ระเบียงศิลป์ (๒) พระ-มิ่งขวัญของชาวไทย

                                                  %e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%8749

ชื่อภาพ     พระ –  พ่อฟ้าหลวง  มิ่งขวัญของชาวไทย   2549   สีน้ำมันบนผ้าใบ    ขนาด   100  130  ซ.ม.   

ศิลปิน   สุรสิทธิ์    เสาว์คง

สีน้ำเงินของผืนฟ้ายามราตรี   แม้มีดวงจันทร์เรืองแสงนวล   ก็ยังไม่กระจ่างงามเท่ากับพื้นที่บนเฉลียงหน้าพระอุโบสถ

ด้วยแสงจากเทียนเก้าเล่มจุดสว่างบนสัตตภัณฑ์ไม้แกะสลัก  มีรูปกระต่ายประคองไว้สองข้าง   ตรงกลางจารจารึกสัญลักษณ์ ภปร

แทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช   รัชกาลที่  9    แห่งบรมราชจักรีวงค์  ธูปเก้าดอกถูกจุดไว้มีควันครุ่นอยู่

เป็นเครื่องสักการะแด่สิ่งศักดิสิทธิ์อันเป็นมงคลสูงสุด

ทว่าเหนือแท่นบูชามิใช่พระพุทธรูป    แสงเทียนส่องไปยังจุดศูนย์รวมของภาพ คือ  พระบรมสาทิสลักษณ์

ขององค์พระมหากษัตริย์ไทย  ขณะทรงพระผนวช   เครื่องบูชานั้นทูลเกล้าแด่พระอริยสงฆ์  ผู้บำเพ็ญธรรม  จนหลุดพ้นกิเลสอันเศร้าหมอง ………   สู่ความบริสุทธิ์

                แสงเทียน  และเครื่องสักการะ  อุปมาดังพลังรวมใจของพสกนิกรไทยทั้งชาติ    ถวายพระพรแทบบาทบงส์ 

    ด้วยความจงรักภักดี  ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน    วโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุครบ  80  พรรษา และครบ 60 ปี

     แห่งการครองราชย์  ปี  2549

ฤา ณที่นี้…… คือ  อาณาจักรแห่งเทวานฤมิต  ด้วยว่าทวยเทพทั้ง  3  ได้มาปรากฏกายถวายบังคมคารวะองค์อัครสมมติเทพ

ในลักษณาการที่แตกต่าง   ลวดลายรดน้ำปิดทองวิจิตรบนบานประตูอุโบสถซ้ายมือ   รจนาภาพเทวดาถือพระขรรค์ เพื่อปกปักรักษาพระองค์   กำลังเหนี่ยวโน้ม ช่อดอกไม้เพื่อน้อมถวาย   รูปกระต่ายสัญลักษณ์ปีเถาะอันเป็นปีแห่งพระบรมราชสมภพ

เทวดาปูนปั้นอีก  2  องค์ซ้าย – ขวา  ประณมกรพร้อมถวายพระพรชัยมงคล  แด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีน้ำพระทัยเปี่ยมด้วย

ทศพิธราชธรรม

                     สุรสิทธิ์   เสาว์คง  สร้างผลงานจิตรกรรมชิ้นนี้  ตามเอกลักษณ์ส่วนตน  ใช้ แสง เงา  แห่งความสงบในสมาธิจิต

เพื่อบรรลุการหลุดพ้น  ไปสู่วิมุติสุขตามหลักศาสนาพุทธ   โดยเฉพาะเขาเน้นให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่  และงดงาม แห่งพระจริยาวัตร

       ขององค์พระ……. พ่อของแผ่นดิน   ดังเช่น  รูปแกะสลักช้างหมอบทูลเกล้าพระสัญลักษณ์  ภปร  ธูป  เทียนไข  ดอกบัว  แผ่นไม้

        ประกอบจั่วใต้หลังคา  ซึ่งเขียนลวดลายทอง  ต่างมีจำนวนเป็นเก้า  สัญลักษณ์มหามงคลแห่งรัชกาลที่  9 

แสง  –  เงาในภาพ  นำเสนอสภาวะแห่งอนันตกาล  สารัตถะต่างๆ รุ่มรวยด้วยความหมายและสัญลักษณ์  มีนัยยะอันสื่อถึง

