กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอนหนังสือ ร้านหนังสือและผู้แนะนำหนังสือ

%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-i

หนังสือ ร้านหนังสือ และผู้แนะนำหนังสือ

เราไม่สามารถสร้างนักอ่านได้ในวันเดียว

พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้เวลาถึง ๖ วัน กว่าจะสร้างโลกสำเร็จพร้อมกับหญิงและชายที่จะดำรงตนอยู่ได้ในโลก

การจะสร้างนักอ่านขึ้นมาสักคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องใช้เวลามากยิ่งกว่า เพราะเราเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง แต่ก็ไม่ควรท้อถอยที่จะลองสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสม แล้วจึงลงมือสร้างนักอ่านขึ้นมา และช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถดำรงความเป็นนักอ่านต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

การจะสร้างนักอ่านหรือคนกลุ่มใดก็ตาม เริ่มแรกต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการจะนำพาให้เกิดคนกลุ่มนั้น

  • เริ่มต้นจากความไม่มีอะไรเลย จะต้องเริ่มมี “อะไร” ให้อ่าน
  • การจะมี “อะไร” ให้อ่าน จะต้องมีผู้สร้าง “อะไร” นั้น คือนักเขียน และผู้ดำเนินการให้ส่ิงที่เขียนออกมาเป็นสิ่งที่จะถึงมือผู้อ่าน
  •    งานเสร็จแล้วก็ต้องมีจุดกระจายสิ่งนั้นให้กว้างขวาง สิ่งที่ต้องการให้อ่านต้องอยู่ถูกที่ ถูกเวลา
  • มีการจำแนกแยกสิ่งที่เขียนแล้ว ผลิตแล้วออกเป็นหมวดหมู่ และมีผู้ชี้แนะว่าสิ่งใดน่าอ่านสำหรับความสนใจใดและวัยใด   ผลงานเขียนบางเรื่องอาจจะมีเนื้อหาที่ให้แสงสว่างแห่งปัญญาและความคิด ความจรรโลงใจ ความบันเทิง  ความรู้ทั่วไป ฯลฯ
  • ผู้อ่านรู้ว่าอะไรนั้นอยู่ที่ไหน ที่จะซื้อหรือหามาอ่านได้
  • มีผู้รักการอ่านรวมตัวกันเป็นสังคม ชุมชน ที่ถกปัญหาหรือความคิด หรืออ้างอิงจากหนังสือชุดเดียวกัน  ทำให้การอ่านหนังสือไม่โดดเดี่ยว และทำให้เรื่องอื่นๆที่สนทนากันมีมิติมากขึ้น

สิ่งที่เขียนออกมาแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็คือหนังสือ ล้วนเป็นเพื่อนของผู้อ่านในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง อาจจะเป็นเพื่อนร่วมคิด มิตรแนะประโยชน์ ฯลฯ  เป็น อาหารสมอง อาหารตา อาหารใจของผู้อ่าน

นักอ่านเป็นผู้เลือกว่าจะอ่านหนังสือใดบ้าง แต่หนังสือไม่ใช่อาหารหลักที่ต้องกินทุกครั้งที่หิว  คนอาจจะไม่หิว ไม่กระหายความรู้หรือความบันเทิงที่อยู่ในหนังสือ เขาอาจจะหาสิ่งเหล่านี้ได้ในรูปแบบอื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้อยากสร้างนักอ่าน ต้องนำเขาไปสู่หนังสือด้วยวิธีการต่างๆ ที่สอดคล้องกับกระบวนการที่กล่าวมาแล้ว เช่น

มีนักเขียนที่จะสร้างหนังสือดีๆ ออกมาให้อ่าน  และมีสำนักพิมพ์ดีๆ ที่จะพิมพ์หนังสือดีๆ ให้เลือกอ่าน

คำถาม สังคมไทยและฝ่ายบริหารบ้านเมืองทุกระดับของเรา สนับสนุนส่งเสริมตรงนี้ดีพอหรือยัง ทำอะไรได้อีกบ้าง

หนังสือดีหาอ่านได้ง่าย  โดยการซื้อ เช่า ยืม ตามอัธยาศัย 

คำถาม บ้านเราหาหนังสือดีอ่านได้ง่ายพอประมาณไหม เช่น “หนังสือดีร้อยเล่มที่เด็กไทยควรอ่าน” เด็กไทยและคนไทยสามารถหาอ่านได้ตามห้องสมุดสาธารณะ และห้องสมุดโรงเรียน ทั่วประเทศ หรือไม่ ร้านหนังสือมีหนังสือเหล่านี้วางจำหน่ายหรือไม่

รู้ว่ามีหนังสือดี

คำถาม รู้กันทั่วไปหรือไม่ว่า หนังสือเล่มใดน่าอ่านเพราะเหตุใด มีประโยชน์อะไรที่ทำให้อยากอ่าน มีเงื่อนไขใดไหมที่ทำให้อยากอ่านหนังสือเหล่านี้

กระบวนการสร้างความสนใจในการอ่าน นอกจากที่บ้าน เท่าที่ผ่านตามีหลายอย่าง เช่น

ห้องสมุดเคลื่อนที่ หมุนเวียนหนังสือไปตามโรงเรียนต่างๆ  ที่กระทรวงศึกษาธิการเคยทำในสมัยหนึ่ง ทำให้นักเรียนในต่างจังหวัดได้อ่านหนังสือมากเล่มขึ้นด้วยงบประมาณร่วมกันของโรงเรียนในเครือข่ายพื้นที่ใกล้เคียง

การแนะนำหนังสือ 

มีการจัดสำรับ นำเสนอ หรือชี้ชวนให้สนใจ หนังสือใหม่ๆ เพื่อขยายขอบข่ายของความสนใจ เช่น ร้านหนังสือที่อินเดียเรียงลำดับหนังสือขายดี แบ่งเป็นหนังสือนวนิยาย กับหนังสือที่ไม่ใช่นวนิยาย แต่ละหมวดมี ๒๐ – ๓๐ ชื่อเรื่อง 

ฝรั่งมีหนังสือที่เป็น Book of the Month  หนังสือพิมพ์มีอันดับหนังสือขายดี  มีรางวัลที่น่าเชื่อถือ เช่น the Booker Prize  (ให้รางวัลนวนิยายดีเด่นประจำปีที่ตีพิมพ์ในสหราชอาณาจักร)เป็นต้น ข้อมูลจากหลายแหล่งทำให้รู้สึกว่าไม่มีการผูกขาดเรื่องรสนิยม  ทำให้เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลาย ตามความสนใจของแต่ละบุคคล และยังมีนักวิจารณ์หนังสือที่เป็นนักอ่านผู้มีความรู้ วิจารณ์หนังสือแบบสร้างสรรค์และเป็นที่น่าเชื่อถือ

