ลักลอกงานทางวิชาการ

เรื่องลักลอกงานทางวิชาการเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก

นักวิชาการต่างประเทศให้ค่าของความคิด บอกว่าเรื่องใหญ่และสั่งสอนนักศึกษาด้วยการเตือนนักศึกษาทุกเทอม หรือทุกครั้งเมื่อทำสาระนิพนธ์ ตามทฤษฎีที่ว่า ถ้าเตือนใกล้ๆ เวลาที่จะทำ โอกาสที่คนจะทำผิดโดยเจตนาจะน้อยลง

อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยมักทำให้เห็นเป็นเรื่องเล็กทำนองว่า “ขอหยิบมาใช้ไม่กี่ประโยค หวงอะไรกันนักหนา” และลงมือทำให้นิสิตนักศึกษาเห็นเป็นแบบอย่างเสียด้วย  เช่น เอางานวิทยานิพนธ์ของลูกศิษย์ไปใช้ โดยไม่ให้เครดิตและไม่ถือว่าร่วมเขียน หยิบงานของอาจารย์ผู้น้อยในภาควิชาเดียวกันไปเป็นของตนโดยพลการ ลอกงานระดับนานาชาติก็เคยได้ยินแว่วๆ มา แบบปิดกันให้แซด

ละครเวทีของคณะไอซีที มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ เรื่อง คำเชือดเชิญ  เมื่อเร็วๆ นี้ พาดพิงเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน 

เนื้อหาหลักของเรื่องดัดแปลงมาจากเรื่องฆาตกรรมลึกลับของอะกาธา คริสตี้ แต่ในละครท่ีนำมาแสดงเป็นภาษาไทยแต่งขึ้นใหม่จากโครงคิดนั้น ได้วางตัวละครตัวหนึ่งเป็นนักเขียนชื่อดังมือรางวัล แต่เบื้องหลังรางวัลคือความตายของนักเขียนหนุ่มคนหนึ่งที่ตัวละครตัวนี้ขโมยงานมา เป็นการฆ่าเพื่อปิดปาก 

น่าเสียดายว่าเนื้อเรื่องไม่ได้ชูประเด็นความผิดเรื่องขโมยความคิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรง โดยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาเข้ามาแซมซ้อน แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ผิดเรื่องที่ ๑ นำพาไปสู่ผิดเรื่องที่ ๒

ทำไมในแวดวงวิชาการระดับอุดมศึกษา มีการลอกงานกัน ทั้งๆ ที่ทุกคนก็รู้ว่าผิด

เพราะเงื่อนไขการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการหรือ 

ตำแหน่งสำคัญมากต่ออนาคตของอาจารย์หนึ่งคน จนอาจารย์ยอมที่จะแลกชื่อเสียง (ที่อาจเสียไปจากการถูกจับได้) กับตำแหน่งและเงินทอง(ที่ได้มาจากการคว้างานของผู้อื่นมาใช้) เชียวหรือ   

หรือว่าเพราะไม่เคยมีใครถูกจับผิดอย่างเป็นทางการ เนื่องจากทำกันหลายคน ถ้ายกหนึ่งคนขึ้นมา ก็จะเป็นการลูบหน้าปะจมูก จึงสมยอมรับรู้และปกปิดไปเรื่อยๆ

หรือว่ามีหลักฐานแต่ไม่กล้าลงโทษ เพราะกลัวสถาบันจะเสียชื่อว่าอาจารย์ในคณะลอกงานวิชาการ ด้วยความกลัวจึงนำไปสู่การทำผิดอีกข้อหนึ่งคือโกหกซ้ำ ทำเสมือนหนึ่งความผิดไม่เคยเกิดขึ้น และ “คณะ” หรือ “สถาบัน” ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น

เคยถามตัวเองว่าทำไมไม่มีใคร “โวย” ทำให้ต้องย้อนมาถามตัวเองว่า ถ้าเป็นเราเอง เราจะโวยหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับว่า “เรา” นั้นคือใคร มีสถานะอย่างไร

*ศิษย์จำยอมเพื่อแลกกับปริญญาและงานในอนาคต

*อาจารย์ผู้น้อยยอม เพื่อคงความเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยและมีชีวิตอันปกติสุข ปลอดจากการระรานทางตรงและทางอ้อมจากผู้มีอำนาจ เพราะคนที่กล้าลอกงานคนอื่น ย่อมกล้า “ฆ่า” อนาคตผู้อื่นเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของตนเอง เหมือนตัวละครที่เป็นนักประพันธ์ในละครเรื่อง คำเชือดเชิญ  ฆ่านักเขียนหนุ่มที่เขาลอกงานมา

*คนที่รักสถาบันพออาจจะยอมเดือดร้อนเสียเวลาโวยวาย ถ้าชื่อเสียง ชีวิต การงานอาชีพของตนเองปลอดภัยพอที่จะทำอย่างนั้น  แต่เมื่อเงื่อนไขไม่ครบ เราจึงได้ยินแต่ความเงียบ

การกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้องจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผลดีหรือร้ายที่จะตกผู้กับตัวผู้ยกเรื่องขึ้นมา 

กรณีถูกกล่าวหาว่าลักลอกงานวิชาการสองราย ก็ยังมีการปฏิบัติที่แตกต่าง

ก. คนไม่มีอิทธิพลอำนาจ พอมีการแง้มเรื่องกำลังถูกสอบสวน โอกาสก้าวหน้าก็ผ่านเลยเพราะ “ยังติดข้อกล่าวหา”  ต่อมาผลการสอบออกมาว่าไม่ผิด แต่โอกาสก็ผ่านเลยไปแล้ว

ข. คนมีพรรคพวกมีอิทธิพล มีผู้แก้แทนให้ว่า เรื่องอยู่ระหว่างสอบสวนถือว่ายังไม่ผิด แถมผู้ที่ยกเรื่องขึ้นมาค้านถูกข่มขู่คุกคาม จนน่าจะเป็นอันตรายต่อวิชาชีพ ชีวิต และทรัพย์สิน

ในต่างประเทศทุกคนแสดงความเห็นต่างได้ ถ้าสังคมเล็กๆ ของหนึ่งมหาวิทยาลัยไม่ยอมรับ นักศึกษาก็มีมหาวิทยาลัยอื่นให้เลือก ไม่ต้องถึงกับไปตั้งต้นใหม่ อาจารย์ก็มีที่ไปเพราะมหาวิทยาลัยมีมากมายหลายหลาก 

สังคมไทยแคบนัก คนเจ้าคิดเจ้าแค้นสามารถตามล้างตามผลาญกันข้ามสถาบันได้ ความคับแคบทางจิตใจจึงมีที่ให้ดำรงอยู่ได้อย่างน่าสพรึงกลัว   ถ้าผู้อยู่ในระดับนโยบายไม่เงี่ยหูฟังและบรรเทาความทุกข์เหล่านี้ ก็คงเข้าเค้าเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาและมหาสุบิน 16 (อรรถกถา เอกนิบาต ขุททกนิกาย ข้อ 12) 

ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย

กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย นำ้เต้าอันน้อยจะถอยจม

นวพร เรืองสกุล ปรับปรุงเล็กน้อยจากที่เป็นบทความลงในนิตยสารสกุลไทย  ฉบับที่ ๓๒๑๓ พ.ศ. ๒๕๕๙

กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอน ‘ดอกไม้สด’

%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%94[ภาพจากร้านหนังสือเก่า  เรื่องนี้เคยลงพิมพ์มาแล้วเพื่ออ่านกันในวงจำกัด ในชื่อ “หนังสือที่ควรอ่านและสถานที่ที่ควรอนุรักษ์” และนำไปรวมไว้ในเล่ม น้ำหมึกหลากสี 72 ปีแห่งการเขียนและเรียนรู้ ตอนบ้านและโรงเรียน] 

ดิฉันจำบทประพันธ์ต่างๆ ของ “ดอกไม้สด” ได้ เฉียดๆ การเป็นแฟนพันธุ์แท้

กรรมเก่า เป็นนวนิยายหนึ่งใน ๓ เรื่องแรกที่อ่านในวัยรุ่น อันเป็นวัยที่กำลังจำ และจำแบบไม่ลืม (เทียบชั้นเรียนในสมัยนี้คือ เมื่อยังอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น) ผู้แนะนำให้ดิฉันอ่านคือ น้าที่เรียนจบเพียงชั้นประถมปีที่ ๓ ผู้เชี่ยวชาญงานบ้าน และชอบอ่านนวนิยายเป็นชีวิตจิตใจ   ตัวเอกของเรื่องอยู่ในวัยใกล้เคียงกับคนอ่าน  เป็นกลวิธีแยบยลมากที่ทำให้หลานเริ่มสนใจอ่านนวนิยาย และได้มีโอกาสเลือกว่าจะติดใจสำนวนหรือลีลาของนักประพันธ์คนใด

เม่ือติดใจเล่มแรกแล้ว น้าคนนั้นก็ชี้ให้ดู “ดอกไม้สด” ที่วางเรียงเป็นตับอยู่ในตู้ ดิฉันก็ทะยอยอ่านตามคำแนะนำของน้า จาก กรรมเก่า ไป อุบัติเหตุ (นางเอกก็อยู่ในวัยรุ่นๆ เหมือนกับคนอ่าน และ สามชาย (มีภาคเด็ก) แล้วน้าก็บอกว่า มีตอนต่อของ กรรมเก่า คือ ชัยชนะของหลวงนฤบาล แต่จะอ่านให้รู้จักหลวงนฤบาลฯ ควรอ่าน ความผิดครั้งแรก  เสียก่อน

ต่อมาเมื่อสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งนำเรื่องของ “ดอกไม้สด” มาตีพิมพ์ใหม่ มีปกเป็นภาพดอกไม้นานาพันธุ์ทั้งชุด น้าก็ซื้อยกชุดมา ทั้งๆ ที่ในตู้หนังสือของน้าขาดไปเพียงบางเล่มเท่านั้น พอได้หนังสือใหม่ ทั้งน้าทั้งหลานก็อ่านกันอีกรอบ ด้วยเหตุนี้ ดิฉันเชื่อว่าดิฉันอ่านงานประพันธ์ของ “ดอกไม้สด” ครบหมดทุกเล่ม และหลายเล่มอ่านเกินหนึ่งเที่ยว

ด้วยวัยที่ล่วงเลยไป และด้วยพื้นวิชาที่ร่ำเรียนมา ณ วันนี้ ดิฉันหันกลับไปมองงานประพันธ์ของ “ดอกไม้สด” ด้วยความสนใจในกลิ่นอายของบรรยากาศของสังคมในสมัยนั้น ที่อวลอยู่ในบทประพันธ์ของท่าน นวนิยายให้ภาพผู้คนว่าแต่งตัวอย่างไร กินอาหารอะไร เล่นกีฬาอะไร สนใจอะไร คิดอย่างไรต่อเรื่องต่างๆ รอบๆ ตัว มีมารยาทอย่างไรที่ถือว่างามหรือไม่งาม ผู้เขียนและตัวละครให้คุณค่ากับอะไร ทำมาหากินอย่างไร ฯลฯ ส่วนเรื่องใครคือใคร (คือ ตัวจริงคนไหนคือต้นแบบของตัวเอกในนวนิยาย) เป็นข้อมูลที่ยืนยันว่า ข้อมูลประกอบตัวละครของท่านเป็นบริบททางสังคมรอบๆ ตัวของท่านเองจริงๆ

ในการนำชมวังบ้านหม้อและฟังคำบอกเล่าชีวิตในวังของหลานน้าและหลานยาย ของ ม.ล. บุปผา นิมมานเหมินท์ เจ้าของนามปากกา “ดอกไม้สด” เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม  ๒๕๔๙ นายกสมาคมภาษาและหนังสือปรารภว่า “จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจอ่านหนังสือดีมีคุณค่าของไทย เช่น นวนิยายของ “ดอกไม้สด” เป็นต้น”

ที่จะให้เยาวชนรุ่นใหม่เดินสะดุดเข้ากับงานของ “ดอกไม้สด” แล้ว “ปิ๊ง” ในทันทีทันใด คงเป็นเรื่องยากด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรก เยาวชนรุ่นนี้ไม่อ่านอะไรยาวๆ เพราะโลกอินเตอร์เน็ตที่เข้าไปท่องเที่ยว กับหนังสือการ์ตูนที่เขานิยมอ่าน พูดอะไรสั้นๆ

ประการที่สอง  เยาวชนไม่ได้รับการชักนำให้อ่านตั้งแต่วัยแรกอ่าน และไม่ได้รับคำแนะนำหนังสือน่าอ่านอย่างเป็นขั้นตอนที่ตรงกับความสนใจของเขา

การแนะนำหนังสือนับว่าสำคัญมาก เมื่อเริ่มต้นถูกอัธยาศัย เขาก็จะค่อยๆ ก้าวไปอ่านเรื่องที่ “หนัก” ขึ้นไปตามวัย

ขอบคุณคุณน้านักอ่านของดิฉันอีกครั้งที่จูงมือดิฉันสู่ถนนนักอ่านนวนิยายตั้งแต่วัยรุ่น คนอื่นๆ ที่รักการอ่านก็คงมีผู้แนะนำหนังสือเช่นเดียวกัน อาจจะเป็นคนรอบๆ ตัว เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง คนรู้จัก หรือในระบบก็คือโรงเรียน ครู อาจารย์ และบรรณารักษ์

สหรัฐอเมริกา สมัยที่ดิฉันเรียนหนังสือกับสมัยที่หลานไปเรียนอีก ๓๐ ปีต่อมา เรายังรู้จักหนังสือนวนิยายชุดเดียวกัน คนสองรุ่นยังพูดกันรู้เรื่องเพราะมีประสบการณ์บางส่วนร่วมกันผ่านการอ่าน  โรงเรียนและมหาวิทยาลัยจึงเป็นจุดอ้างอิงที่สำคัญและเป็นทางการสำหรับการตั้งต้นประสบการณ์การเป็นนักอ่านให้กับเด็กและเยาวชน