พระมหากรุณาธิคุณของพระ – พ่อฟ้าหลวง  มิ่งขวัญของชาวไทย  ผู้ทรงประเสริฐ สถิตอยู่ในดวงใจทวยราษฏร์  ตราตรึงอยู่ชั่วกาล     สมัย   ไม่มีวันสิ้นสุด

ศรีวรรณา      เสาว์คง

เดือนธันวาคม

Financial Literacy: ใครควรเป็นนายวงดนตรีวงนี้ 

เสนอกรอบกว้างๆ ไปแล้วว่า งานให้การศึกษาทางการเงินต้องเป็นนโยบายที่ชัดเจนจับต้องได้มาจากคณะรัฐมนตรี และผู้รับนโยบายควรเป็นกระทรวงศึกษาธิการซึี่งมีสถาบันการศึกษาทุกระบบในสังกัด รวมการศึกษานอกโรงเรียนด้วย

แต่เมื่อคิดถึงว่าใครควรจะประสานนโยบายข้ามกระทรวง เมื่อมีงานที่เกี่ยวกับกระทรวงการคลัง (สถาบันการเงิน ธกส ธ.ออมสิน ธอส)  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  (แรงงาน เด็ก ผู้สูงอายุ) กระทรวงมหาดไทย (กองทุนต่างๆ ในหมู่บ้าน ตำบล ฯลฯ) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สหกรณ์) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ (การใช้สื่อทางไกลต่างๆ)  และยังมีความรู้และระบบงานที่ควรช่วยพัฒนาและติดตามกลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ อีกด้วย  ก็จำเป็นต้องขยายงานความรับผิดชอบให้ครอบคลุม เพื่อให้เป็นงานระดับชาติอย่างสมบูรณ์

ขอเสนอว่างานนี้อยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี   ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งหน่วยงานพิเศษ ไม่จำเป็นต้องใช้คณะกรรมการมากมายหลายชุด เพียงเป็นผู้กำหนดเป้าหมายอย่างเข้าใจง่ายๆ ทำตามได้ง่าย และติดตาม งานในเนื้อหาควรอยู่ที่กระทรวงและกรม รวมทั้งหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงต่างๆ

เป็นข้อเสนอจากผู้ไม่เคยอยู่ในระบบราชการ แต่ตั้งเป้าว่าไม่ต้องการ “ระบบ” ที่ยุ่งยากซับซ้อน เปลืองเวลาอันมีค่าของผู้บริหารระดับสูงไปกับการประชุม และเปลืองเวลาและทรัพยากรเจ้าหน้าที่กับงานเอกสาร

นวพร เรืองสกุล 5 ธันวาคม 2559

This slideshow requires JavaScript.

ศรีวรรณา เสาว์คง…อาจารย์และศิลปินสีน้ำ

 

2559-%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b2ศรีวรรณา เสาว์คง

สีน้ำ

ได้เห็นบทความที่อาจารย์ศรีวรรณาเขียน เกี่ยวกับภาพวาดของศิลปินต่างๆ ลงในนิตยสารที่เชียงใหม่ เห็นว่าน่าสนใจสำหรับบุคคลทั่วไป จึงขออนุญาตนำมาลงในที่นี้ ในชื่อรวมว่า “ระเบียงศิลป์”

คราวนี้ขอนำภาพที่อาจารย์นำไปใช้เป็นบัตรอวยพรปีใหม่สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่กำลังจะมาถึง ประกอบกับเป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ มาให้ชม

 

ระเบียงศิลป์ (๑)

%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99

 ชื่อผลงาน    พ่อหลวงของแผ่นดิน    2550

       เทคนิค        สีน้ำมันบนผ้าใบ      ขนาด    50   x   60  ซ.ม.