ร้านหนังสือหลายแห่ง เจ้าของหรือพนักงานขายหนังสือ ไม่ได้เป็นเพียงพนักงานเก็บเงิน เขาเป็นนักอ่านตัวยงด้วยตนเอง  หรือไม่เช่นนั้นก็มีความรู้ในสิ่งที่เขาขายค่อนข้างดีพอจะแนะนำผู้ซื้อได้ในระดับหนึ่ง

มีกิจกรรมที่ทำให้ต้องสนใจหนังสือดีๆ บางเล่ม แบบว่าไม่สนใจไม่ได้แล้ว เช่น โรงเรียนจัดกลุ่มครูกับนักเรียนคุยกันหลังเลิกเรียน  นิสิตนักศึกษามีชมรมรักการอ่าน ชมรมวรรณศิลป์ ฯลฯ  ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานแล้วจนถึงวัยเกษียณมีชมรมนักอ่าน หรือชมรมอื่นๆ ที่มีตัวอักษรเป็นแกนกลาง เป็นต้น  เป็นการสร้างสังคมของคนที่มีความสนใจหนังสือร่วมกัน  เคยได้ยินมาว่า เมืองใหญ่เมืองหนึ่งรู้สึกว่าผู้คนชาวเมืองไม่ค่อยพูดกัน จึงจัดโครงการให้อ่านหนังสือชื่อเดียวกันเดือนละเล่ม ทำให้มีหัวข้อสนทนากับคนแปลกหน้าได้ เมื่อเห็นคนข้างเคียงถือหนังสือเล่มนั้นๆ

การมีเพื่อนร่วมอ่าน ร่วมถกเถียงประเด็นต่างๆ จะสร้างความคิดที่ต่อยอดจากหนังสือหนึ่งเล่มที่อ่านมาเหมือนๆ กัน ทำให้อ่านหนังสือสนุกขึ้น และสร้างความผูกพันขึ้นในสังคมที่มีพื้นความรู้และประสบการณ์การอ่านร่วมกัน

เช่นนี้แล้ว “นักอ่าน” คงพอจะเกิดมีมากขึ้นได้

ต่อคำถามที่ว่า หนังสือไม่ล้าสมัยไปแล้วหรอกหรือ 

ดิฉันว่า ยังสรุปไม่ได้อย่างชัดเจน โดยส่วนตัวเชื่อว่า หนังสืออ่านฉาบฉวยอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเล่มทั้งหมด  แต่หนังสือดี หนังสือเด็ก น่าจะมีพื้นที่อยู่ เพราะการได้จับต้อง พลิกอ่าน เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของ “รส” ในการอ่านหนังสือ

แต่ไม่ว่าจะอ่านหนังสือเล่ม หรือหนังสือออนไลน์ การสร้างรสนิยมและความสนใจในการอ่านก็ยังจำเป็น

อีก ๒ คำถามต่อไปคือ

  1. ถ้าคุณเป็นนักอ่าน นึกถึงหนังสือเล่มแรกที่คุณเคยอ่านและประทับใจได้หรือไม่
  2. ถ้าคุณต้องการบ่มเพาะเด็กหรือเยาวชนให้สนใจการอ่าน (จะอ่านหนังสือเป็นเล่มหรืออ่านออนไลน์ก็ได้) คุณจะทำอย่างไรบ้าง

ดิฉันเชื่ออย่างยิ่งว่า เพื่อนๆ นักอ่านทุกคนคงตอบสองข้อนี้ได้ และคำตอบคงจะหลายหลาก รวมทั้งแต่ละคนคงมีกลวิธีดีๆ จะแนะนำกันได้

คราวหน้า ดิฉันจะเล่าถึงหนังสือเล่มแรกๆ ของดิฉันที่ยังประทับใจมาจนวันนี้

ป่าชายเลน เรื่องเล่าจาก ‘ดวงใจ’

เพื่อนชื่อดวงใจส่งเรื่องนี้มาให้ สนุกดีค่ะ จึงขอเผยแพร่ต่อ

วันที่ ๑๔ มกราคม เป็นวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ และพอดีเป็นวันเสาร์ จึงเป็นวันเด็กแห่งชาติด้วย เป็นโอกาสอันดีสำหรับเรื่องนี้ แม้จะยังไม่ได้ภาพที่ถูกใจจริงๆ มาประกอบเรื่อง

นวพร

img_2697

%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88-1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88-2%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%883

 

ใช้เงินให้เป็น (ตอน ๒/๒)

5. เห็นค่าของเวลา เพราะเวลาคือชีวิต — money value of one’s time

คนบางคนบอกว่าไปเดินช้อปปิ้งฆ่าเวลา เราฆ่าเวลาไม่ได้  มีแต่เวลาที่ผ่านเลยเราไปไม่หวนกลับมา ยิ่งใกล้้ตายยิ่งเรียกหาเวลา เป็นนาที เป็นชั่วโมง แปลกมาก

นักการเงินคนหนึ่งในอเมริกา สอนคนที่หาได้ไม่ค่อยพอใช้ให้คิดถึงสิ่งของทั้งหลายเป็นเวลาในชีวิต  Your Money or Your Life  ภาษาไทยชื่อ เงินหรือชีวิต  เขาสอนให้ตีราคาเงินได้สุทธิของเราแต่ละคน โดยเริ่มจากประเมินค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ไปเพื่อการหารายได้ แล้วนำไปลบออกจากรายได้ที่ได้รับ เป็นเงินได้

ส่วนเวลานั้นต้องรวมเวลาทั้งหมดที่ใช้ไปในการหารายได้ นับตั้งแต่เวลาเดินทาง เวลาไปหาหมอถ้าประสาทเครียดจากการทำงาน ฯลฯ  เข้าไปในเวลาทำงานด้วย แล้วหาจำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปในการทำงาน

เป็นอันว่า เราทุกคนใช้เวลาเนื่องกับการหารายได้มากกว่าชั่วโมงทำงาน และได้เงินสุทธิจากการทำงานน้อยกว่าเงินเดือนที่ได้รับมา ได้สองอย่างนี้แล้วเอามาคำนวณว่า  เราใช้เวลากี่ชั่วโมง ได้รายได้กี่บาท

ที่นี้จะซื้ออะไรก็ลองตีกลับจากราคาที่เป็นบาทเป็นสตางค์กลับเป็นจำนวนชั่วโมง คิดแล้วคงเห็นว่า ของราคาเดียวกัน เอาเวลาในชีวิตของคนแต่ละคนไปไม่เท่ากัน

คิดแบบนี้ คนที่ยังหาได้รายได้น้อยๆ จะระวังเรื่องเงินทองมากขึ้นไหม

6. การลงทุน

เรื่องนี้มีสองส่วน

•เงินต่อเงิน เงินสร้างดอกเบี้ย เงินปันผล ตำราว่าด้วยเรื่องนี้มีมากมาย

•ลงทุนในตัวเอง  เช่น นำเงินไปลงทุนหาความรู้ และความรู้จะต่อความรู้  ความรู้สร้างงาน สร้างรายได้ ความรู้รักษาสุขภาพได้ ความรู้ประหยัดเงินได้ และบางครั้งการหาความรู้ก็เป็นความสุข การได้เพื่อน ได้สังคม แล้วแต่จะมอง

