เหตุเกิดที่ไทยพีบีเอส

ไทยพีบีเอสนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัทซีพีเอฟเป็นการผิดจรรยาบรรณสื่อ!   เรื่องลามเลยไปถึงการประชุมอันยาวนานของคณะกรรมการนโยบายฯ จบลงด้วยการลาออกของผู้อำนวยการ เรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ  วิญญาณของผู้บริหารเงินทุนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาสำรวจปัญหา  เพื่อตอบคำถามที่ว่า… เอาเงินภาษีของประชาชนไปทำงี้ได้ไง  ทำผิดกฎหมายหรือเปล่า (คำถามมาตรฐาน) ผู้บริหารต้องรับผิดชอบ  บริษัทนี้มีปัญหากับ “สังคม” คุณไม่รู้หรอกหรือ วิญญาณสื่อของคุณหายไปไหน ไปสนับสนุนบริษัทแบบนี้  ต่อไปนี้สถานีจะขาดความเป็นอิสระ ฯลฯ ก่อนอื่น ขอเรียนว่าข้อมูลข่าวสารได้มาจากการติดตามข่าวผ่านสื่อ ทั้งข่าวเล่า (คือมีผู้ติดตามอ่านแล้วมาสรุปให้ฟัง) และข่าวเขียน (แปลว่าอ่านเอง) บวกกับการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องกระบวนการทำงาน ข้อสังเกตและความเห็นมีดังนี้   ข้อ ๑ ตามหลักการบริหารเงิน การหารายได้อย่างเหมาะสมแทนการทิ้งเงินไว้เปล่าๆ เป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของผู้บริหาร ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ได้เขียนอธิบายหลักการพร้อมวิธีปฏิบัติขององค์กรสาธารณะไว้แล้วใน facebook คณะกรรมการนโยบายฯ ตำหนิการทิ้งเงินไว้เป็นเงินฝากธนาคารมาอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะนำเงินไปหาผลประโยชน์อื่นเพื่อให้มีรายได้งอกเงยขึ้นมา  จนกระทั่งฝ่ายบริหารอยู่นิ่งไม่ได้ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างในเรื่องการลงทุน เพราะถ้าไม่ทำก็แปลว่าไม่รับผิดชอบ (ถ้าลงทุนผลีผลามก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน แต่คนละประเด็น) ขั้นตอนการลงทุนของผู้บริหารเงินทุนโดยทั่วไปคือ นำเสนอกรอบการลงทุนให้คณะกรรมการพิจารณา  กรอบคือหลักเกณฑ์ว่าจะลงทุนในตราสารประเภทใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด ระดับความเสี่ยงที่กรรมการหรือองค์กรรับได้คือแค่ไหน และสาระอื่นๆ ที่ประกอบกันขึ้นเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน ในระบบการทำงานจะต้องชัดเจนว่า ใครตัดสินใจ ใครอนุมัติฯลฯ…

เยลเมื่อครบ ๓๐๐ ปี อธิการบดีพูดสิ่งนี้ จุฬาฯ เมื่อครบ ๑๐๐ ปี อธิการบดีจะพูดอะไร

อีกไม่นานเกินรอ แค่วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๐ จุฬาฯ จะฉลองยิ่งใหญ่ปิดศตวรรษแรกหลังจากที่มีการฉลองรูปแบบต่างๆ มาตั้งแต่ตอนเริ่มย่างเข้าปีที่ ๑๐๐ มาจนจะครบ ๑๐๐ แล้วเริ่มย่างก้าวสู่ศตวรรษที่สองของมหาวิทยาลัย เป็นปีที่ ๑๐๐ กับอีก ๑ วัน ย่างก้าวสู่อนาคตสำคัญมาก สำคัญตรงที่ว่าเราจะเหหัวเรือของสถาบันไปทางไหน ในโลกที่กำลังเปลี่นแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีความมั่นคงอยู่ลึกๆ ว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร มีบางอย่างที่เป็นแก่นเป็นแกนเป็นเนื้อแท้ เฉกเช่นน้ำที่เปลี่ยนได้หลายรูปแบบ แต่คงคุณลักษณะแห่งน้ำไว้เสมอทุกรูปแบบของน้ำนั้น ไม่ว่าจะเย็น ร้อน หรือเจือด้วยสี กลิ่น หรือรสอื่นใด เคยติดใจสุนทรพจน์ที่อธิการบดี Richard Levin กล่าวปิดศตวรรษที่ ๓ ขึ้นศตวรรษที่ ๔ ของมหาวิทยาลัยเยล ที่หน้าอาคารห้องสมุดของมหาวิทยาลัย เมื่อปี ค.ศ. 2001 จึงขอนำมาเล่าไว้ ณ ที่นี้ (ยังไม่นับผู้บริหารเงินทุนของเยล ที่ดิฉันชื่นชมมาก เพราะผลงานที่เยี่ยมยอดและหลักการการบริหารเงินที่อธิบายได้และผู้บริหารมั่นคงกับหลักการมาก) ก่อนถึงสุนทรพจน์ ขอให้ข้อมูลสรุปสั้นๆ เพื่อให้รู้จักมหาวิทยาลัย เยลเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำและมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ที่เมือง New…