        ศิลปิน      นาย คมสัน   ปุมปัญญา

วโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ   ล้นเกล้าของชาวไทย  ทรงเจริญพระชนมายุ  80  พรรษาในปี พ.ศ. 2550      และพระองค์ได้ทรงผ่านการครองราชย์ครบ  60  ปี  ซึ่งยาวนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์องค์อื่นๆ

ศิลปินบางกลุ่มได้เขียนภาพ   พระบรมสาทิสลักษณ์ ขึ้นด้วยความซาบซึ้งสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  เพื่อเฉลิมพระเกียรติ

ในปีมหามงคลนี้   แนวความคิดที่แตกต่าง   และหลากหลายรูปแบบของงานศิลปกรรม   ล้วนมีคุณค่าน่าชื่นชมทั้งสิ้น

   งานจิตรกรรมบางชิ้น  นำเสนอความยิ่งใหญ่ของพระราชา  ดุจสมมุติเทพ  เพราะตามคติของพราหมณ์เชื่อว่า

 กษัตริย์ทุกพระองค์ เป็นเทพ   ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์   มักถูกสร้างสรรค์ในลักษณะของสัญลักษณ์ที่สูงส่ง

 เปี่ยมด้วยพระบารมี  ดำรงความเป็นอมตะ   อยู่เหนือความเป็นไปของปุถุชน  เป็นดั่งเช่นรูปเคารพ  ซึ่งอาจเขียนจาก

ข้อมูลภาพถ่าย  เมื่อพระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา  ในวัยต่างๆ  เพื่อเทิดทูนพระราชกรณียกิจ

      จิตรกรรมพระบรมสาทิสลักษณ์   สีน้ำมัน  ชิ้นนี้  คมสัน  ปุมญปัญญา   แสดงเจตจำนงของการถ่ายทอด

ความเป็นปัจจุบันแห่ง รูปลักษณ์    พ่อหลวงของแผ่นดิน     ซึ่งทรงเสื่อมพระสังขารไปตามกาลคติ    พระองค์มิได้ทรงข้ามพ้นพรมแดนของวันเวลา    อันเป็นข้อเท็จจริง ของมนุษย์   แม้ฉลองพระองค์จะบ่งบอกพระอิสริยยศสูงสุด  ทว่าสิ่งยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ ความเป็นมนุษย์    ที่ผ่านพ้นสุขทุกข์อุปสรรคขวากหนาม  ด้วยพระสติปัญญาเข้มแข็ง  ทรงพากเพียร  ทั้งการดำรงชีวิตส่วนพระองค์  และพระราชภารกิจอันหนักกว่าสามัญชนของพ่อหลวง  ซึ่งพระองค์ทรงแบกรับ    ในฐานะพระมหากษัตริย์ องค์พระประมุขของประเทศ  นับตั้งแต่วันที่ทรงมีพระราชดำรัส  แก่ปวงชนชาวไทยว่า

                                        …………. เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม……..

                                                       

    ริ้วรอย  ยับย่นบนดวงพระพักตร์  คือการเดินทางของพระชัณษาวัยชรา  ที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินล่วง ผ่านวัยวันต่างฯ

อย่างมีศักดิ์ศรี   กอปรด้วยความสง่างาม    ศิลปินปาดป้ายฝีแปรงฉับพลันอย่างมั่นใจ  ก่อให้เกิดการประสานกลมกลืนกันนุ่มนวล

 ได้อารมณ์  สีสัน  ของเลือดเนื้อ  มีชีวิตชีวา   ในพระอิริยาบถอ่อนโยน  ทรงทอดพระเนตรด้วยพระเมตตาต่อทวยราษฏร์

 เช่นที่เคยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ……เสมอมา

 คมสัน  มิได้เพียงเขียนภาพไปตามข้อเท็จจริงของรุปลักษณ์แห่งพระองค์เท่านั้น  เขายังนำเสนอพระบุคลิกภาพ

และตัวตน ส่วนพระองค์ได้อย่างลึกซึ้งน่าประทับใจ   เพราะว่า………. ข้อเท็จจริง  ยังแตกต่างกับศิลปะรูปแบบเหมือนจริงอยู่มาก

 เหตุที่ข้อเท็จจริงนั้นมิใช่  ความงามหรือศิลปะ……..   ทว่า  ศิลปะต้องถูกนำเสนอโดยผ่านการกลั่นกรองอันซับซ้อนของงานจิตรกรรม

ความแม่นยำในรูปทรง  ทักษะ   ความช่ำชอง  ของการใช้สีที่ปรุงแต่ง  แสงเงา  อย่างมีสุนทรียภาพ  ทำให้เกิดคุณค่าทางศิลปะ