ความรู้เกาะเกี่ยวกันเป็นประสบการณ์ เหมือนเงินที่ดอกเบี้ยทบได้เรื่อยๆ  และความรู้เรื่องหนึ่งๆ ก็เหมือนเงินก้อนหนึ่ง มีโอกาสก็สามารถนำออกมาใช้ได้ แต่ถ้าโอกาสมี เงินหรือความรู้ไม่มี ก็เป็นอันว่าโอกาสนั้นผ่านเลยsharing-eco

ฉากนวนิยายเรื่อง หน้ากากเงิน ในต่างประเทศคงเขียนไม่ได้ ถ้าไม่เคยไปด้วยตนเอง

หนังสือที่เกี่ยวกับเมืองและถนน หลายเล่ม เช่น ถนนน่าเดิน เมืองเล็กน่าอยู่ หรือ เสน่ห์มหานคร เป็นเรื่องที่ผสมผสานความสนใจเรื่องการวางผังเมือง การชอบเที่ยว และรูปที่ถ่ายเองตามประสาคนที่ถือกล้องมาตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ

การลงทุน การหาเงิน การใช้เงิน ไม่ใช่เพื่อแค่ได้เงินหรือเพื่อการดำรงชีวิต แต่เพื่อซื้อเวลาเพื่อสิ่งที่ชอบ เพื่อสุขภาพ  ฯลฯ 

7. ไปเที่ยว (ทัศนาจร) กับดูงาน (ทัศนศึกษา) ต่างกันตรงไหน

ต่างกันตรงที่ดูงาน มีคนจัดให้ได้พบกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในงาน แต่นอกเหนือจากนั้น เพิ่งรู้ว่าไม่ต่างกันสำหรับคนที่น้อมสิ่งที่เห็นมาใส่ตน มาพิจารณา และนำมาใช้

ความแตกต่างที่เห็นชัดกลับเป็นเรื่องที่ว่า คนไปต่างประเทศนั้น ไปแบบเป็นผู้บริโภค (นักซื้อ) หรือเป็นผู้ผลิต (นักขาย นักทำ) ไปด้วยใจที่ใฝ่รู้ หัดตั้งคำถามและหาความรู้เพื่อตอบคำถามและนำมาใช้ต่อ หรือไปแบบหัวว่างทุกเรื่องและสามารถแยกส่วนสิ่งที่เห็นมากับความเป็นจริงอันตรงกันข้ามในชีวิตประจำวันได้ 

ยกตัวอย่างเรื่องแยกขยะ  ก็เห็นมา แต่ไม่นำมาทำ

เรื่องถนนหนทางสะอาดสะอ้าน บาทวิถีสวยงาม ฝาท่อระบายน้ำมีลวดลาย เห็นแล้วนำมาคุยต่อได้ หรือเห็นแล้วคิดนำมาทำบ้าง

พนักงานไปต่างประเทศหรือไปต่างจังหวัดกันบ่อย ลองคิดถึงสิ่งเหล่านี้ดู

ไปสัมมนา ผู้เข้าร่วมสัมมนานั่งตาละห้อยดูอาทิตย์ลับฟ้าอยู่ในห้องแอร์ เพราะวิทยากรพูดเกินเวลา  ตกกลางคืนก็ล้อมวงเล่นไพ่คลายเครียด

จัดใหม่ เช้าเที่ยวไปตามทาง ตกบ่ายสัมมนา พอบ่ายมากหน่อยปล่อยตัวไปเล่นน้ำทะเล แลกกับต้องสัมมนาหลังอาหารเย็น ทุกคนสนุกสนานเต็มใจ

ไปขับรถเที่ยวแท้ๆ  เจอร้านกาชาดขายของมือสอง กระตุ้นความสนใจกันจนกระทั่งเกิดการ “ดูงาน”

ไปทำงานต่างจังหวัด ระหว่างทางพาพนักงานแวะหมู่บ้านทอผ้า พนักงานสอบถามเอาความรู้กันยังกับจะทำวิจัย

ว่างๆ ตอนเย็น เคยชวนพนักงานไปเดินเล่นแถวกลางเกาะรัตนโกสินทร์ หนุ่มสาวบอกว่า เกิดมาไม่เคยเดิน เคยแต่ขับรถผ่าน  พนักงานสนุกสนานราวกับเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินเข้าวัดสุทัศน์ แวะลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการ กทม กินขนมที่มนต์นมสด 

8. เงินรองรัง และการมีเงินก้อน

ข้อนี้สำคัญ สำหรับคนในวัยทำงาน การใช้เงินก้อนแรกๆ ก็ควรเป็นไปเพื่อปิดความเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้เงินหายไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดไว้ล่วงหน้า 

สำหรับเด็ก การใช้เงินเป็นสิ่งที่ต้องหัด เด็กจะเห็นค่าของเงินก็ต่อเมื่อได้ลองจัดสรรเงินที่ตนมีด้วยตนเอง เป็นการฝึกวินัย ฝึกความอดกล้ั้น ฝึกการวางแผนและการตัดสินใจ  ย่ิงหัดหาเงินด้วยตนเองบ้างก็จะยิ่งดี

พ่อแม่หลายคนมีปัญหาช่วงเปิดเทอมที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกๆ  คำของแม่จะลอยมา “เปิดเทอมเมื่อไหร่ก็รู้อยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ก็รู้ เราก็ต้องกันเงินไว้ก่อน”  แม่เป็นแม่บ้าน พ่อเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวผู้เดียว  การวางแผนการใช้เงิน และการใช้เงินโดยคิดอย่างรอบคอบ เป็นสิ่งจำเป็น และเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดในครอบครัวผ่านการทำให้เห็น

เมื่อเริ่มทำงาน ควรคิดเรื่องการเก็บเงินให้เป็นก้อน เป้าที่ตั้งควรเป็นสิ่งที่อยากได้ และวางระบบให้ต้องทำเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ซึ่งแต่ละคนต้องคิดกลเม็ดของตนเอง

ยกตัวอย่างตนเอง สมัยที่เริ่มทำงาน เก็บเงินด้วยการผ่อนส่งที่ดินเปล่า เพราะมีเงินแค่นั้น ทำได้แค่นั้น ผ่อนไปทุกเดือนตั้งแต่ตอนที่แต่ละเดือนเป็นภาระหนักหนา จนเงินเดือนขึ้นรู้สึกสบายตัว การบังคับออมให้กับตนเองส่งผลให้มีเงินก้อน เพราะต่อมาขายไปเพื่อเอาเงินมาปลูกบ้าน   

การออมเงินที่ง่ายที่สุดคือ ให้หักบัญชีไปลงทุนก่อนที่จะรับเงินเดือนมา แบบเดียวกับสรรพากรหักภาษี ณ ที่จ่าย เราก็หักค่าเบี้ยสูงอายุให้กับตัวเองทันทีเหมือนกัน ถ้าคิดให้ง่ายแบบเห็นภาพ ลองแบ่งเวลาในชีวิตเป็น ๓ ช่วง ช่วงละ ๒๕ ปี