ประการที่สาม สิ่งแวดล้อมปัจจุบันขาดจุดอ้างอิงให้โยงถึงเรื่องที่กล่าวไว้ในนวนิยาย

ประวัติศาสตร์สังคมในยุครัตนโกสินทร์ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา (คือยุคไม่ถึง ๑๐๐ ปีมานี้) จำเป็นต้องมีที่ทางมากขึ้นกว่านี้ในสังคมร่วมสมัยของเรา แทนที่จะเหลือเพียงศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมของอยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่เป็นวัดกับวัง  กับยุคปัจจุบันที่ความเป็นสากลคือเป็นแบบฝรั่ง ประวัติสังคมของเราดูจะขาดช่วงตรงกลาง เสมือนหนึ่งว่าไร้ความสำคัญใดๆ ทั้งๆ ที่ช่วงนั้นคือช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่งในหลายมิติของสังคมไทย

วังบ้านหม้อ เป็นตัวอย่างหนึ่งของสถานที่อันมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ยังเหลือให้ชม แต่อาคารอื่นๆ แม้ใหม่กว่านั้นก็ไม่แน่ว่าจะเหลืออยู่ต่อไป เช่น คฤหาสถ์โอ่อ่าพร้อมสนามหญ้ากว้างๆ ริมถนนสาทรที่เป็นแบบกึ่งฝรั่งกึ่งไทย ซึ่งหายไปพร้อมๆ กันในช่วงเวลาต่างกันไม่ถึง ๑๐ ปี เพราะราคาที่ดินที่จูงใจให้ขาย บรรยากาศยุคเรื่องของ “ดอกไม้สด” และบ้านเรือนของบุคคลผู้มีอันจะกินสมััยนั้นที่หลงเหลืออยู่บ้าง ก็ซุกอยู่ในตรอกในซอย รอวันที่จะถูกขายและรื้อถอน

นักเศรษฐศาสตร์มั่นใจว่า เป็นเช่นนั้นแน่นอน เพราะขาดแรงจูงใจชดเชยให้กับผู้ที่จะเก็บรักษา น้อยคนจะพร้อมเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ไว้ให้เป็นมรดกของแผ่นดิน เพราะการรักษาอาคารเก่าต้องมีเงินในการบูรณะและบำรุงรักษา และไม่มีอะไรการันตีได้ว่า เมื่อพ้นรุ่นหนึ่งแล้ว คนรุ่นต่อไปจะยัง “เสียสละ” ความสุขส่วนตัวเพื่อแบกภาระรักษาไว้ต่อไป

ในหลายประเทศ ทางการมีนโยบายสนับสนุนและช่วยเหลือให้เอกชนอนุรักษ์อาคาร ด้วยผังเมือง ด้วยกฎเทศบาล และด้วยระบบภาษีที่จูงใจ ตลอดจนมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ละเลยสังคมและวัฒนธรรมของอดีตระยะใกล้ คือสมัยปู่ย่าตายายของเยาวชน บางคนอาจจะเคยไปเดินตามรอยหนังสือของนักแต่งนวนิยายหลายคนในชนบทของอังกฤษ 

ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญตรงนั้นก็ขาดบรรยากาศที่เอื้ออำนวยให้ “รู้จัก” สังคมสมัยนั้น ขาดการกระตุ้นและช้ีนำที่จูงใจ ประกอบกับสื่อภาพยนตร์และโทรทัศน์ป้อนผู้ชมด้วยเรื่องที่แสดงออกอย่างจะแจ้ง เช่น ไม่พอใจก็ต้องกระทืบเท้า หรือทำท่าคันไม้คันมือแบบเล่นโขน โกรธต้องลงไม้ลงมือ หรือลอยหน้าลอยตาด่า การแสดงความไม่พอใจในหน้า หรือการใช้วาจาเพียงแค่สะกิดใจ จึงเข้าใจยากและไม่มีรส เหมือนลิ้นที่คุ้นกับอาหารรสแซ่บเสียแล้ว จะพลิกกลับไปลิ้มลองอาหารรสละมุนก็ไม่ถูกปาก แต่ถ้าลิ้มลองไปสักพักหนึ่ง ก็อาจจะมีบางคนติดใจ

การอ่านนวนิยายยุคก่อนจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้เวลาผู้อ่านสั่งสมประสบการณ์ และต้องมีกลวิธีนำเสนอ ซึ่งต้องการความใส่ใจของผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย แต่ถ้าไม่ลงมือทำอะไรกันให้มากขึ้น ประวัติศาสตร์สังคมห้วงเวลาหนึ่งของเราคงจะขาดวิ่นไปอย่างน่าเสียดาย ….

นวพร เรืองสกุล

หนังสือ พระเกี้ยวน้อย ชาว ต.อ. ชาว หอวัง เล่มที่ 1   9 มิถุนายน 2549

จาก ดรุณสาร ถึง สตรีสาร

2560-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93-1 

คิดถึงวันดีๆ สู่ ๙๐ ปี บ.ก. สตรีสาร

คณะผู้จัดทำ วารยา พึ่งตนเพียร  งามพรรณ เวชชาชีวะ  รวิอร ชิ้ววงษ์

พิมพ์ครั้งที่ ๒  มกราคม ๒๕๔๘

วัฒนะ จูฑะวิภาต ศ. ทางด้านศิลปและงานออกแบบ เขียนถึงคุณนิลวรรณ ปิ่นทองไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ช่วยให้เห็นบทบาทของคุณนิลวรรณฯ ในด้านการพัฒนาเยาวชน และสนับสนุนการใช้เวลาอย่างมีค่า จึงขออนุญาตผู้เขียนนำมาเผยแพร่ ณ ที่นี้*-

จาก ดรุณสาร ถึง สตรีสาร 

จำกับลืม กะเกณฑ์ไม่ได้  อย่างไหนจำได้หรือลืมได้ แต่คนที่อายุหกสิบปีขึ้นไป จะจำเรื่องในวัยเยาว์ได้ดี

ตั้งแต่ยังเป็น ด.ช. วัฒนะ ส่งรูปประกวดภาพระบายสีไปที่หนังสือ ดรุณสาร ทุกสัปดาห์จะมีชื่อ ด.ช. จักรพันธ์  ด.ช. สุเชาว์  ด.ช. วัฒนะ ฯลฯ  รางวัลที่ได้เป็นเงิน ๕ บาท ทุกสัปดาห์จะรอวันที่หนังสือวางตลาด ตื่นเต้นยินดีมาก  นอกจากรางวัลระบายสี ยังมีรางวัลต่อเติมเสริฒภาพ แต่งเรื่องจากภาพ  บางครั้งการรับรางวัลต้องเดินทางไปรับที่สำนักงานตั้งอยู่ที่ถนนอุณากรรณ ไปรับรางวัลกับพี่ปรียา สมัยเป็นสาวน้อยหน้าตาแจ่มแจ๋ว  แต่ที่ เจ๋ง กว่าคือสุภาพสตรีร่างบางคล่องแคล่ว แต่งกายงดงามเดินมาทักทาย ท่านเป็นผู้ริเริ่มตั้ง สโมสรปรียา

เด็กๆ จะสมัครเข้าชมรมตามความสนใจ ผมอยู่ชมรมบำเพ็ญประโยชน์และศิลปะ  มีเพื่อนร่วมชมรมตามความสนใจคือ ม.ร.ว. พฤติสาร ชุมพล  รุ่นโตกว่ามีพี่ธานี แม้นญษติ อยู่ศิลปการแสดง นรนิติ เศรษฐบุตร อนุวิทย์ เจริญศุภกุล ฯลฯ 