TDRI 2017

Boosting the Thai Economy and Reforming the Government by Data Revolution ฟื้นเศรษฐกิจ – ปฏิรูปรัฐ ด้วยปฏิวัติข้อมูล เป็นหัวข้อการประชุมวิชาการประจำปีของทีดีอาร์ไอ เมื่อ ๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ที่โรงแรมใหญ่กลางกรุงเทพฯ ลงทะเบียน และรับเอกสาร สะดวกสบายด้วยระบบลงทะเบียนล่วงหน้า ทำให้เมื่อถึงหน้างานก็เพียงแต่โชว์คิวอาร์โค้ด เจ้าหน้าที่ยิงข้อมูล แวะไปรับเอกสาร แล้วเข้านั่งฟังได้เลย  เป็นการ reform รูปแบบการประชุมวิชาการที่สัมผัสได้ เอกสารไม่มาเป็นกระเป๋าอีกต่อไป กระดาษ ทีดีอาร์ไอ แจกในงานนี้ คือกระดาษขนาดกระดาษหนังสือพิมพ์หนึ่งแผ่น ที่ตัดครึ่งแล้วพับครึ่ง เป็นเอกสาร ๘ หน้า บรรจุข้อมูลเกี่ยวกับงาน หัวข้อที่จะนำเสนอพร้อมเนื้อหาย่อ และข้อมูลอื่นที่จำเป็นครบครัน เนื้อหาการนำเสนอ กระทั่งการประเมินผลการประชุม ทำผ่านอิเล็กทรอนิกส์  ผู้ที่อยากติดตามเรื่องนำเสนอในวันนี้แล้วมาไม่ได้ มีการออกอากาศสด และดูย้อนหลังได้ ทีดีอาร์ไอทำทุกอย่างที่จะบอกว่าประเทศไทย ๔.๐ มาถึงแล้ว หน้างาน บอร์ดแผ่นสูงกว่าตัวคนและกว้างพอจะครอบคลุมแนวโน้มต่างๆ ได้เกินครึ่งศตวรรษ…

TDRI 2016

หมายเหตุ  งานสัมมนาวิชาการประจำปีของทีดีอาร์ไอ (Thailand Development Research Institute)  ให้ความรู้และได้ความประทับใจกับวิธีการนำเสนองานตั้งแต่ปีที่แล้ว   ปี 2017/ 2560 นี้ก็เช่นกัน ก่อนจะ post เรื่องสำหรับปีนี้ จึงขอทบทวนโดยนำเรื่องปีที่แล้วมา post ไว้ด้วยกัน เรื่องนี้เขียนลงนิตยสาร สกุลไทย  ฉบับที่ 3210 พ.ศ. 2559 มาดใหม่ของการเสนองานวิจัย ทีดีอาร์ไอ จัดสัมมนาวิชาการที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ เมื่อวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2559 งานสัมมนาว่าด้วยเรื่อง “ปรับบทบาทรัฐไทย ให้ประชาชนได้บริการที่ดี” เนื้อเรื่องน่าสนใจ แต่การนำเสนอน่าสนใจยิ่งกว่า การนำเสนอกับสถานที่ไปด้วยกันเป็นอย่างดี ไม่ทราบว่าผู้จัดต้องการนำเสนอแบบนี้จึงเลือกโรงละครเป็นที่นำเสนอ หรือว่าได้ที่จัดที่โรงละคร จึงจัดนำเสนอแบบนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นประการใดก็ตาม ถือว่าวิธีการนำเสนอกับเวทีละครไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี สองข้างเวทีเป็นฉากทัศน์ของเมือง สีสันสดสวยดึงดูดสายตา ฉากกลางนำเสนอด้วย infographic ที่ดูง่าย เข้าใจง่าย สีสันสดในไม่แพ้ฉากข้าง ผู้นำเสนอ ขึ้นเวทีด้วยบทบาทของ “ผู้เล่าเรื่อง”  “ผู้เดินเรื่อง”  มี…