๒๕ ปีแรก ใช้เงินคนอื่น

๒๕ ปีที่สอง ใช้เงินตัวเอง เพื่อตัวเองในวันนี้และวันหน้า และเพื่อคนอื่น

๒๕ ปีสุดท้าย ใช้เงินที่เก็บไว้จากช่วง ๒๕ ปีที่สอง  (คิดง่ายๆ ว่า ถ้าเดือนไหนในช่วงที่ ๒ ไม่เก็บเงิน  เดือนที่ตรงกันในช่วงที่ ๓ ก็จะไม่มีเงินใช้)

การใช้เงินให้เป็น

•ไม่อยู่ที่การท่องจำ

•ไม่อยู่ที่การตั้งใจ สัญญากับตัวเอง อย่างรัดรึง

ห้ามเครียด เพราะเครียดแล้วยิ่งเสียเงิน  (เหมือนคนอยากผอมที่ตั้งใจลดน้ำหนักจนเครียด ยิ่งตั้งใจลด ยิ่งกินมากเพราะความรู้สึกว่าเก็บกดทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรมาก ก็เลยยิ่งอ้วน)

การใช้เงินให้เป็นต้องอยู่ในนิสัย อยู่ในสไตล์ของตนเองซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีคิดของแต่ละคน อยู่ที่การหาความสุขได้แบบที่ไม่ต้องซื้อด้วยเงิน อยู่ในมุมมองต่อโลกต่อชีวิต อยู่ในสังคมที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน

นวพร เรืองสกุล  ๑๒ มกราคม ๒๕๖๐

ใช้เงินให้เป็น (ตอนที่ ๑/๒)

AW Lay2

มีช่องว่างอันกว้างใหญ่ระหว่างความรู้กับการลงมือทำ 

การสอนให้ออม สอนให้ใช้เงินให้เป็น และสอนความรู้ด้านการเงิน  ไม่ค่อยได้ผล เพราะคนส่วนมากรู้แล้วไม่ทำ เรื่องนี้แม้แต่ในประเทศตะวันตกที่ทำเรื่องให้ความรู้ด้านการเงินมานานก็รับว่าแค่สอนไม่ได้ผล  จะให้ได้ผลต้องสร้างเข้าไปในพฤติกรรมและสังคมแวดล้อมด้วย

เรื่องนี้สำคัญมาก  สมัยที่ดิฉันเป็นเลขาธิการ กบข. ซึ่งหมายความว่าเป็นหมายเลขหนึ่งในองค์กร จึงวางโครงงานหลายเรื่องแล้วมีคนจัดให้  ตอนนั้นจัดโครงการพี่สอนน้องด้านการเงิน และมีบรรยายทุกบ่าย-เย็นวันพุธทั้งเรื่องการเงิน เศรษฐกิจ ฯลฯ เพื่อสร้างชีวิตสมดุลให้กับพนักงานซึ่งส่วนมากอยู่ในวัยหนุ่มสาว

ต่อมา เมื่อต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงานอื่น พวกเรากลุ่มหนึ่งสร้างวิธีสอนด้านการเงินเอาไว้หลาย module  แล้วให้เพื่อนร่วมงานรุ่นหนุ่มสาวช่วยกันสอน เนื่องจากแต่ละคนประกอบอาชีพอื่นกันอยู่แล้ว มาสอนด้านการเงินก็เพราะอยากสนุกและอยากให้คนอื่นได้รู้แบบที่เคยรู้มา จึงเน้นสอนเพื่อให้ผู้ฟังไปสอนต่อ  จึงปรากฏว่าไม่สำเร็จเพราะ

  • ผู้ฟังก็ไม่ยอมสอน ส่วนมากบอกว่าสอนไม่ได้ ไม่มั่นใจ
  • บริษัทที่จ้างวิทยากรไปสอนเองก็ไม่สนับสนุนให้พนักงานสอนกันเอง ระบบงานวางไว้ให้มีแต่งบประมาณจ้างวิทยากรภายนอกไปสอน

สุดท้ายวิทยากรเบื่อ ก็เลยเอาเนื้อหาเกือบทั้งหมดขึ้นเว็บ

เนื่องจากแต่ละคนที่ทำเรื่องนี้ไม่มีใครเป็นนักประชาสัมพันธ์หรือเก่งด้านสื่อสักคน เรื่องก็ยุติลงแค่ปล่อยให้ใครที่อยากรู้ อยากสอน ไปคว้าเอาจากอากาศตรงนี้

http://www.diy4wealth.com/

1. ทัศนคติที่แต่ละคนมี ต่อเงิน ต่องาน ต่อชีวิต

เรื่องนี้สำคัญมาก จึงขอชวนกันคิด แทนที่จะให้สูตรสำเร็จว่า ออมอย่างไรดีที่สุด ลงทุนอย่างไรจึงจะได้เงินมากๆ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างต้องวางวิธีของตนเอง และหนังสือว่าด้วยการออม การลงทุน มีมากมายเต็มแผงหนังสือ

10jan

ที่เคยเขียนไว้เองก็เช่น

ออมก่อน รวยกว่า

ออมไว้ในหุ้น 

ทุ่งดอกเบี้ย   

เหล่านี้ไม่ใช่ตำราชี้ทางรวยเร็ว แต่เป็นการให้ความรู้ด้านการออม และการลงทุนเพื่อสร้างชีวิตทางการเงินให้มั่นคงพอประมาณ แต่ก็สรุปลงที่ทัศนคติที่มีต่อเงินและต่อชีวิต ดังในบทสุดท้ายของ ทุ่งดอกเบี้ย ที่ชื่อทุนชีวิต ตารางสุดท้ายที่ปิดบทและปิดเล่มคือ งบดุลชีวิต

2. เงินที่ตกหาย เรื่องของ opportunity cost

พูดกันมามากแล้วเรื่องเงินที่ตกหาย เพราะผ่อนบัตรเครดิตที่ดอกเบี้ยแสนแพง เพราะไม่มีเงินใช้ยามฉุกเฉิน ต้องกู้ฉุกเฉินที่ดอกเบี้ยแสนแพงอีกเหมือนกัน  การซื้อของเงินผ่อนก็เป็นวิธีทำเงินหายที่เร็วที่สุด เคยคิดเลขให้ดูว่า เงินผ่อนแสนกว่าบาท ในเวลาหนึ่งปี คนซื้อเงินสดแทบจะได้สมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องมาฟรีๆ  หรือบินไปเที่ยวฮ่องกงสุดสัปดาห์ได้เลย  แต่ก็ยังมีคนซื้อของเงินผ่อน

ไม่ใช่ไม่ควรซื้อของเงินผ่อนเลย แต่เริ่มต้นถ้าเก็บเงินก่อน จำนวนที่ผ่อนก็ต่ำลง หรือซื้อของเงินผ่อนมาเพื่อใช้ของนั้นหารายได้ ที่เกินพอจะผ่อนตัวมันเอง ก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาคิดด้วย

