่องอื่นที่ติดใจ ๓ เรื่อง

เรื่องแรก เรื่องใหญ่ที่สุดคือได้รับรู้ประวัติศาสตร์ไทย จากแง่มุมที่ไม่มีการบอกเล่าในหนังสือเรียนหรือประวัติศาสตร์ไทยสายหลัก  คือชีวิตในช่วงสงครามที่น่านำไปปะติดปะต่อกับงานเขียนอื่นๆ ในช่วงสมัยเดียวกันเพื่อให้ภาพประวัติศาสตร์สังคมไทยในช่วงนั้นรอบด้านขึ้น ชีวิตและงานบ้างด้านของคุณปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และยังมีบางตอนที่พอให้ผู้ที่ติดตามการเมืองได้เข้าใจเบื้องหลังการเมืองไทยในยุคต่อมา แม้ในข้อเขียนจะไม่ได้เล่าอะไรเลยที่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง แต่ชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบย่อมส่องสะท้อนความเป็นไปบ้างตามสมควร

เรื่องที่สอง คุณฉลบชลัยย์เล่าว่า เธอเรียนหนังสือที่ประเทศอังกฤษ “แต่ระหว่างปิดภาคเรียนได้ถูกส่งตัวไปเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติมที่กรุงปารีส” เพียงประโยคเดียวที่อาจจะอ่านผ่านเลยไปได้ง่ายๆ แต่สะกิดใจดิฉันอย่างยิ่งว่าสมัยนั้นผู้ดูแลนักเรียนทุนใจกว้าง มองไกล สมัยต่อมาดิฉันเคยขอข้ามจากอเมริกาไปเรียนภาษาที่ฝรั่งเศส โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใดเพิ่มจากปกติที่ทางผู้ดูแลนักเรียนต้องจ่าย กลับไม่ได้รับอนุญาตด้วยเหตุผลเพียงว่า อยู่อเมริกาต้องเรียนที่อเมริกา มีสถาบันที่สอนภาษาต่างประเทศเด่นๆ อยู่ (เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มก็ไม่เป็นไร)

เรื่องที่สาม เมื่อไม่กี่วันมานี้มีวิดิทัศน์แพร่สะพัดในไลน์และ facebook ชื่นชมที่โรงเรียนที่ญี่ปุ่นให้เด็กๆ ทำความสะอาดห้องเรียนของตนเอง  เรื่องนี้สำหรับรุ่นดิฉันไม่แปลก นักเรียนโรงเรียนผดุงดรุณีทุกคนมีเวรทำความสะอาดห้องเรียน รวมทั้งขัดพื้นกระดานในห้องเรียนจนเงาปลาบ เช่นเดียวกับโรงเรียนอื่นๆ อีกหลายโรงเรียน  นักเรียนโรงเรียนดรุโณทยาน ในหนังเล่มน้ีก็เล่าไว้ทำนองเดียวกัน

“ต้องฝึกเรื่องการทำเวร  ตอนเย็นต้องทำความสะอาดห้อง ลบกระดานดำ … มีภาพจำติดตาว่า ต้องยกเก้าอี้หงายขึ้นวางบนโต๊ะด้วย”

การที่ชาวเฟซ และชาวไลน์ ตื่นเต้นกับโรงเรียนในญี่ปุ่น หมายว่า ระบบโรงเรียนของเราถอยหลังทิ้งเรื่องดีๆ ไปอีกเรื่องหนึ่งแล้วหรือไร

ถ้ามีโอกาสลองหามาอ่านนะคะ เพียงบางตอนของบันทึกที่คุณจำกัดเขียนไว้ขณะปฏิบัติการในฐานะเสรีไทยในจีน และข้อเขียนของคุณฉลบชลัยย์เล่าเรื่องท่านผู้หญิงพูนศุข ก็มีค่าล้นเหลือ 