ตัดตอนมาเมื่อผมทำงานเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ ได้มาร่วมงานเขียนหลายคอลัมน์ใน สตรีสาร อาจารย์จะตั้งนามปากกาให้หลายชื่อตามความเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง และที่เขียนหนังสือพอมีคนอื่นอ่านได้ก็เพราะอาจารย์ ขัดเกลา ภาษา  อาจารย์เป็นกัลยาณมิตรให้คำแนะนำเรื่องอื่นๆ ด้วย  จากเด็กชายที่รอรางวัล ๕ บาทสุดสัปดาห์ จะมารอรางวัลกินข้าวเย็นวันศุกร์   เพราะวันนั้นจะมีเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ติดตามไปร่วมรับประทานอาหารที่ร้านถูกใจใกล้ๆ โรงพิมพ์  ได้เห็นว่าเพื่อนพ้องน้องพี่ที่สำนักงานหลายคนกลัวอาจารย์ดุเหลือเกิน  จะเห็นน้องบางคนน้ำตาร่วง เสียใจที่ทำผิดแล้วโดนดุ แต่ก็ทำใจได้ว่า สมควรโดน ทุกครั้งไป

อาจารย์จะติติงไม่เว้นแม้แต่แฟนผู้อ่าน  เช่นการใช้กระดาษของราชการเขียนถึง บ.ก.  ทุกอย่างต้องมีเหตุผลถูกต้องเสมอ  อาจารย์ทำงานจริงด้วยใจรัก แต่ก็ยังมีข้อ บกพร่ให้เห็น

บาปของผมคือลายมือแย่ ยุ่งเหยิง ก็มีคุณย่า บ.ก. นี่แหละตรวจแก้  อาจารย์เป็นแบบอย่างของคนทำงานที่อยู่เบื้องหลังของคนเขียนหนังสือและทำงานหลายอย่างไม่เคยเอาหน้า  จึงเป็นแบบอย่างที่ผมนิยมและพยายามประพฤติตาม  คิดว่าตนเองมีบุญที่ได้อาจารย์เป็นกัลยาณมิตรอาวุโส

เพื่อนพ้องน้องพี่ทุกคนล้วนประสบความสำเร็จเพราะคำตักเตือน  ที่จำได้คือเทพสิริ สุขโสภา เวลามาเยี่ยมมักเปรยว่า “กลัวคุณย่าดุ” 

แปลกจริง  สำหรับผมแล้ว ภาพเวลาอาจารย์ดุไม่ได้อยู่ในความทรงจำเลย แต่กลับมีภาพเย็นวันศุกร์ที่ร้านอาหาร  เป็นความสุขใจไร้ทุกข์เหมือนตอนเด็กๆ ไปรับรางวัล ๕ บาทที่โรงพิมพ์ยังไงยังงั้น

 

คิดถึงวันดีๆ สู่ ๙๐ ปี บ.ก. สตรีสาร

คณะผู้จัดทำ วารยา พึ่งตนเพียร  งามพรรณ เวชชาชีวะ  รวิอร ชิ้ววงษ์

พิมพ์ครั้งที่ ๒  มกราคม ๒๕๔๘

*เรื่องที่นำมาเผยแพร่นี้ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนแล้ว

** นิตยสาร สตรีสาร  ๒๔๙๑ – ๒๕๓๙

***คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ๒๔๕๘ – ๒๕๖๐

กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอนหนังสือเล่มแรก

ตอน 2.JPG

หนังสือเรื่องไหนที่คุณอ่านในวัยเด็กแล้วยังคงประทับใจอยู่จนทุกวันนี้

แต่ละรุ่น แต่ละคนคงมีต่างๆ กัน

สำหรับดิฉัน หนังสือเล่มแรกที่อ่านเป็นหนังสือที่พ่อซื้อมาให้อ่านในวัยประถมต้นๆ  คือนิทานอีสป แต่ละเรื่องมีภาพวาดลายเส้นขนาดใหญ่ประมาณ ๑/๓ – ๑/ ๒ หน้า นำเรื่อง ส่วนเนื้อเรื่องพิมพ์ด้วยอักษรค่อนข้างโต แต่ละเรืี่องสั้นขนาด ๑ – ๒ หน้าจบ เรื่องแรกๆ จะสั้นกว่าเรื่องหลังๆ 

เรื่องแรกในหนังสือเล่มนั้นคือเรื่องราชสีห์กับหนู

ภาพลายเส้นง่ายๆ ในความทรงจำคือ ราชสีห์ตัวโตนอนอยู่ มีเชือกรัดตัว และมีหนูกำลังช่วยกัดเชือก บทเรียนของเรื่องนี้จำได้ไม่ลืมว่า อย่าดูถูกใคร แม้เขาจะเป็นคนที่มีสถานะ “ต่ำ” กว่า ในเวลานั้น

เมื่อเริ่มทำงาน รู้จักนักการคนหนึ่ง เขาพัฒนาตนเองด้วยการเรียนหนังสือคู่ไปกับการทำงาน จนได้รับปริญญาและก้าวหน้าในที่ทำงาน (ที่อื่น) เรื่องนี้คอยกลับมาเตือนให้นึกเสมอว่า คนที่วันนี้เขาวิ่งต๊อกๆ ซี้อโอเลี้ยงให้ หรือว่าเด็กที่เดินตามหลังเวลาพระบิณฑบาต เขาอาจจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือผู้มีอำนาจให้คุณให้โทษกับเรา หรือเราจำเป็นต้องพึ่งพาเขาในวันข้างหน้าก็ได้  ณ วันนั้นเราไม่รู้

เรื่องที่สองคือเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ คนพาลยกประเด็นหาเรื่องคนอื่นได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคิดว่าคนนั้นไม่มีทางตอบโต้  จึงประพฤติตามมงคลคาถา “อ เสวนา จ พาลานัง” และโลกนิติคำโคลง  “หลีกคนพาลหลีกให้ ห่างพ้น ลับตา”  ถ้าหากว่าหลีกไม่ได้ ก็ต้องรู้จักใช้ปัญญาหาทางไม่ยอมตัวเป็นลูกแกะ

หนังสือที่อ่านตอนอยู่วัยรุ่น มี ๒ กลุ่ม กลุ่มแรก อ่านตามคำแนะนำของผู้ใหญ่รอบๆ ตัว  เล่มที่อ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบคือ ปริศนา ของ ว. ณ ประมวลมารค  ปริศนาเป็นหนังสือที่อ่านตอนอายุเท่าใดก็ยังสนุก แม้จะรู้ตอนโตแล้วว่า เค้าโครงคล้ายเรื่องฝรั่ง ก็ไม่ทำให้คุณค่าด้อยลง เพราะบรรยากาศได้กลิ่นอายสังคมไทยร่วมสมัยของผู้แต่ง  ยิ่งต่อมาเมื่อได้ทำงานที่วังบางขุนพรหม เมื่อขึ้นไปชั้นบนตรงที่เป็นสำนักผู้ว่าการ ในสมัยนั้น ก็นึกถึงตอนรับประทานน้ำชาดูแม่น้ำเจ้าพระยาได้  ย่ิงเมื่อพบว่ามีบ้านเล็กๆ ทำอาหารขายอยู่สุดอาณาบริเวณไกลลิบจากตัววังใกล้ไปทางเทเวศร์ ก็พลอยให้นึกถึงสวนฝรั่งในวัง ทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างครึมอกครึ้มใจมาก ยิ่งบ้านอยู่สุขุมวิทด้วย วันที่เฟื่องๆ ก็นึกว่าตัวเอง (ซึ่งไม่ใช่ปริศนา) กำลังขับรถไปวังศิลาขาว (ที่ไม่มีท่านชายพจน์ฯ)