ตัวอย่างเงินที่ตกหายมีอีกหลายแบบ เช่น หิ้วกาแฟถ้วยละ 50 บาทมากินทุกเช้า ทั้งๆ ที่เงินเดือนนิดเดียว กาแฟทั้งปีเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือน  หรือว่าจะหยุดขายของไปซ่อมบันไดบ้าน ทั้งๆ ที่มีวันหยุดขายของอยู่แล้ว และการหยุดหนึ่งวันเท่ากับเสียรายได้ประมาณ ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ บาท วิธีคิดแบบนี้เป็นการคิดแบบที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ดู opportunity cost ซึ่งของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ทั้งหมดนี้มีให้เห็นในชีวิตจริงมากมาย เป็นเรื่องที่ทุกคนพอรู้ แต่ก็ยังทำ เราตัดสินถูกผิด เหมาะไม่เหมาะไม่ได้  ทุกคนมีเหตุผลความจำเป็นทีี่ไม่เหมือนกัน แต่คงจะพอประเมินได้ว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้น สมเหตุสมผลหรือไม่ ไม่มีทางออกอื่นที่ดีกว่านั้นหรือ

3.  เงินที่โยนทิ้ง เรื่องของ waste management

เงินที่โยนทิ้งจริงๆ เลยคือเงินที่ใช้ซื้อของที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนรับก็อาจจะไม่ได้ใช้ กลายเป็นของสูญเปล่า  เห็นมากในช่วงเทศกาล และในงานศพ

ฝรั่งบางชาติทำเรื่อง re-gift กันจนมีการให้คำแนะนำกติกามารยาทในการหมุนเวียนของขวัญ  ของเราก็ทำเหมือนกัน เช่น เอาของไปให้โรงพยาบาล หรือสถานเด็กกำพร้า แต่จะดีกว่านี้ไหม ถ้าเวลาให้ของใคร เอาผู้รับเป็นตัวตั้ง เอาความตั้งใจมาแทนเงิน แทนที่จะมี “หน้าตา” ตนเองอยู่ในมโนภาพ  

อาจจะมีข้อยกเว้นเรื่องของขวัญวันเกิดผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งจะบรรเทาความสูญเปล่าได้ก็ต้องอยู่ที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นเป็นคนกำหนด ดังที่ผู้ใหญ่ที่เคยทำงานด้วยนานมาแล้วบอกว่า วันเกิดผมเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ต้องนำของขวัญมาให้ บ้านผมก็เป็นที่พักส่วนตัว ไม่ต้องมาหาที่บ้าน มีอะไรจะพูดให้พูดในที่ทำงาน

ใครเคยไปสนามหลวงบ้าง ลองดูสนามหลวงจากมุมของวิดีโอเรื่องนี้

https://www.facebook.com/Best89/videos/1393816840677954/

ส่ิงที่เป็นขยะแปรเป็นเงินได้ ดังเรื่องนิทานชาดก ที่เอาไปเขียนใหม่ในชื่อ “เงินทองกองอยู่ทั่วไป” ในเรื่องนั้นเศรษฐีเห็นหนูตายตัวหนึ่ง จึงเอ่ยลอยๆ ว่า “คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้” 

เราทำอะไรได้บ้าง ในบ้านของเรา ในองค์กรของเรา การริเร่ิมการทำ แม้เล็กน้อย ก็ย่อมเกิดประโยชน์รวมอย่างใหญ่หลวงได้ 

มูลนิธิฉือจี้ทำให้เห็นประจักษ์ ด้วยกระบวนการจัดการอย่างครบรอบด้าน จนกระทั่งขยะในไต้หวันมีน้อยมาก และเงินที่ได้นำไปใช้ทำสถานีโทรทัศน์น้ำดีของไต้หวัน คือต้าอ้าย เขาบอกว่าเขาได้ recycle คน  ทำให้คนแก่รู้สึกว่าตนเป็นประโยชน์ และได้สร้างจิตที่ประณีตขึ้นให้กับคนรอบตัว   พวกเราไปดูงานเป็นหมื่นคน ล้วนแต่คนมีบทบาทในสังคม แต่ไม่เกิดอะไรขึ้น มีคนหนึ่งบอกว่า ทำไม่ได้ในประเทศนี้

ญี่ปุ่นมีโรงบีบอัดกระป๋อง ฯลฯ เพื่อ recycle

เมืองไทยในต่างจังหวัดก็มี เคยเห็นการจัดแยกขยะที่อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ ทำให้ไม่เปลืองพื้นที่ทิ้งขยะ ไม่ต้องเก็บกวาดขยะ และลดจำนวนรถขนขยะลงได้

ในโรงเรียนต่างจังหวัดก็เห็นโครงการลดขยะด้วยวิธีต่างๆ แต่ไม่เห็นในระดับมหาวิทยาลัย ไม่เห็นในบริษัท เว้นแต่ระยะหนึ่งที่มหาวิทยาลัยมหิดล มีโครงการแค่เก็บกระดาษที่ใช้ไปรวมกันขาย ก็ได้เงินมาเดือนละหลายหมื่น

waste ที่กล่าวมาเป็นวัตถุ แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ตกหายไปบ่อยๆ โดยไม่ทันสังเกตคือเวลา  เวลาที่เคยเสียดายมากที่สุดคือเวลาที่เสียไปในการประชุม ที่มักมีมากมาย และเปลืองพนักงานที่เข้าร่วมฟัง  จนผู้บริหารและพนักงานมีแต่เวลาประชุม ไม่มีเวลาทำงานอื่น จนบางครั้งบางคนเผลอคิดว่าการประชุมคือการทำงาน  มีผู้เสนอแนะว่าให้ยืนประชุม เรื่องจะจบเร็วขึ้น จริงไหมยังไม่ได้ลองทำ

4. ไม่ใช่ว่าชีวิตต้องเครียด ต้องจ๋อย ต้องจืด

ในไลน์จะเห็นส่งต่อภาพของหนุ่มมหาเศรษฐีระดับโลกที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าธรรมดา ทำตัวตามสบาย ทำนองว่าเขารวยขนาดนั้นยังไม่เห็นต้องใส่เสื้อแบรนด์เนม  อาจจะทำให้ย้อนได้ว่า ก็เราไม่รวยเท่ายังไง ถึงต้องใช้แบรนด์มาช่วย  คนที่เป็นมหาเศรษฐีจากการทำงานเป็นแบรนด์ในตัวเองแล้ว ไม่ต้องเอาแบรนด์มาช่วย  แต่ตอบแบบนั้นคงไปไม่ถึงไหน

คนที่ซื้อหรือใช้ของดีราคาแพง มีเหตุผลของตัวเอง ไม่งั้นกระเป๋าใบละห้าแสน คงขายง่ายๆ แบบขายขนมไม่ได้  จิตวิทยาของแต่ละคนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ บางคนเป็นโรคซื้อของ และมีความสุขกับการซื้อของและเอาของไปอวดให้คนอื่นชม