สำหรับท่านที่สนใจงานเสรีไทยของ จำกัด พลางกูร   ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ได้วิจัยเอาไว้ ต่อมาได้นำไปเล่นเป็นละคร ชื่อ เพื่อชาติ เพื่อ humanity   (หนังสือของสำนักพิมพ์สร้างสรรค์ พ.ศ. ๒๕๔๙) และยังมีเรื่องเกี่ยวกับเสรีไทยจากมุมต่างๆ กันอีกหลายเรื่องที่ควรอ่านแล้วนำมาปะ-ติด-ปะ-ต่อ กัน เพื่อให้เข้าใจประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองในช่วงนั้นให้รอบด้านมากขึ้น 

นวพร เรืองสกุล

๘ มีนาคม ๒๕๖๐

ลักลอกงานทางวิชาการ

เรื่องลักลอกงานทางวิชาการเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก

นักวิชาการต่างประเทศให้ค่าของความคิด บอกว่าเรื่องใหญ่และสั่งสอนนักศึกษาด้วยการเตือนนักศึกษาทุกเทอม หรือทุกครั้งเมื่อทำสาระนิพนธ์ ตามทฤษฎีที่ว่า ถ้าเตือนใกล้ๆ เวลาที่จะทำ โอกาสที่คนจะทำผิดโดยเจตนาจะน้อยลง

อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยมักทำให้เห็นเป็นเรื่องเล็กทำนองว่า “ขอหยิบมาใช้ไม่กี่ประโยค หวงอะไรกันนักหนา” และลงมือทำให้นิสิตนักศึกษาเห็นเป็นแบบอย่างเสียด้วย  เช่น เอางานวิทยานิพนธ์ของลูกศิษย์ไปใช้ โดยไม่ให้เครดิตและไม่ถือว่าร่วมเขียน หยิบงานของอาจารย์ผู้น้อยในภาควิชาเดียวกันไปเป็นของตนโดยพลการ ลอกงานระดับนานาชาติก็เคยได้ยินแว่วๆ มา แบบปิดกันให้แซด

ละครเวทีของคณะไอซีที มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ เรื่อง คำเชือดเชิญ  เมื่อเร็วๆ นี้ พาดพิงเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน 

เนื้อหาหลักของเรื่องดัดแปลงมาจากเรื่องฆาตกรรมลึกลับของอะกาธา คริสตี้ แต่ในละครท่ีนำมาแสดงเป็นภาษาไทยแต่งขึ้นใหม่จากโครงคิดนั้น ได้วางตัวละครตัวหนึ่งเป็นนักเขียนชื่อดังมือรางวัล แต่เบื้องหลังรางวัลคือความตายของนักเขียนหนุ่มคนหนึ่งที่ตัวละครตัวนี้ขโมยงานมา เป็นการฆ่าเพื่อปิดปาก 

น่าเสียดายว่าเนื้อเรื่องไม่ได้ชูประเด็นความผิดเรื่องขโมยความคิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรง โดยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาเข้ามาแซมซ้อน แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ผิดเรื่องที่ ๑ นำพาไปสู่ผิดเรื่องที่ ๒

ทำไมในแวดวงวิชาการระดับอุดมศึกษา มีการลอกงานกัน ทั้งๆ ที่ทุกคนก็รู้ว่าผิด

เพราะเงื่อนไขการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการหรือ 

ตำแหน่งสำคัญมากต่ออนาคตของอาจารย์หนึ่งคน จนอาจารย์ยอมที่จะแลกชื่อเสียง (ที่อาจเสียไปจากการถูกจับได้) กับตำแหน่งและเงินทอง(ที่ได้มาจากการคว้างานของผู้อื่นมาใช้) เชียวหรือ   

หรือว่าเพราะไม่เคยมีใครถูกจับผิดอย่างเป็นทางการ เนื่องจากทำกันหลายคน ถ้ายกหนึ่งคนขึ้นมา ก็จะเป็นการลูบหน้าปะจมูก จึงสมยอมรับรู้และปกปิดไปเรื่อยๆ