ของการเขียนภาพเหมือน  ในพระบรมสาทิสลักษณ์     พ่อหลวงของแผ่นดิน

 

ศรีวรรณา     เสาว์คง

ชาดก กับชีวิตสมัยใหม่

blog%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81blog%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81

อ่านนิทานชาดก ได้คุณค่าในการดำรงชีวิตและได้บทเรียนสอนใจหลายเรื่อง

ชาติต่างๆ ศาสนาต่างๆ ล้วนมีินิทาน มีคำสอนในสำนวนที่เด็กและเยาวชนเข้าใจได้ เพื่อกล่อมเกลาศีลธรรมจรรยาและให้หลักให้ข้อคิดแต่เยาว์วัย

แทนที่จะบ่นเรื่องคนสนใจพุทธศาสนาน้อยลง เราก็ควรช่วยกันหาวิธีทำให้ภาษาง่ายลงหน่อย และขยับปรับปรุงวิธีการสอนบ้าง ให้จูงใจแต่ไม่ไร้สาระ

หลายคนก็คงทำอยู่ แต่ทำให้มากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพเป็นสิ่งที่ดีมีคุณประโยชน์แน่นอน

นิทานชาวพุทธ

ผู้เขียนได้นำนิทานชาดกจำนวนหนึ่งมานำเสนอและตีความให้ร่วมสมัย บางเรื่องเคยลงในนิตยสาร พลอยแกมเพชร คอลัมน์ ง เงิน บางเรื่องก็เขียนเพื่อเป็นเล่มโดยตรง

ตัวอย่างเรื่องและเนื้อหาที่ยกขึ้นมาเป็นแกนหลักของเรื่อง ดังนี้

“เงินทองกองอยู่ทั่วไป” (เศรษฐีแห่งพาราณสี) ว่าด้วยความคิดในการหาเงิน 

“นายกองเกวียนแห่งพาราณสี”  ว่าด้วยการหางานที่เหมาะกับทักษะ การเลือกหัวหน้า การวางแผนและการตัดสินใจ

ตัวละครเป็นสัตว์ เช่น หมา หมู เต่า กวาง เนื้อหาหลากหลาย เช่น ว่าด้วยการเป็นผู้นำ ความสามัคคี ฯลฯ 

“ความภักดี” เรื่องของฝูงหงส์ และการเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันของหงส์สองตัว เขียนเป็นแบบนิทานที่คิดภาพเป็นการ์ตูนได้  เด็กเล็กๆ ชอบให้อ่านให้ฟัง  เรื่องนี้ตอนเขียนก็นึกถึงการ์ตูน และอยากให้เป็นการ์ตูนแบบวอลท์ ดิสนีย์ หรือ จิบลิ สตูดิโอ มากๆ

“การลงทุนของนกแขกเต้า” ว่าด้วยความคิดเผื่ออนาคต นำมาเล่าเป็นสำนวนของการลงทุนและการบริหารเงินในสมัยนี้

“น้ำใจ” ว่าด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อม

อ่านชาดกให้ถึงเนื้อใน

หนังสือหนึ่งเล่ม หรือเรื่องหนึ่งเรื่อง ผู้อ่านอาจจะอ่านเอาความ หรืออ่านแล้วตีความ

อาจารย์อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย เขียนไว้ในบทนำหนังสือเรื่อง ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม  ว่าชาดกมีวิธีสอนที่เก่งมาก คือไม่ตีความจะไม่เข้าใจ ชาดกสอนให้คิด คิดแล้วจะพบข้อคิด

ดังนั้นจะอ่านชาดกต้องมีศรัทธาก่อน

ถ้าไม่มีศรัทธาจะอ่านไปวิจารณ์ไปว่า เรื่องไร้สาระ ชาดกก็ถูกทิ้ง

ถ้ามีศรัทธาแก่กล้าจนนำปัญญาไปไกลลิ่ว อาจจะยึดติดว่า อ่านแล้วต้องเชื่อเท่านั้น ห้ามตีความเพราะจะบาปหนัก แบบนี้ชาดกก็จบอยู่ในตู้หนังสือ