ส่วนคนไม่ใช้ของแบรนด์ก็มีเหตุผลของตัวเอง เช่น ไม่มีเวลาไปเดินชอปปิ้ง ไม่ชอบเดินช้อปปิ้ง มีอะไรอื่นที่น่าสนใจและมีความสุขกว่าเอาเวลาไปหมดแล้ว ฯลฯ

เราจึงต้องหาตัวเองให้เจอว่าความสุขของเราอยู่ที่ไหน สุขจากการซื้อ สุขจากการได้รับคำชม หรือสุขจากอะไร  ให้ค้นหาทางมีความสุขที่ไม่ต้องเสียเงินมากๆ

การซื้อของที่เป็นลักษณะประจำของตนเองคือ ของที่ bought to last ซื้อของดีที่ใช้ได้นาน ใช้เมื่อไหร่ก็ดูดี เช่น ซื้อผ้าไหม ไม่ตัดเป็นเสื้อสำเร็จรูป เพื่อให้ใช้ได้นานไม่ล้าสมัย ไม่ทันสมัย แต่ใส่เมื่อไหร่ โอกาสไหนก็ดูดี  เมื่อรวมตลอดอายุการใช้งานแล้ว ใช้เงินน้อยกว่าซื้อของที่ใช้แล้วต้องเลิกใช้ในเวลาอันสั้น

ลองสำรวจดูเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวดูก็ได้ว่าเป็นจริงตามนี้ไหม ตั้งแต่เสื้อยืด ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ฯลฯ 

img_3135

การซื้อของเมื่อเดินทางไปต่างประเทศก็เช่นกัน ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อเป็นนักศึกษาและเดินทางเที่ยวยุโรปเป็นครั้งแรกว่า แต่ละเที่ยวหรือแต่ละเมืองจะซื้อของใช้ได้นาน ชิ้นเดียว เป็นที่ระลึก ใช้เมื่อไหร่ก็นึกถึงการเดินทางเที่ยวนั้นอย่างมีความสุข

ตอนนี้บางช้ินก็ยังใช้อยู่  บางชิ้นปันไปเป็นของขวัญให้เพื่อน ให้น้อง ที่เขาเข้าใจและยินดีที่ได้รับ  ใช้เมื่อไหร่ก็รู้สึกดี  ยิ่งมีคนทักว่าสวย สิ่งที่อายุครึ่งศตวรรษยิ่งดูมีคุณค่าทางใจยิ่งขึ้น เป็นความสุขที่ได้พูดว่า “ซื้อมานานแล้ว”

ดิฉันใช้ปากกาหมึกซึม อันเป็นที่มาของหนังสือเล่าเรื่องราวในอดีตของตนเอง ทีี่ชื่อน้ำหมึกหลากสี  ที่ใช้ปากกาหมึกซึมก็เพื่อสุขภาพของมือ เพราะเขียนหนังสือกด เขียนนานๆ เมื่อยมือ ครั้งหนึ่งเคยถึงกับกางนิ้วไม่ได้ ค่ารักษาแพงกว่าที่ประหยัดด้วยการใช้ปากกาด้ามละไม่กี่บาท นอกจากนี้การมีปากกาหมึกซึมด้ามเดียว เขาว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าปากกาหมึกแห้งที่เราทิ้งปากกาทั้งด้ามเพียงเพราะหมึกในไส้ปากกาหมด 

แต่เรื่องนี้โดยรวมตอบไม่ได้ว่าประหยัดหรือไม่ประหยัด   เพราะไม่ได้มีปากกาแค่ด้ามเดียว ไม่ได้มีหมึกแค่สีเดียว ความพอใจก็มีราคาของมันเหมือนกัน    

ใครที่บอกว่าซื้อปากกาเป็นการลงทุน เพราะปากกาที่เป็นวินเทจ มีราคา เหมือนกระเป๋าถือที่เป็นวินเทจก็มีราคา  ได้แต่ขำตัวเอง เพราะกระเป๋าวินเทจใช้จนพังก่อนที่จะได้กลายเป็นวินเทจ ปากกาก็มักทำตก เห็นร่องรอยการใช้งาน คงขายไม่ได้ราคา แต่ใช้แล้วครึ้มใจ 

ใช้เงินอย่างระมัดระวังกับชีวิตจืดชืด เป็นคนละเรื่องกัน เราสามารถ live in style ได้ โดยไม่ต้องเสียเงินมากๆ 

นวพร เรืองสกุล ๑๑ มกราคม ๒๕๖๐ (เรื่องนี้มี ๒ ตอน)

แก้เรื่องรถตู้ อย่าลืมแก้เรื่องคนขับรถ

                 ข่าวใหญ่ปีใหม่คือรถตู้ชนรถกระบะ มีผู้เสียชีวิต ๒๕ คน กลายเป็น“ต้นเรื่อง” ให้รัฐบาลคิดนโยบายเลิกรถตู้

                 แต่รถตู้แล่นไม่ได้ถ้าไม่มีคนขับและไม่มีถนน และเป็นธุรกิจไม่ได้ถ้าไม่มีนายทุน และไม่มีผู้โดยสาร  อันตรายเคลื่อนที่จึงขึ้นอยู่กับทั้งสภาพรถ สภาพคนขับ สภาพถนน สภาพการบรรทุก

คำถามคือ

  • อันตรายเกิดขึ้นบ่อยๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำอะไรไปบ้าง
  • หน่วยงานกำกับ นอกจากการออกใบอนุญาตให้เดินรถ มีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างไรบ้าง และทำเต็มตามหน้าที่หรือเปล่า
  • กระทรวงที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขปัญหาครบไหม หรือโทษรถตู้แล้วเป็นอันว่าจบ

ไม่ว่ารถชนิดใดๆ ก็ไม่ปลอดภัยได้ทั้งสิ้นถ้าเงื่อนไขอื่นๆ ครบ

เรื่องคุณภาพของรถตู้

ประตูทางออกมีทางเดียว — ก็ทำให้มีสองทางได้

แคบและเล็ก — ถ้ากำหนดให้บรรทุกผู้โดยสารน้อยคนลง ที่ก็กว้างขึ้นเอง

สภาพรถไม่ปลอดภัย ตัวถังบางมาก อุปกรณ์ช่วยชีวิตไม่ครบ — เป็นเรื่องแก้ได้อย่างแน่นอน 

ตัวถังบางทำให้ต้นทุนถูก ประตูทางออกมีทางเดียว รถเล็กและแคบ ทำให้บรรทุกผู้โดยสารได้มากขึ้นต่อเที่ยว เมื่อรายได้ต่อเที่ยวสูงขึ้น จึงคุ้มทุนเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องคิดเป็นปกติอยู่แล้ว