หรือว่ามีหลักฐานแต่ไม่กล้าลงโทษ เพราะกลัวสถาบันจะเสียชื่อว่าอาจารย์ในคณะลอกงานวิชาการ ด้วยความกลัวจึงนำไปสู่การทำผิดอีกข้อหนึ่งคือโกหกซ้ำ ทำเสมือนหนึ่งความผิดไม่เคยเกิดขึ้น และ “คณะ” หรือ “สถาบัน” ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น

เคยถามตัวเองว่าทำไมไม่มีใคร “โวย” ทำให้ต้องย้อนมาถามตัวเองว่า ถ้าเป็นเราเอง เราจะโวยหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับว่า “เรา” นั้นคือใคร มีสถานะอย่างไร

*ศิษย์จำยอมเพื่อแลกกับปริญญาและงานในอนาคต

*อาจารย์ผู้น้อยยอม เพื่อคงความเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยและมีชีวิตอันปกติสุข ปลอดจากการระรานทางตรงและทางอ้อมจากผู้มีอำนาจ เพราะคนที่กล้าลอกงานคนอื่น ย่อมกล้า “ฆ่า” อนาคตผู้อื่นเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของตนเอง เหมือนตัวละครที่เป็นนักประพันธ์ในละครเรื่อง คำเชือดเชิญ  ฆ่านักเขียนหนุ่มที่เขาลอกงานมา

*คนที่รักสถาบันพออาจจะยอมเดือดร้อนเสียเวลาโวยวาย ถ้าชื่อเสียง ชีวิต การงานอาชีพของตนเองปลอดภัยพอที่จะทำอย่างนั้น  แต่เมื่อเงื่อนไขไม่ครบ เราจึงได้ยินแต่ความเงียบ

การกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้องจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผลดีหรือร้ายที่จะตกผู้กับตัวผู้ยกเรื่องขึ้นมา 

กรณีถูกกล่าวหาว่าลักลอกงานวิชาการสองราย ก็ยังมีการปฏิบัติที่แตกต่าง

ก. คนไม่มีอิทธิพลอำนาจ พอมีการแง้มเรื่องกำลังถูกสอบสวน โอกาสก้าวหน้าก็ผ่านเลยเพราะ “ยังติดข้อกล่าวหา”  ต่อมาผลการสอบออกมาว่าไม่ผิด แต่โอกาสก็ผ่านเลยไปแล้ว

ข. คนมีพรรคพวกมีอิทธิพล มีผู้แก้แทนให้ว่า เรื่องอยู่ระหว่างสอบสวนถือว่ายังไม่ผิด แถมผู้ที่ยกเรื่องขึ้นมาค้านถูกข่มขู่คุกคาม จนน่าจะเป็นอันตรายต่อวิชาชีพ ชีวิต และทรัพย์สิน

ในต่างประเทศทุกคนแสดงความเห็นต่างได้ ถ้าสังคมเล็กๆ ของหนึ่งมหาวิทยาลัยไม่ยอมรับ นักศึกษาก็มีมหาวิทยาลัยอื่นให้เลือก ไม่ต้องถึงกับไปตั้งต้นใหม่ อาจารย์ก็มีที่ไปเพราะมหาวิทยาลัยมีมากมายหลายหลาก 

สังคมไทยแคบนัก คนเจ้าคิดเจ้าแค้นสามารถตามล้างตามผลาญกันข้ามสถาบันได้ ความคับแคบทางจิตใจจึงมีที่ให้ดำรงอยู่ได้อย่างน่าสพรึงกลัว   ถ้าผู้อยู่ในระดับนโยบายไม่เงี่ยหูฟังและบรรเทาความทุกข์เหล่านี้ ก็คงเข้าเค้าเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาและมหาสุบิน 16 (อรรถกถา เอกนิบาต ขุททกนิกาย ข้อ 12) 

ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย

กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย นำ้เต้าอันน้อยจะถอยจม

นวพร เรืองสกุล ปรับปรุงเล็กน้อยจากที่เป็นบทความลงในนิตยสารสกุลไทย  ฉบับที่ ๓๒๑๓ พ.ศ. ๒๕๕๙