แต่ถ้ามีศรัทธาพร้อมปัญญา  ศรัทธานำให้เชื่อว่าที่พูดไว้นั้นมีความหมาย (แบบหัวหน้าหรือผู้ใหญ่ที่เคารพ เอ่ยอะไร ผู้น้อยจะนำไปคิดใคร่ครวญ ไม่ตีตกหรือไม่ทิ้งไปในทันทีว่าไร้สาระ)  ปัญญาจะชักนำให้ลับสมอง ลองวิเคราะห์และแยกแยะ เพื่อหาความเข้าใจในสิ่งที่อ่านพบ

การใคร่ครวญด้วยศรัทธาคู่กับปัญญา ประกอบกับสำนวนภาษาแบบเดิมนั้น  ดูจะเหนื่อยเกินไปสำหรับคนส่วนหนึ่ง ผู้เขียนหลายคนจึงหาวิธีนำคนไปสู่ตู้พระไตรปิฎก ด้วยการเขียนให้อ่านง่าย และอ้างอิงให้กลับไปค้นต่อได้จากต้นฉบับ

ชาดกในพระไตรปิฎก

ชาดกเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก ให้หมวดที่เรียกว่า ขุททกนิกาย  ชาดกมีทั้งหมด ๕๕๐ นับว่ามากมาย ยกทุกเรื่องมาเขียนใหม่เล่าใหม่ได้หลายปี ในหนังสือสามเล่มในชุดนิทานชาวพุทธ หยิบมา ๓๐ – ๔๐ เรื่อง ไม่ถึง ๑๐% ของที่มี ยังอยากหยิบมาเล่าอีก แต่ยังต้องรอโอกาส

นิทานอิสป ยังมีคนแปลออกมาครบชุด และขายได้ ทำไมชาดกจะทำไม่ได้

ในพระไตรปิฎก ชาดกเป็นคาถา ตั้งแต่สั้นเพียง ๑ บท ถึงยาวเป็นร้อยบท

คาถาเดียว อยู่ในเอกนิบาต เช่น เรื่องเศรษฐีแห่งพาราณสี “คนมีปัญญาเฉลียวฉลาดย่อมตั้งต้นได้ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟน้อยๆ ให้เป็นกองใหญ่ ฉะนั้น” มีแค่นี้เอง แต่ที่เขียนเรื่องได้ยืดยาว ไม่ได้ยกเมฆมาเขียน แต่มีตัวช่วยอยู่ในอรรถกถา (ดูหัวข้อต่อไป)

ภิงสชาดก ที่นำมาเขียนเป็นเรื่อง “อย่างนี้ก็มีด้วย”  มี ๒๑ บท

เวสสันดรชาดก ยิ่งยาวมากขึ้นไปอีก

อรรถกถา

อรรถกถาเป็นคัมภีร์ที่พระอรรถกถาจารย์รจนาขึ้น อธิบายข้อความที่ยากในพระไตรปิฎก อรรถกถาที่อธิบายชาดก แบ่งโครงออกได้เป็น ๓ ส่วนคือ (๑) เหตุที่มา  (๒) ตัวเรื่องนิทาน    และ (๓) ประชุมชาดก คือกล่าวว่าตัวละครในชาดกกลับชาติมาเกิดเป็นใครในพุทธกาล

ในการเขียนนิทานชาวพุทธ ดึงมาใช้เฉพาะส่วนที่ ๒

ในอรรถกถานั้น ถ้าหานิทานได้นิทาน

อยากได้ความเข้าใจเกี่ยวกับคาถา ก็จะได้ความเข้าใจความหมายของคาถา ดังเช่นคาถา “คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด ….” ที่ยกมาในหัวข้อก่อนหน้า ซึ่งอาจเฉพาะคาถาจะไม่เข้าใจความหมายชัดเจนเท่าได้อ่านนิทานขยายความเข้าใจ