กลุ่มที่สอง อ่านตามน้องชาย

ส่วนมากเป็นเรื่องผจญภัยในป่าเขา นิยายวิทยาศาสตร์ ฯลฯ  เช่น ลูกไพร ล่องไพร ระย้า ฯลฯ อ่าน ระย้า แล้วสงสารเสรีไทย ที่รักชาติ รักประเทศ แต่แล้วกลับตายด้วยน้ำมือคนไทยบางคนที่เห็นแก่ได้สำหรับตนเอง เรื่องทำนองนี้ทำให้คนอ่านอย่างดิฉันเป็นคนที่ค่อนข้างระแวดระวัง ไม่มองโลกเป็นสีชมพูหรือสีขาวสะอาดสีเดียว แต่เห็นโลกด้วยความรับรู้ว่า คนทุกคนไม่ได้เหมือนกัน คนที่พร้อมฉวยโอกาส กับคนที่รักอุดมคติ มีอยู่ปะปนกันในสังคมหนึ่งๆ

เรื่องสุดท้ายที่ขอกล่าวถึงคือ เวนิสวาณิช เรื่องนี้เป็นหนังสือเรียนในสมัยนั้น เมื่ออ่านซ้ำตอนเกษียณแล้ว จึงเพิ่งรู้ตัวว่า อะไรบางอย่างจากหนังสือเล่มนั้นฝังตัวอยู่ในความทรงจำ  และกลายเป็นคุณค่าที่รับไว้ในการทำหน้าที่การงาน คือ  การรักความยุติธรรม รักษาคำพูด ทำงานตามกติกา แต่ขณะเดียวกันก็โอนอ่อนรอมชอมกัน พูดจากัน เห็นใจกัน ไม่เอะอะก็ท้ากันขึ้นโรงขึ้นศาล เอาชนะคะคานกันด้วยประเด็นกฎหมายหรือระเบียบเล็กๆ น้อยๆ 

คุณค่านี้ เพื่อนๆ ที่ผ่านโรงเรียนเดียวกันต่างก็รับว่า เราทุกคนมี  ส่วนหนึ่งน่าจะเป็น เวนิสวาณิช ที่เราท่องหลายบทหลายตอนได้ขึ้นใจ แต่ก็ไม่มีทางรู้แน่ เพราะคนร่วมสมัยอีกจำนวนมากก็อ่านหนังสือเล่มเดียวกันนี้ แต่เรื่องที่เข้าไปฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเขาอาจจะเป็นคนละเรื่องกัน หรือว่าส่วนหนึ่งเกิดจากวิธีการที่ครูโรงเรียนผดุงดรุณี ใช้ในการบ่มเพาะเยาวชน หรือว่าจิตเขาแข็งไปเอนโอนไม่ตามนิยาย หรือว่าสภาพแวดล้อมอื่นในการทำงานมีผลต่อเขามากกว่า- -ตอบไม่ได้  ไม่รู้แน่

เรื่องความคิดจากเวนิสวาณิช เคยเขียนเอาไว้แล้ว อ่านได้จาก blog นี้ และเป็นบทหนึ่งในหนังสือที่เพิ่งออกจำหน่ายชื่อ เงินตราและนายธนาคาร

https://thaidialogue.wordpress.com/2014/01/04/เรื่องเงินๆ-ทองๆ-ในเวนิส/

การเมืองเรื่อง (ประธานาธิบดี) ทรัมป์

shutterstock_378601342

การเมืองอเมริกันสนุกมาตั้งแต่เลือกตั้งจบเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 และสนุกยิ่งขึ้นเมื่อประธานาธิบดีคนใหม่เข้ารับตำแหน่งเมื่อมกราคม 2560

การเมืองของอเมริกันสอนอะไรให้คนที่สนใจจะมี “ประชาธิปไตย” แบบมีการเลือกตั้งได้มากมาย ถ้าสนใจจะเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้กำลังเปิดคอร์สสอนวิชา กระบวนการทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญอเมริกัน ให้เรียนฟรี  มีเหตุการณ์ดราม่าเกิดขึ้น “วันต่อวัน”

เรื่องที่ ๑. ได้เรียนรู้กระบวนการเลือกประธานาธิบดีชัดเจนมาก เนื่องจากในครั้งนี้คะแนนเสียงรายบุคคล (popular vote) ผู้สมัครคนหนึ่งชนะ แต่คะแนนเสียงกลุ่มคณะที่มาลงคะแนนเลือก (electoral vote) ผู้สมัครอีกคนหนึ่งชนะ คำว่า electoral vote ที่เคยแค่ได้ยินๆ กลับมาอยู่ในสปอตไลท์ ทำให้บางคนเพิ่งเข้าใจว่า บางรัฐคะแนนเสียงแบบ electoral vote คิดสัดส่วนจาก popular vote แต่บางรัฐเป็นแบบ ใครชนะเหมาคะแนนไปหมดทั้งรัฐเลย  และทุกคนที่ได้รับเลือกเป็นผู้แทน ก็ไปลงคะแนนตามหน้าที่ที่ได้รับมอบมา ไม่ใช่จะไปเปลี่ยนใจตามใจชอบได้

เรื่องที่ ๒. การส่งมอบงานเป็นไปตามลำดับขั้น ไม่ว่าระหว่างหาเสียง สองพรรคจะห้ำหั่นกันด้วยวาจาอย่างไรก็ตาม เมื่อได้คะแนนเสียงมาแล้ว ก็เป็นอันว่าจบช่วงชิงคะแนน มาเป็นช่วงเริ่มงาน ที่ต้องทำงานประสานกันให้การส่งต่ออำนาจราบรื่น

เรื่องที่ ๓. เมื่อประธานาธิบดียังไม่วางมือจากธุรกิจอย่างเป็นที่น่าพอใจ ในสภาฯ ก็มีการเคลื่อนไหวจะออกกฎมาบังคับให้ต้องทำ และเรื่องนี้ยังน่าสนใจจะติดตามต่อไป เพราะอเมริกายังตามหลังประเทศไทยในกรณีที่เขาเพิ่งมีผู้บริหารสูงสุดเป็นนักธุรกิจใหญ่ตัวจริง แทนท่ีจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนักการเมืองอาชีพ และยังเป็นผู้บริหารที่ชอบทวีต เพื่อคุยตรงกับประชาชน แบบเดียวกับอดีตนายกฯ ของเราอีกด้วย

เรื่องที่ ๔. เมื่อถึงขั้นนำเสนอชื่อผู้บริหารในคณะรัฐบาลและมีการเสนอขอแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงแทนตำแหน่งที่ว่างลง ก็ได้เรียนรู้ภาคปฏิบัติของคำโตๆ หลายคำ