แต่ผู้มีหน้าที่ออกใบอนุญาตต้องมีหน้าที่กำกับดูแล ตรวจตราให้เป็นไปตามกำหนด นี่เป็นงานในหน้าที่ และถ้าความรับผิดชอบของผู้อนุญาตมีเป้าหมายที่สวัสดิภาพของผู้โดยสารเป็นตัวตั้ง สิ่งใดที่ไม่ได้กำหนด ถ้าติดตามข่าวและประเมินความเสี่ยงแล้ว ก็ควรจะกำหนดเพิ่ม

เรื่องถนน

ไม่ทราบข้อมูลสถิติว่า อุบัติเหตุบนถนนหลวงเกิดขึ้นจากสภาพทางมากน้อยเพียงใด  เรื่องนี้ต้องมีข้อมูลมาประกอบเพื่อช่วยในการตัดสินสาเหตุ  ได้เคยไปชมผลงานวิจัยของกรมทางหลวง ได้ความเข้าใจว่ากรมทางหลวงศึกษาวิจัยและพัฒนางานด้านความปลอดภัยของถนนเป็นประจำ  ปัญหาจะอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างและบำรุงรักษา  ถ้าหากว่าเรามีหน่วยงานหรือองค์กรหนึ่งรับจ้างทำหน้าที่ประเมินความปลอดภัยทุกเส้นทาง ก็น่าจะทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้สร้างและดูแลถนน กับผู้ใช้ท้องถนนได้ดียิ่งขึ้น

คนขับรถตู้

คนต้องพัก แม้ว่ารถอาจจะไม่ต้องพักบ่อยเท่าคน

คนขับรถบ้านเราไม่ต้องอยู่ในกฎระเบียบอันเคร่งครัดแบบในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเขาจะบังคับให้คนขับต้องพักทุกกี่ชั่วโมง ให้ทำงานวันละไม่เกินกี่ชั่วโมง และในกี่วันต่อสัปดาห์ต้องพักอย่างจริงจัง ไปขับรถไม่ได้เลย  คนขับรถในบ้านเราจึงสามารถจะทำงานจนเกินกำลังได้

อดีตคนขับรถตู้ของบริษัทหนึ่งเล่าว่า เขาขับรถได้เที่ยวละ 100 บาท ซึ่งเป็นระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ขับไปกลับรอบเดียวได้ 200 บาท  ด้วยรายได้น้อยนิดเช่นนี้ คนขับจึงต้องทำรอบเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น และในช่วงเทศกาลความต้องการใช้รถสูงมากแต่หาคนขับไม่ได้ คนขับแต่ละคนจึงขับมากเที่ยวขึ้นไปอีก  คนขับที่ขับรถชนเมื่อหลังปีใหม่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้พักเลย  

การบังคับพักเป็นเรื่องจำเป็น และต้องจัดการอย่างเคร่งครัด โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล และต้องสอดส่องถึงทั้งตัวคนขับและบริษัทรถ 

ที่ต้องมาประกอบกันคือ รายได้ของคนขับก็ต้องดีพอที่จะไม่ต้องพยายามทำเที่ยวให้มากจนเป็นอันตรายต่อตนเอง ผู้โดยสาร และคนอื่นที่บังเอิญอยู่ในเส้นทางของรถอันตราย

ทั้งหมดนี้เพิ่มต้นทุนในการประกอบการ

ผู้โดยสาร

ถ้าไม่มีรถตู้ ผู้โดยสารที่พักอยู่ต่างจังหวัดแล้วมาทำงานกรุงเทพฯ คงจะต้องถามว่า แล้วจะให้เดินทางยังไง  รถไฟที่เคยมีในบางเส้นทาง ก็ห้ามแล่นเข้าหัวลำโพงไปนานแล้ว (และนั่นเป็นหนึ่งในจุดกระตุ้นให้เกิดกิจการรถตู้โดยสารระหว่าง กท กับต่างจังหวัด) รถเมล์ก็นานๆ มาคันและช้า 

ส่วนรถตู้ที่ไม่ปลอดภัยเพราะเหตุบรรทุกเกิน ผู้โดยสารน่าจะมีส่วนช่วยได้ คือปฏิเสธการขึ้น หรือไม่ให้รับ หรือถ้าไม่กล้าทักท้วงเพราะเกรงอันตราย (คนสมัยนี้ใจร้อนใจแรง) ก็น่าจะเป็นผู้มีส่วนเป็นหูเป็นตาให้กับทางการ ถ้าหากว่าจะมีระบบให้รายงานได้อย่างไม่มีปัญหาย้อนกลับไปถึงตัวผู้รายงาน

ทางออก

ทางการคิดแล้วว่าจะให้รถมินิบัส เข้ามาแทนรถตู้ ซึ่งก็คงจะเป็นบุญหล่นทับบริษัทที่ผลิต ประกอบ และขาย รถมินิบัส 

-รถมินิบัสคงจะแล่นทำเวลาได้ไม่เท่ารถตู้ แต่ก็คงจะไม่ช้าแบบรถเมล์

-รถมินิบัสที่เป็นอยู่มีโครงสร้างที่ปลอดภัยกว่า แต่ก็ต้องระวังไม่ให้คุณภาพลดระดับลงเมื่อผู้ซื้อต้องการรถถูก

-รถมินิบัส รับผู้โดยสารต่อเที่ยวได้มากกว่ารถตู้ ซึ่งคงจะพอชดเชยบางส่วนของราคารถได้

แต่รถมินิบัสก็มีปัญหาได้ ถ้าไม่แก้ปัญหาเรื่องคนขับรถ

อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่กว่ารถตู้ก็คือที่จอดรถใน กทม  รถตู้ยังไปซุกตัวอยู่ตามตรอกตามซอย หรือพื้นที่ว่างๆ ได้ แต่มินิบัสใหญ่กว่าจะไปซุกตัวอยู่ที่ไหน จึงจำเป็นต้องจัดระบบที่จอดรถ จัดคิวรถ ฯลฯ ให้รอบคอบและรอบด้านด้วย

คิดไม่ครบเรื่องก็จะไม่จบแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไม่ยั่งยืนอย่างแน่นอน   

ขออ้างท่านนายกรัฐมนตรีว่า  “แต่เพียงมีสองมือกับหนึ่งลมหายใจ พลังคงไม่พอจะสร้างฝันให้เป็นไป…

แต่หากเราร่วมมือต่อเติมลมหายใจ  (หลายสมองหลายมือที่ร่วมกันคิด แบ่งงานกันทำตามหน้าที่ เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือการจัดระบบรถโดยสารระหว่างจังหวัดระยะใกล้ที่ปลอดภัยให้กับประชาชน)

วันที่หวังนั้นคงไม่ไกล…..”