อยากได้คำสอน ก็ก้าวข้ามสำนวนภาษาและลีลาที่ใช้ ไปหาแก่นของคำสอน

วิธีเขียน “นิทานชาวพุทธ” จากชาดกในชุดนิทานชาวพุทธ

การขยายความเนื้อหา

จากอรรถกถา ได้นำมาต่อด้วยคำถาม “จะประยุกต์ใช้ในโลกปัจจุบันอย่างไร คำสอนที่ให้ไว้ ให้อะไรคนสมัยนี้ได้บ้าง”  จากนั้นก็หาวิธีการนำเสนอเพื่อโยงมาถึงโลกจริงวันนี้  อาจจะด้วยตัวอย่างเพิ่ม คำถามท้ายบท ข้อคิด การเปิดวงสนทนาทีละบทในท้ายเล่มหนังสือ หรือกลวิธีเชิงวรรณศิลป์ เช่น เป็นฉากละคร ลิลิต บทภาพยนตร์

ส่วนสำคัญคือ ผู้เขียนรู้โลก แต่พร่องเรื่องบาลีและข้อธรรม จึงต้องหาที่ปรึกษาที่รู้ธรรมและบาลีให้ช่วยส่วนที่ติดขัด เช่น

ถามความหมายที่อ่านแล้ว คิดแล้ว ก็ยังไม่กระจ่างพอจะลงมือเขียนอย่างมั่นใจ

ขอชื่อบาลี สำหรับตัวละครตามลักษณะเด่นของตัวละครนั้นๆ

สอบถามขอความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมในชมพูทวีป เพื่อให้เข้าใจศัพท์บางศัพท์  ที่จำได้แม่นยำว่าเป็นความรู้ใหม่ และเป็นธรรมเนียมที่ยังปฏิบัติกันอยู่ในประเทศอินเดียในวันที่สอบถาม เช่น  “กั้นวงม่าน”  และ “น้ำหนึ่งฟายมือ”

การเขียนเรื่องยังทำให้ผู้เขียนได้ความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์ต่างๆ ที่อรรถกถาบรรยายไว้ชัดมาก เช่น กิริยาของหมู ของหมา  เป็นต้น  และยังพบว่าหลายชาดกมีท้องเรื่องคล้ายกัน เช่น หังสชาดก จุลลหังสชาดก และมหาหังสชาดก แต่ละสำนวนให้มุมมองที่ต่างกันและมีรายละเอียดต่างกัน นับว่าน่าสนใจมาก

บทสรุปที่ได้มาจากการอ่านและคัดชาดกมาเล่าใหม่ 

ถ้าเป็นสังคมชาวพุทธ มองทุกอย่างทะลุถึงหลักของพุทธศาสนา  จะหาตัวอย่างรอบๆ ตัวมาสอนธรรมะได้เสมอ แม้แต่สื่อบันเทิงเองก็ไม่จำเป็นต้องเดินคนละเส้นทางกับพระไตรปิฎก  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมเกิดแต่คน และล้วนเป็นตัวอย่างที่มีชีวิตชีวาและเป็นปัจจุบันของธรรมะ  เพราะธรรมะกล่าวถึงสิ่งที่เป็นธรรมดาของสัตวโลก จึงไม่มีล้าสมัย

นวพร เรืองสกุล 

สนทนาที่หอพระไตรปิฎกนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๙ 

สืบเนื่องจากหนังสือ “น้ำหมึกหลากสี”

สืบเนื่องจากหนังสือ น้ำหมีกหลากสี  ตอนบ้านและโรงเรียน  ศิษย์เก่าคนหนึ่งของคุณครูที่สอนภาษาไทย ได้เขียนข้อความนี้ส่งมา  จึงเป็นครั้งแรกที่ชื่อ thaidialogue ได้เกิดเป็น dialogue อย่างแท้จริง 

ดวงใจชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างความสำคัญของวิชา กับการให้ค่าให้คะแนนกับวิชา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดมาก จึงขอฝากท่านที่อ่านพบ ได้ช่วยส่งต่อๆ กันไปให้ถึงกระทรวงศึกษาธิการด้วย จะเป็นคุณอย่างใหญ่หลวงต่อภาษาของเราเองค่ะ

นวพร เรืองสกุล ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

การสอนความรู้เรื่องการเงิน… รู้แล้วละว่าควรเป็นงานของกระทรวงไหน (ตอนที่ ๓ ในชุด financial literacy)