ภาคปฏิบัติของคำว่า check and balance หรือการถ่วงดุลอำนาจ  ประธานาธิบดีเป็นผู้เลือกบุคคล และสภาฯ เป็นผู้ลงมติรับหรือไม่รับบุคคลนั้น

ภาคปฏิบัติของความโปร่งใส (transparency) และความรับผิดตามหน้าที่ (accountability) สมาชิกพรรครีพับลิกันบางคน บอกว่าจะไม่ลงคะแนนบางเรื่อง ซึ่งสามารถทำได้ เพราะที่นั่น:

  • สมาชิกไม่ใช่ทาสของพรรค ที่จะต้องลงคะแนนเสียงทุกคะแนนตามคำสั่งพรรค แต่ละบุคคลต้องรับผิดชอบต่อการลงคะแนนของตนเอง
  • ไม่มีธรรมเนียมลงคะแนนลับ ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อคะแนนเสียงที่ลง และลงคะแนนอย่างไร ก็เป็นประวัติการทำงานของคนนั้น เป็น information สำคัญที่ผู้ลงคะแนนเลือกเขาเข้ามาได้รับรู้

เรื่องที่ ๕. คนที่ไม่เห็นด้วยกับประธานาธิบดีในเรื่องใด อยากประท้วงก็ประท้วงได้ ภายในขั้นตอนของกฎหมาย และถ้าสนใจก็จะเห็นกระบวนการทักท้วงที่ประชาชนผู้ออกเสียง คิดขึ้นมาเพื่อส่งเสียงต่อ สส. สว. และสื่อ ในอีกหลายรูปแบบ

เรื่องที่ ๖. การมีอำนาจอธิปไตย ๓ ขา ที่แท้จริง ส่วนหนึ่งคือที่กล่าวไปแล้วในข้อ ๔. อีกส่วนหนึ่งคือบทบาทของตุลาการ   ประธานาธิบดีใช้อำนาจสูงสุดด้านบริหารสั่งการ แต่ตุลาการก็มีสิทธิใช้อำนาจระงับชั่วคราว (stay order) เมื่อเห็นว่าคำสั่งนั้นอาจจะผิดรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างจากกรณี executive order ไม่ให้คนต่างด้าวบางประเทศเข้าสหรัฐฯ ที่ศาลบางมลรัฐได้ใช้อำนาจตุลาการชลอ การทำตามคำสั่ง

เรื่องที่ ๗. เคยมีผู้สงสัยว่า ประธานาธิบดีจะอยู่ได้ครบเทอมละหรือ ตอบได้เลยว่า อยู่ไม่ครบเทอมได้ ถ้าตาย ลาออก หรือถูกให้ออก ตามแต่กรณี ผู้ที่จะให้ออกได้คือรัฐสภาผ่านกระบวนการซักฟอก ซึ่งเคยมีประธานาธิบดีเข้ากระบวนการนั้นมาแล้ว

เรื่องที่ ๘. เห็นไม่ตรงกันแบบนี้ ประธานาธิบดีจะบริหารประเทศได้ละหรือ คำตอบก็คือ ประธานาธิบดีทำตามที่หาเสียงเอาไว้ แต่ถ้าสภาไม่ผ่านกฎหมายให้ หรือว่าศาลสูงไม่เห็นด้วย โดยเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ประธานาธิบดีหาเสียงไว้ไม่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ความผิดของประธานาธิบดี(จริงไหม) ประธานาธิบดีก็ต้องบริหารประเทศไปในกรอบของรัฐธรรมนูญ เพราะประเทศนั้นนไม่มี “พ่อ” ให้ทุกคนวิ่งไปหา เวลาทะเลาะกัน แล้วตกลงกันไม่ได้  ประเทศต้องเดินไปให้ได้ จะเดินได้ดีหรือค่อยๆ เดิน ก้าวๆ หยุดๆ ก็ตามแต่  ทุกฝ่ายก็ต้อง “work it out” โดยมีอำนาจสูงสุดอำนาจเดียวที่ยึดเป็นที่พึ่งได้คือ รัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญบนแผ่นกระดาษ แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่มีชีวิต เพราะมีคนหลายฝ่ายเป็นผู้ใช้ ตามอำนาจและหน้าที่ของตน 

เรื่องที่ ๙. บทบาทของมหาวิทยาลัยในช่วงที่มีความปั่นป่วนเชิงความคิด  เรื่องนี้มีตัวอย่างจากมหาวิทยาลัยเยล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา ที่ชวนให้คิดถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยในวิกฤติทางการเมืองของประเทศที่ผ่านมา  เมื่อมีคำสั่งห้ามคนเข้าเมืองออกมา เยลทำสองอย่างคือ

  • ออกหนังสือถึง international community ของเยลว่า คำสั่งของประธานาธิบดีมีความหมายว่าอย่างไร ใครพึงทำอะไร หรือไม่พึงทำอะไร และบอกว่า เยลกำลังดำเนินการในขั้นตอนใดต่อไป
  • ช่วยนำตัวบุคคลที่มีความสำคัญของประเทศที่ติดอยู่ในสนามบินและถูกห้ามเข้าประเทศ ออกมาได้

และกำลังทำอย่างที่ ๓ คืออาจารย์ด้านกฎหมายกำลังช่วยกันคิดว่า จะเอาไงต่อไป

เรื่องที่ ๑๐. บทบาทของสื่อมวลชนในการสร้างมุมมองที่ได้สัดส่วน (ไม่เพ้อเจ้อเหลวไหล เข้าใจผิด หรือปล่อยให้เดากันไปต่างๆ นานา แบบไม่รู้จริงแต่ช่างพูด) ให้กับสาธารณชน  ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการห้ามเข้าเมืองที่เป็น executive order ครั้งนี้ โทรทัศน์สถานีหนึ่งนำคำให้สัมภาษณ์ของคุณย่าของลูกเขยประธานาธิบดี ที่รอดมาจากช่วง holocaust (ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) ในยุโรปว่า สมัยนั้นสหรัฐอเมริกาปิดประเทศสำหรับยิวที่ต้องการลี้ภัย  ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า เรื่องอเมริกาปิดประเทศสำหรับมุสลิมนี้ ไม่ใช่การปิดประเทศให้กับผู้ลี้ภัยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์  อเมริกาเคยไม่รับผู้ลี้ภัยมาก่อนนี้ด้วยแล้ว   ขอบคุณความพร้อมของโทรทัศน์สถานีนั้นที่ขวนขวายหาคลิปคำให้สัมภาษณ์สดเมื่อนานมาแล้วมาให้ได้ชม   

เขียนมาหมดนี้เพราะชอบดูการดำเนินไปของระบอบประชาธิปไตย (working of democracy) และคิดถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในบ้านเมืองของเรา ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย สื่อมวลชน นักการเมือง และผู้เรียกร้องหาประชาธิปไตยทั้งหลายว่า เขาคิดถึงเรื่องนี้บ้างไหมนะ และมีการนำมาเป็นบทเรียนเพื่อเข้าใจกระบวนการทางการเมืองแบบประชาธิปไตยกันบ้างไหม และช่วยกันคิดว่า อะไรเป็นได้ อะไรเป็นไม่ได้ ในบ้านเมืองของเรา เพราะอะไร และจะหาทางออกกันอย่างไร