ฉลบชลัยย์ พลางกูร สตรีผู้เลอค่า

ขอหนังสือชื่อ ครูฉลบชลัยย์ พลางกูร หนึ่งศตวรรษแห่งคุณค่า มาจากเพื่อน ซึ่งเพื่อนขอมาจากท่านผู้จัดทำคือ คุณสุดา ดุษฎี วาณี พนมยงค์  เป็นหนังสือที่ดีมีคุณค่าสูงมาก ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ หนังสือเล่มนี้แม้ไม่ใช่หนังสือชีวประวัติก็ให้ส่วนที่สำคัญยิ่งสำหรับชีวิตของสตรีคนหนึ่ง และภูมิทัศน์สังคมรอบๆ ตัวเธอ คุณฉลบชลัยย์ พลางกูร เจ้าของโรงเรียนดรุโณทยาน มีอายุครบ ๑๐๐ ปี เมื่อพฤศจิกายน ๒๕๕๙ เธอใช้เวลาทั้งชีวิตเป็นครูและดูแลผู้คนที่เธอเห็นว่าสมควรได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู ด้านการศึกษา เธอมีเกียรติประวัติของการเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงที่เป็นสตรี (King’s Scholarship เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙)  ด้านงานจากวิชาที่ร่ำเรียนมา  เธอตั้งโรงเรียนอนุบาลที่ต่อมาขยายชั้นไปจนจบมัธยม ๖ ในสมัยนั้น เป็นครูที่สอนเด็กนักเรียนทั้งด้านวิชาความรู้ ความอดทน ขยันหมั่นเพียร และการทำงานต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ถ้าการเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงหมายถึงการใช้วิชาความรู้ที่ได้เรียนมาเพื่อสังคมไทย เธอทำหน้าที่ของเธออย่างบริบูรณ์ ด้านการเป็นพลเมืองไทย เธอเป็นเสรีไทย เป็นคู่ชีวิตของจำกัด พลางกูร ผู้สนับสนุนงานของสามีและสนับสนุนอุดมการณ์ของสามีเสมอมาแม้สามีจะเสียชีวิตไปแล้วในช่วงสงครามขณะปฏิบัติหน้าที่ในการเจรจาให้ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับการมีอยู่และบทบาทของเสรีไทย เพื่อเอกราชของประเทศไทย (ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๖) ในตอนนั้นอนาคตของประเทศไทยล่อแหลมมากกับการเป็นผู้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง…