Financial Literacy เป็นหัวข้อที่มีการกล่าวถึงในหลายสำนัก ทั้งในภาครัฐ กึ่งรัฐ และภาคเอกชน ทั้งที่อยู่ในภาคการเงินและไม่อยู่ในภาคการเงิน ทุกคนทำกันเป็นส่วนๆ ตามที่คิดว่าน่าจะมี  แต่เรายังไม่เห็น ๒ อย่างคือ

  • ไม่เห็นตัวตนคนเป็นเจ้าภาพ และ
  • ไม่เห็นโปรแกรมที่เป็นระบบ (Financial Education Program) ชัดเจนตลอดช่วงวัยว่า คนวัยไหน อาชีพใด ควรรู้เรื่องใดบ้าง

เป็นพลังงานที่สูญไประหว่างทางจำนวนมาก เหมือนคนทุกคนกำลังพายเรือ แต่ไม่มีคนคัดท้ายและขาดคนให้จังหวะเพื่อให้เรือเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและถูกทิศทางที่มุ่งหวัง

มามองเห็นแสงสว่างรำไรเมื่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจัดสัมมนากึ่งบรรยายให้แก่ผู้อยู่ในวงการการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานถึงสถาบันอุดมศึกษา เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2559

กระทรวงศึกษาธิการใส่บทเรียนเกี่ยวกับการเงินในหลักสูตรมานานแล้ว เช่น  เคยมีการสอนทำบัญชีรับจ่ายในระดับวัย ๑๒ ปี และการสอนวิชาว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ การเงิน และธุรกิจเรื่อยมา แต่ก็มักได้รับคำวิจารณ์ว่าไม่มี ซึ่งอาจจะหมายถึงผู้วิจารณ์ไม่รู้ว่ามี หรือว่ามีไม่พอ มีไม่ดีพอ มีไม่ตรงประเด็นพอ ก็ยังไม่ชัดเจน

ประเทศไทยมีวันเงินออมแห่งชาติมาเกิน ๒๐ ปีแล้ว และยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีก รวมทั้งพูดกันถึงเรื่อง financial literacy ในแวดวงของวงการเงินและกระทรวงการคลังเป็นครั้งคราวเรื่อยมา สถาบันการเงินต่างๆ และองค์กรอีกหลายแห่งก็พูดกันเรื่องนี้ และมีการเสนอเป็นวาระแห่งชาติ โดยกระทรวงการคลังรับมอบให้เป็นสำนักงานดูแล แต่ว่าเรื่องก็คืบไปได้้ช้า เพราะเรื่องการเงินดูเหมือนจะอยู่นอกกรอบงานหลักของกระทรวงการคลังที่ดูแลเศรษฐกิจภาพรวมผ่านระบบภาษีอากร  เรื่องจึงดูเหมือนจะอยู่ผิดกระทรวง

หลังจากฟังการสัมมนาแล้ว ขอเสนอ ดังนี้

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล

ขอนโยบายว่า ต้องการให้มีการเรียนการสอนและประสบการณ์ในการเป็นผู้เข้าใจเรืื่องเกี่ยวกับเงิน (financial literacy) ในสถาบันการศึกษาทุกระดับ โดยมอบให้เป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ (ครบทุกแท่งของสำนักงาน รวมหน่วยงานด้านวิชาการด้วย)

ให้เป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงแรงงานและกระทรวงอื่นๆ ในการนำความรู้เรื่องการเงินไปผนวกไว้ในการพัฒนาคน ทั้งบุคคลภายนอก (ตั้งแต่นักโทษ เกษตรกร ไปจนถึงแรงงาน และผู้ประกอบการ) และบุคคลภายใน (ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง)

ควรกำหนดนโยบายพร้อมเป้าหมายวัดที่วัดได้ (เช่น จำนวนสถาบันการศึกษา และการให้ความรู้ที่วัดได้) เพราะ  “what gets measured gets done.”