นวพร เรืองสกุล   4 Feb. 2017

เศรษฐศาสตร์โลกใบใหม่… sharing economy ลองมาแล้ว

%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%a5

sharing-economy

ไม่ลองก็รู้เท่าที่อ่าน   ลองมาแล้วก็รู้เพิ่มขึ้น เข้าใจมากขึ้น

ต่อไปนี้คือประสบการณ์ในการลองซื้อ ลองขาย ลองให้บริการ ลองใช้บริการ ในโลกใบใหม่

HomeExchange, Airbnb, Uber, 99designs และอื่นๆ”

Book Notice

ชื่อหนังสือ Sharing Economy ลองมาแล้ว

นวพร เรืองสกุล ผู้เล่า อัจฉรา สุทธิศิริกุล ผู้ลอง

ผู้จัดจำหน่าย  ศูนย์หนังสือจุฬาฯ
0 2255 4433 www.chulabook.com
สำนักพิมพ์  KnowledgePlus 08 1825 8929
ราคา 180  บาท

ตอนนี้ไม่ว่าอะไรๆ ก็ห้อยท้ายด้วยตัวเลข  4.0 กันทั้งนั้นเพื่อความทันสมัย

หนังสือเล่มนี้นำผู้อ่านเข้าไปสู่โลกเศรษฐกิจและโลกธุรกิจใบใหม่ ที่เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เป็นพื้นฐานหรือ infrastructure เข้าไปแบบนักท่องเที่ยว ไปลอง และไปมอง ว่าเขากำลังทำอะไรกันในโลกนี้

จากแม่น้ำลำคลอง เป็นถนน เป็นราง เป็นอากาศ  ตอนนี้เป็นเวลาของ network  ในแง่ปฏิบัติการในการนำเสนอสินค้าและบริการ  เป็นการทำธุรกิจโดยพึ่งเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีคนวางฐานไว้ให้แล้ว  และทำธุรกิจได้แตกต่างจากเดิม เพราะเทคโนโลยีเอื้ออำนวยด้วยความจำล้ำเลิศและการปฏิบัติงานที่รวดเร็วยิ่ง 

หนังสือเล่มนี้มองธุรกิจในโลกใบใหม่จาก ๒ ด้านด้วยกันคือ การเป็นผู้ใช้ (consumer)  และการเป็นผู้ทำธุรกิจ (maker, entrepreneur)   

หลายเรื่องที่กล่าวถึงเป็นประสบการณ์ตรงของการลองมาแล้วของผู้เขียนทั้งสองคน บวกกับเพื่อนร่วมเที่ยวอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นนักท่องอินเทอร์เน็ต และเนื่องจากผู้เขียนทั้งสองคนมีภูมิหลังมาจากสายบัญชีและเศรษฐศาสตร์ ทำงานมาในภาคการเงิน + IT เรื่องที่นำมาเล่าจีงไม่ใช่การเล่าไปเรื่อยๆ เพื่อความทันสมัย แต่มีการวิเคราะห์แบบกรณีศึกษาเพื่อดูปัจจัยแห่งความสำเร็จของแต่ละกิจการด้วย

กิจการแบบแบ่งกันใช้ (sharing) ทำให้สามารถใช้ทรัพย์สินได้เต็มประสิทธิภาพขึ้น  เช่น นำห้องว่างออกให้เช่าแก่นักท่องเที่ยว นำรถที่มีเวลาเหลือจากการใช้งานประจำออกมาร่วมให้บริการรับส่งผู้โดยสาร ให้บริการวิชาชีพข้ามพรมแดน ให้เช่าพื้นที่ในโลกออนไลน์เป็นร้านค้า ทำให้ผู้ผลิตรายเล็กรายน้อยก็สามารถเข้าถึงตลาดอันกว้างใหญ่ในโลกนี้ได้ เป็นต้น   

เนื้อหาโดยรวมให้ความรู้สึกว่า บริการต่างๆ ที่นำมาทำกันในโลกออนไลน์ มีทำกันอยู่แล้วในโลกนี้ แต่ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากระบบออนไลน์ มาปรับใส่มูลค่าเพิ่ม จนทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกได้ว่า วิธีใหม่นี้ สะดวกกว่า กว้างขวางกว่า ง่ายกว่า และเร็วกว่า

เป็นเรื่องไม่ใช้ไม่ได้แล้ว และเราทุกคนก็ใช้ไปบ้างแล้วทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว เช่น ใช้สมาร์ทโฟน และ application ต่างๆ  เช่น ไลน์  facebook  GPS  เป็นต้น

จะอ่านเอาเพลิน พอได้ความรู้ ไปใช้คุยเล่นเป็นคนทันสมัย หรือใช้คิดเพื่อต่อยอดการทำธุรกิจ ก็สุดแต่ความสนใจของแต่ละคน

ปกหลังของหนังสือเขียนไว้ว่า “โลกเศรษฐกิจใบใหม่เพิ่มอาชีพบางอาชีพและทำให้บางอาชีพล้าสมัย เช่นเดียวกับโลกอุตสาหกรรมเคยกระทำให้ช่างฝีมือบางประเภทตกงานมาแล้ว  แต่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์เราก็ปรับตัวให้เข้ากับสภาพการที่เปลี่ยนไปจนได้”

นวพร เรืองสกุล                                                                                                                         1 กุมภาพันธ์ 2560

กรณีสนใจซื้อเป็น e book ซื้อได้ตาม link ข้างล่างนี้

http://www.ookbee.com/Shop/Book/87b9bbdc-28fd-422a-be85-278ed937a435/sharing-economy-%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7?affiliateCode=121373c212c24cb992d5d4ddd8458d84&tag=link

กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอนรายชื่อหนังสือสำหรับเด็ก

ตอน 3.JPG

วัยเด็กเป็นวัยช่างจำ และด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า การอ่านเปิดโลกกว้างให้กับผู้อ่าน การสร้างนิสัยในการอ่านจะต้องเกิดในวัยเด็ก  จึงมักจะแนะนำหนังสือให้พ่อแม่หาไว้ให้ลูกๆ อ่าน โดยดึงจากความรู้และประสบการณ์ตนเองในวัยเด็กมาเป็นแนวทาง

โดยส่วนตัวทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่ก็คงมีรายชื่อหนังสืออยากให้เด็กอ่าน แม้ว่าจะดูโบราณแต่เชื่อว่าไม่ล้าสมัย เจตนาก็เพื่อให้รุ่นเรากับรุ่นหลังได้มีเรื่องสนทนากันได้ด้วยหัวข้อที่รู้ร่วมกัน และแนะนำหนังสืออ่านสนุกให้เด็กที่อาจจะไม่สนใจอ่าน หรือไม่รู้ว่าจะซื้อหนังสืออะไรมาอ่านดี ได้มีหนังสือแนะนำไปวางอยู่ใกล้ๆ มือ

นิสัยการอ่านต้อง “สร้าง” และสร้างยิ่งเร็วยิ่งดี แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีว่า โตขึ้นแล้วนิสัยนี้จะคงอยู่หรือเลือนหายไป

เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเคยเล่าว่า หลานชายอยากจะร่วมวงสนทนากับอาและป้า จึงเริ่มอ่านหนังสือกำลังภายในและหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่ป้าสะสมไว้ แล้วก็ชวนคุยตามประสาเด็กที่นึกว่าตัวเองโตแล้ว (เพราะตามอ่านหนังสือเล่มเดียวกับผู้ใหญ่)  ป้าๆ ก็เอ็นดู ทั้งช่วยชี้แนะเรื่องและร่วมวงคุยไม่ให้เขารู้ตัวว่า เขายัง ‘เด็ก’  บัดนี้หนุ่มนั้นโตเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว และเริ่มมีความสนใจของตนเอง แต่ไม่ทิ้งการอ่าน

หลานสาวคนหนึ่ง มาที่บ้านจะเจอตาและป้านั่งอ่านหนังสือจนชินตา ตอนที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก เขาเลียนกิริยาการนั่งอ่านหนังสือของผู้ใหญ่ แต่ถือหนังสือกลับหัว เพราะที่บ้านไม่มีหนังสือสำหรับเด็กเล็กและในวัยนั้นยังอ่านหนังสือไม่ออก  ในวัยสิบขวบหลานคนนี้ อ่านเรื่องชุด บ้านเล็กฯ  จบหมดแล้ว 

ในสมัยนี้เนื่องจากคุณปู่ติดไลน์ คุณป้าติดเฟซฯ  เด็กเล็กรุ่นนี้จึงก้มหน้าอยู่กับสมาร์ทโฟน ซึ่งเขาอาจจะเลือกอะไรก็ได้ในโลกอันไพศาล (ซึ่งสมัยก่อนเลือกไม่ได้ เพราะต้องมีหนังสือนั้นๆ อยู่ในบ้านก่อนจึงจะเลือกได้เท่าที่มี) 

หนังสือแนะนำส่วนตัว

เคยแนะนำหนังสือให้แม่ของเด็กเพื่อซื้อให้ลูกอ่าน และผู้ได้รับคำแนะนำกลับมาเล่าให้ฟังว่า ได้ผลดี เด็กชอบอ่านหนังสือและอ่านให้คนอื่นฟังด้วย เท่าที่จำได้คือ

นิทานอีสป ครบชุด

เจ้าหญิงผู้พิพากษา หนังสือแปลจากนักเขียนเมียนมาร์ สร้างให้ตัวเอกเป็นเด็กผู้หญิง ให้ความรู้เรื่องกฎหมายพื้นฐาน ด้วยตัวอย่างเกี่ยวกับชีวิตรอบๆ ตัวที่ใครๆ ก็อาจจะประสบได้

หนังสือภาพให้ความรู้รอบตัวเรื่อง แมลง เพราะเห็นว่าเด็กต่างจังหวัดน่าจะสนใจเรื่องใกล้ตัวที่แตะต้องได้  หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือที่พี่อ่านให้น้องๆ ฟัง เพราะเด็กทุกคนเห็นภาพก็สนใจ จึงอยากรู้เรื่องเพ่ิมเติมตามที่หนังสือเล่า

หนังสือที่ตัวเอกของเรื่องเป็นเด็ก เช่น ลูกไพร ของน้อย อินทนนท์  และชุดบ้านเล็กฯ ของลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์  ที่ ‘สุคนธรส’ แปล เพราะทำให้เห็นค่าความสำคัญของการช่วยกันทำงานด้านการเกษตรและการดูแลบ้านเรือนด้วยกันทั้งครอบครัว  เรื่องนี้ตัวเอกก็เป็นหญิง สวนเด็กผู้ชายก็จะสนใจตอน เด็กชายชาวนา

สกว. ได้ทำโครงการวิจัยคัดเลือกหนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน 100 เล่ม ออกเผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2543 โดยมีจุดมุ่งหมายการกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนไทยรักการอ่านหนังสือมากขึ้น มีหนังสือหลายเล่มที่เคยเป็นหนังสือเรียนของรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ป้า น้า อา ได้แก่  ดอกสร้อยสุภาษิต  “เรณู-ปัญญา” เที่ยวรถไฟ  นกกางเขน  นิทานอีสป  ลูกสัตว์ต่างๆ  อุดมเด็กดี 

สกอ. มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกว่า

  1. เป็นหนังสือเล่ม ประเภทบันเทิงคดี (นิทาน นิยาย เรื่องสั้น บทกวี) ที่เขียนขึ้นเอง โดยไม่จำกัดยุคสมัย
  2. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีเนื้อหาสาระที่ส่งเสริมความเข้าใจชีวิตและสังคม เสริมสร้างภูมิปัญญา จินตนาการ และค่านิยมที่ดี มีศิลปะในการเขียนที่ดี มีความงาม ความไพเราะ ความสะเทือนอารมณ์ อ่านได้สนุกเพลิดเพลิน
  3. มีเนื้อหา ท่วงทำนอง ภาพประกอบที่สามารถสนองความสนใจของนักอ่านกลุ่มเด็กและเยาวชนได้อย่างเหมาะสมกับวัย กระตุ้นจินตนาการและการเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและโลกที่ผู้อ่านรู้สึกเชื่อมโยงด้วย
  4. เป็นการวางพื้นฐานในการอ่านวรรณคดีที่เป็นแบบฉบับ (คลาสสิก) ของไทย หรือช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจชีวิตและสังคมวัฒนธรรมไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น

ผู้สนใจอยากทราบชื่อหนังสือทั้ง 100 เล่ม เข้าไปดูได้ใน http://www2.eppo.go.th/tank/100-kids.html

การอ่านเกิดได้ด้วยเงื่อนไขแวดล้อมบางประการ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนที่ ๑ เช่น

  • มีผู้ชี้แนะชักชวน (แม้ในวัยเป็น ส.ว. ก็ยังต้องการ book reviewer ที่น่าเชื่อถือ ช่วยเป็นตา คัดกรองให้ก่อน) 
  • เมื่อมีหนังสือนั้นๆ ให้ซื้อ หยิบ หรือยืม ได้ไม่ยาก เช่นหาซื้อได้ในท้องตลาด หรือยืมอ่านได้จากห้องสมุดโรงเรียน และห้องสมุดชุมชนใกล้บ้าน
  • ผู้ใหญ่ให้เวลา เปิดโอกาส ชักชวนหรือเล่าเกริ่นนำให้อยากรู้ เพื่อให้เริ่มอ่าน (แต่ไม่ใช่บังคับ เซ้าซี้ หรืออธิบายความยืดยาวว่าการอ่านมีประโยชน์อย่างไร)
  • มีพื้นที่สังคมให้ได้ขยายความคิดหลังจากอ่านแล้ว เช่น ชมรมหนังสือในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย หรือในชุมชน เป็นต้น การอ่านจะได้กลายเป็น “โรคติดต่อ” ที่พึงปรารถนา

คุณล่ะคะ คุณมีรายชื่อหนังสือสัก 2-3 เล่มก็อยากให้ลูกๆ หลานๆ ได้่อ่านไหม และเปิดเวลาคุยกับลูกๆ หลานๆ เรื่องหนังสือหรือสิ่งที่เขาสนใจอ่านมาบ้างหรือเปล่า

นวพร เรืองสกุล  มกราคม 2560