ลักลอกงานทางวิชาการ

เรื่องลักลอกงานทางวิชาการเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก นักวิชาการต่างประเทศให้ค่าของความคิด บอกว่าเรื่องใหญ่และสั่งสอนนักศึกษาด้วยการเตือนนักศึกษาทุกเทอม หรือทุกครั้งเมื่อทำสาระนิพนธ์ ตามทฤษฎีที่ว่า ถ้าเตือนใกล้ๆ เวลาที่จะทำ โอกาสที่คนจะทำผิดโดยเจตนาจะน้อยลง อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยมักทำให้เห็นเป็นเรื่องเล็กทำนองว่า “ขอหยิบมาใช้ไม่กี่ประโยค หวงอะไรกันนักหนา” และลงมือทำให้นิสิตนักศึกษาเห็นเป็นแบบอย่างเสียด้วย  เช่น เอางานวิทยานิพนธ์ของลูกศิษย์ไปใช้ โดยไม่ให้เครดิตและไม่ถือว่าร่วมเขียน หยิบงานของอาจารย์ผู้น้อยในภาควิชาเดียวกันไปเป็นของตนโดยพลการ ลอกงานระดับนานาชาติก็เคยได้ยินแว่วๆ มา แบบปิดกันให้แซด ละครเวทีของคณะไอซีที มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ เรื่อง คำเชือดเชิญ  เมื่อเร็วๆ นี้ พาดพิงเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน  เนื้อหาหลักของเรื่องดัดแปลงมาจากเรื่องฆาตกรรมลึกลับของอะกาธา คริสตี้ แต่ในละครท่ีนำมาแสดงเป็นภาษาไทยแต่งขึ้นใหม่จากโครงคิดนั้น ได้วางตัวละครตัวหนึ่งเป็นนักเขียนชื่อดังมือรางวัล แต่เบื้องหลังรางวัลคือความตายของนักเขียนหนุ่มคนหนึ่งที่ตัวละครตัวนี้ขโมยงานมา เป็นการฆ่าเพื่อปิดปาก  น่าเสียดายว่าเนื้อเรื่องไม่ได้ชูประเด็นความผิดเรื่องขโมยความคิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรง โดยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาเข้ามาแซมซ้อน แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ผิดเรื่องที่ ๑ นำพาไปสู่ผิดเรื่องที่ ๒ ทำไมในแวดวงวิชาการระดับอุดมศึกษา มีการลอกงานกัน ทั้งๆ ที่ทุกคนก็รู้ว่าผิด เพราะเงื่อนไขการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการหรือ  ตำแหน่งสำคัญมากต่ออนาคตของอาจารย์หนึ่งคน จนอาจารย์ยอมที่จะแลกชื่อเสียง (ที่อาจเสียไปจากการถูกจับได้) กับตำแหน่งและเงินทอง(ที่ได้มาจากการคว้างานของผู้อื่นมาใช้) เชียวหรือ    หรือว่าเพราะไม่เคยมีใครถูกจับผิดอย่างเป็นทางการ เนื่องจากทำกันหลายคน ถ้ายกหนึ่งคนขึ้นมา ก็จะเป็นการลูบหน้าปะจมูก…

กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอน ‘ดอกไม้สด’

[ภาพจากร้านหนังสือเก่า  เรื่องนี้เคยลงพิมพ์มาแล้วเพื่ออ่านกันในวงจำกัด ในชื่อ “หนังสือที่ควรอ่านและสถานที่ที่ควรอนุรักษ์” และนำไปรวมไว้ในเล่ม น้ำหมึกหลากสี 72 ปีแห่งการเขียนและเรียนรู้ ตอนบ้านและโรงเรียน]  ดิฉันจำบทประพันธ์ต่างๆ ของ “ดอกไม้สด” ได้ เฉียดๆ การเป็นแฟนพันธุ์แท้ กรรมเก่า เป็นนวนิยายหนึ่งใน ๓ เรื่องแรกที่อ่านในวัยรุ่น อันเป็นวัยที่กำลังจำ และจำแบบไม่ลืม (เทียบชั้นเรียนในสมัยนี้คือ เมื่อยังอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น) ผู้แนะนำให้ดิฉันอ่านคือ น้าที่เรียนจบเพียงชั้นประถมปีที่ ๓ ผู้เชี่ยวชาญงานบ้าน และชอบอ่านนวนิยายเป็นชีวิตจิตใจ   ตัวเอกของเรื่องอยู่ในวัยใกล้เคียงกับคนอ่าน  เป็นกลวิธีแยบยลมากที่ทำให้หลานเริ่มสนใจอ่านนวนิยาย และได้มีโอกาสเลือกว่าจะติดใจสำนวนหรือลีลาของนักประพันธ์คนใด เม่ือติดใจเล่มแรกแล้ว น้าคนนั้นก็ชี้ให้ดู “ดอกไม้สด” ที่วางเรียงเป็นตับอยู่ในตู้ ดิฉันก็ทะยอยอ่านตามคำแนะนำของน้า จาก กรรมเก่า ไป อุบัติเหตุ (นางเอกก็อยู่ในวัยรุ่นๆ เหมือนกับคนอ่าน และ สามชาย (มีภาคเด็ก) แล้วน้าก็บอกว่า มีตอนต่อของ กรรมเก่า คือ ชัยชนะของหลวงนฤบาล แต่จะอ่านให้รู้จักหลวงนฤบาลฯ ควรอ่าน ความผิดครั้งแรก  เสียก่อน ต่อมาเมื่อสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งนำเรื่องของ…