ข้อเสนอแนะต่อกระทรวง

จัดทำแผนการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ให้เหมาะสมกับวัย ความสนใจ และอนาคตการทำงานของคนแต่ละวัย ในแต่ละประเภทของสถาบันการศึกษา

จัดให้มีต้นแบบตำรา และสื่อการเรียนการสอนต่างๆ ทั้งโดยสร้างเองและระดมบุคคลผู้มีความรู้ความชำนาญเข้ามาช่วย หรือใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วทั้งในกระทรวงและในสังคมอย่างบูรณาการ โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

พัฒนาครู และระดมทรัพยากรบุคคลจากภายนอก เช่น ร่วมมือกับโครงการเพื่อสังคมขององค์กรต่างๆ และหาอาสาสมัครสูงวัยที่มีความรู้ในด้านนี้เพื่อเสริมกำลังครู

ตัวอย่างเนื้อหาการเรียนการสอน (จากสไลด์ของ Bernd Werthenbach มูลนิธิธนาคารออมสิน เยอรมนี)

*ระดับประถม (6-10 ปี)

เรียนรู้การตัดสินใจซื้อของเล่นของใช้ด้วยตนเอง โดยระวังและเข้าใจอิทธิพลของปัจจัยภายนอกที่จะโน้มน้าวการตัดสินใจของตน

เรียนวิธีทำบัญชีรับจ่าย และจัดเงินค่าใช้จ่ายให้ลงตัวกับเงินที่มี

*ระดับมัธยมต้น (11-16 ปี)

*ระดับมัธยมปลาย (16-19 ปี)

*ระดับอุดมศึกษา ไม่ได้กล่าวไว้เฉพาะเจาะจง แต่อนุมานได้จากข้อต่อไป

ตัวอย่างอุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้

*สิ่งพิมพ์ เช่น ตำรา คู่มือการทำเวิร์คช้อป (ในพื้นที่เข้าถึงได้ยาก มี mobile unit ออกไปทำเวิร์คช้อป) หนังสือการ์ตูนให้ความรู้แบบเรียนรู้เอง แผ่นพับให้ความรู้

*สื่ออิเล็กทรอนิกส์  เช่น DVD,  Online media ทั้ง แผ่นสไลด์ให้นำไปใช้ต่อ,  E-learning, simulation games, App ต่างๆ (เช่น App ทำบัญชีส่วนบุคคล บัญชีครัวเรือน และวางแผนงบประมาณ)

สื่อต่างๆ เหล่านี้ มีเป็นร้อย เพื่อทุกแบบของสถานศึกษา และทุกวัย (เช่น นักเรียน ครู และผู้ปกครอง) มีการทบทวนและประเมินโดยทีมงานอิสระ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ครูผู้สอน และผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสอนเรื่องเงินๆ ทองๆ

*ภาคเอกชนจัดการประกวดแข่งขัน เรื่องเกี่ยวกับการเงิน เช่น

German Business Founders’Award for Pupils ให้คิดและทำประหนึ่งเป็นผู้ประกอบการ (ของเรามีบริษัทจำลอง ฯลฯ)

Online competition เรื่องตลาดหลักทรัพย์ เน้นหัวข้อความรู้ การทำงานของตลาด การลงทุนแบบระยะยาว สร้างการทำงานเป็นทีมฯลฯ

ตัวอย่างการหาความร่วมมือ

ธนาคารออมสินในเยอรมนี ทำงานนี้อย่างจริงจัง โดยถือว่าเป็นเงินที่ธนาคารจ่ายปันผลคืนให้กับสังคม เพราะในฐานะพิเศษของธนาคารออมสิน ทำให้สังคมคาดหวังว่าธนาคารจะทำกิจกรรมที่คืนกลับให้สังคม

สำหรับประเทศไทย สถาบันการเงินแทบทุกแห่ง รวมทั้งธนาคารของรัฐ และหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายแห่งในภาคเอกชน ต่างก็ทำกิจกรรมเหล่านี้อยู่แล้ว   ขอเพียงมีผู้ช่วยประสานงานให้กิจกรรมมีผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยต่อสถาบันการศึกษาที่เหมาะสม และมีเนื้อหาครบถ้วนสำหรับผู้เรียนทุกวัย ทุกภูมิหลัง และทุกความสนใจ  และงานทั้งหมดนี้ที่เกี่ยวกับการให้ความรู้ในสถาบันการศึกษา  เจ้่าภาพหลักควรเป็นกระทรวงศึกษาธิการ

นวพร เรืองสกุล  ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