นวพร เรืองสกุล  7 มกราคม 2560

(ภาพตามที่มีผู้ส่งมาให้ แต่ไม่ได้ระบุแหล่งที่มา ขออนุญาตและขอบคุณเจ้าของภาพไว้ ณ ที่นี้)

อุทยานจุฬาฯ ๑๐๐ ปี (ตอน ๓ ภาพร่าง)

สมุดบันทึกที่ได้รับเป็นของขวัญปีใหม่ในปีที่ผ่านมา  เป็นภาพจำลองของอุทยานจุฬาฯ ๑๐๐ ปี  หลังจากที่สรุปแล้วว่าจะใช้แบบของสถาปนิกรายนี้  จึงขอนำมาให้ผู้ที่ไม่เคยได้ชมภาพตอนประกวดแบบ และมีนิทรรศการประกอบการสนทนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น ได้ชม ณ ที่นี้  ไม่มีภาพของอาคารปลายสวนซึ่งตอนที่แสดงนิทรรศการนั้น ผนังด้านข้างบางส่วนทำเป็นขั้นบันได ใช้เป็นพื้นที่ปลูกข้าวได้ (ตอนนี้อาคารไม่ได้แหวกแนวไปในทำนองนี้แล้ว)

2560-centennial-park-42560-centennial-park2560-centennial-park-12560-centennial-park-22560-centennial-park-3

 

 

อรุณรุ่งของยุคใหม่?

2560prayat

“The illiterate of the 21st century will not be those who cannot read and write, but those who cannot learn, unlearn, and relearn”

Alvin Toffler  (ค.ศ. 1928 – 2106)

อัลวิน ทอฟเลอร์ เขียนหนังสือชื่อ คลื่นลูกที่สาม  ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1980 /พ.ศ. 2523  ประกาศว่าสังคมของเรากำลังขี่คลื่นลูกที่สามที่กำลังก่อตัวสูงขึ้นทุกทีๆ  โลกอนาคตคือตอนนี้แหละ

การปฏิวัติจะสร้างทางเลือกใหม่ และก่อให้เกิดสังคมและชีวิตแบบใหม่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ครั้งหนึ่งมนุษย์เราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ทำมาหากิน เมื่อผลิตได้เหลือจนสามารถทำมาค้าขาย เวลาส่วนหนึ่งเหลือพอจะให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆ เช่น ศิลปะและดนตรี ต่อมาในขณะที่บางมุมของโลกยังอดอยากยากแค้น บางสังคมกลับมีความสามารถในการผลิตจนเหลือกินเหลือใช้ จนถึงขั้นกินทิ้งกินขว้าง ใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบไม่เหลือเผื่อแผ่อนุชนรุ่นต่อๆ ไป และสิ้นเปลืองเกินกว่าที่โลกใบเดียวจะรับไหว พร้อมทั้งสร้างภาวะโลกร้อน ขยะ และมลภาวะนานา

เศรษฐศาสตร์และการวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย จีดีพี ที่ยิ่งเพิ่มยิ่งดี มาพร้อมกับโลกอุตสาหกรรม

ตอนนี้คนส่วนหนึ่งเริ่มหันไปหาชีวิตที่เรียบง่าย กินอยู่และใช้ของอย่างพอดี ไม่ส้ินเปลือง ไม่ทำร้ายธรรมชาติ อันตรงกันข้ามกับบริโภคนิยมที่แพร่ระบาดอยู่ในโลกยุคอุตสาหกรรม

เป็นโจทย์ที่รอคำตอบว่า เศรษฐศาสตร์จะวัดความอยู่ดีมีสุขในอนาคตอย่างไร และทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ยุคหน้าจะเป็นเช่นไร

 

ก่อนสังคมอุตสาหกรรม มนุษย์แสวงหาความปลอดภัยและความคุ้มครองเพื่อดำรงชีวิตประจำวันอย่างปกติสุข  อำนาจเป็นของ “ผู้แข็งแรง”   เมื่อปลอดจากภัยใกล้ตัว  “ประชาชน” ก็เริ่มเรียกหาเสรีภาพ กฎหมายบ้านเมืองและการมีส่วนร่วมในการปกครองผ่านระบบตัวแทน การปกครองแบบประชาธิปไตยมีส่วนสร้างบรรยายกาศที่รองรับโลกอุตสาหกรรมในยุคแรก และกลายเป็นระบอบปกครองที่ได้รับการชูธงว่าดีเยี่ยมเหนือการปกครองระบอบอื่นๆ

บัดนี้ประชาธิปไตยคลี่คลายไปสู่ประชานิยม คณาธิปไตย และธนาธิปไตย ห่างไกลจากอุดมคติดั้งเดิมไปทุกที 

สังคมในอนาคตจะมีบุคคลใด กลุ่มใดเป็น “ศูนย์อำนาจ” 

หรือว่าอำนาจจะเปลี่ยนไปสู่ผู้ปกครองที่มองไม่เห็น ผู้กุมระบบโครงข่ายและผู้สามารถสร้างอิทธิพลเหนือจิตใจของผู้คน 

สังคมที่มีพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นและผู้ผลิตสินค้าจะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจแบบดิจิทัล ส่วนสังคมที่ขาดพื้นฐานเชิงวิทยาศาสตร์จะเป็นนักซื้อที่ต้องคอยติดตามซื้อสินค้าและระบบงานใหม่ๆ   ระหว่างที่นักประดิษฐ์ผลิตสินค้าใหม่ออกมาสู่ตลาด ผู้ซื้อจะต้องคิดหนักว่าจะหารายได้มาจากที่ใดเพื่อซื้อสินค้าใหม่ๆ

ในด้านแรงงาน ที่มาของรายได้และอาชีพจะเปลี่ยนแปลงไป ถ้าสังคมยุคต่อไปไม่ต้องการคนทำงานมากมาย การจ้างงานอาจลดลง  คนสามัญธรรมดาจำนวนมากจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกะกะ ไม่มีประโยชน์ ไม่มีที่ไปหรือไม่  แม้กระทั่งคนมีความรู้สูงแต่มีทักษะเก่าที่พ้นสมัย ความรู้ก็อาจจะหมดประโยชน์และตกงานได้ด้วยถ้าไม่ปรับตัว  สังคมจะเตรียมตัวอย่างไรสำหรับเหตุการณ์เหล่านี้

          นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีกำลังส่งผลกระทบต่อสถาบัน ค่านิยม และวิถีชีวิตหรืือวัฒนธรรมให้้ต้องปรับเปลี่ยน นวัตกรรมทางสังคมและการเมือง “สร้าง” ยากกว่านวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี

ท้ายที่สุด ในขณะที่เรากำลังก้าวไปสู่โลกใหม่อย่างเลี่ยงไม่พ้น แม้ไม่รู้ชัดว่าโลกใหม่จะเป็นเช่นไรเราต้องคำนึงถึงเสมอว่าโลกเรานี้คือตู้ปลาใบใหญ่ที่เราทุกคนดำรงชีวิตอยู่ เป็นระบบปิดที่เราต้องรักษาดุลยภาพเอาไว้

ความอยู่รอดของมนุษย์อยู่ในตู้ปลาใบนี้เท่านั้น

นวพร เรืองสกุล

คัดบางตอนมาจากบทความบทปิดของชุด เงินตราและนายธนาคาร  ลงในคอลัมน์ ง เงิน ใน พลอยแกมเพชร ฉบับสุดท้าย

ธันวาคม 2559