ปัจฉิมนิเทศ / Commencement

ปัจฉิมนิเทศ / Commencement

 

มีเรื่องที่ขอยกมากล่าวในวันนี้เป็นข้อเตือนใจสำหรับบัณฑิต รวม ๔ เรื่องด้วยกันคือ

  1. เรื่องหนึ่งเรื่องมองได้หลายมุม
  2. ภาคภูมิแต่อ่อนน้อม มีมารยาท ไว้ไมตรี อย่าบอกลาการเรียนรู้ และอย่าหนีปัญหา
  3. ดำรงชีวิตด้วยปัญญา
  4. อย่าลืมความสุจริต

 

หัดมองหลายมุม

เมื่อประสบกับเรื่องราวใดๆ อย่าลืมที่จะมองว่า เรากำลังมองจากมุมหนึ่ง แต่คนอื่นอาจจะมีมุมมองที่ต่างจากเรา ขอยกตัวอย่าง ๒ เรื่องคือ

คำว่าปัจฉิมนิเทศในภาษาไทย เน้นที่การลาจากความนิสิต และชีวิตของการเล่าเรียน แต่ว่าในภาษาอังกฤษ คำว่า commencement เน้นที่การเริ่มต้นชีวิตในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของสังคม และของโลก เป็นชีวิตของการทำงาน สร้างครอบครัว และเป็นผู้ร่วมสร้างสังคม ในโอกาสเดียวกัน คำที่ใช้บ่งบอกถึงนัยที่ต่างกัน

อีกเรื่องหนึ่งคือคำว่าเข้ากับออก เรามักคุ้นกับความหมายนี้ว่า “เข้า” คือเข้าไปในพื้นที่ เช่น เข้าไปในอาคาร ส่วน “ออก” คือออกจากพื้นที่ หรือออกจากอาคาร

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่เคยมีประสบการณ์กับสนามบิน เมื่อบอกให้ไปส่งที่สนามบิน อาจจะไปส่งที่จุดรับผู้โดยสารขาเข้า และไปรับผู้โดยสารที่ลงเครื่องบินมาที่แผนกผู้โดยสารขาออก เพราะสำหรับเขา การเข้าคือเข้าไปในสนามบิน และออกคือออกจากสนามบิน

เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริง

เราอาจจะมองว่าคนๆ นี้ช่างไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ถ้ามองอีกมุม ก็คงจะเห็นว่าความเข้าใจของเขาไม่ผิด เพราะตรงตามประสบการณ์ที่เคยมีกับคำว่า “เข้า” และ “ออก” นี่คือมุมมองจากประสบการณ์ที่แตกต่างเท่านั้นเอง

คนรู้ภาษาอังกฤษไม่สับสน เพราะ “เข้า” อาคารต่างๆ ใช้คำว่า “in” “ออก” ใช้คำว่า “out” ส่วนการรับส่งผู้โดยสารขาเข้า เป็น arrival ขาออกเป็น departure คนละคำกัน (ถ้าลองใช้คำไทยว่า “ขาไป” กับ “ขามา” จะสับสนน้อยลงหรือมากขึ้นก็ยังไม่แน่)

 

ภาคภูมิแต่อ่อนน้อม

คนเป็นบัณฑิตจบใหม่มักภาคภูมิ แต่เมื่อไปถึงที่ทำงาน พบแต่คนที่มีประสบการณ์สูงกว่า จะหมดความมั่นใจหรือไม่ หรือยังคงความภาคภูมิใจไว้ จนกลายเป็นหยิ่งยะโส ทำงานหยิบโหย่ง ไม่น่าคบ

เมื่อได้เป็นบัณฑิตควรจะภูมิใจที่เราได้ผ่านการเรียนรู้ในระบบมาอีกขั้นหนึ่ง ที่เป็นขั้นสูงมากสำหรับคนส่วนมากในสังคม แต่ความภูมิใจไม่จำเป็นต้องมากับความหยิ่ง ทะนง หรือว่าโอหัง

ความภาคภูมิกับความอ่อนน้อมไม่ได้ขัดกัน

ผู้อ่อนน้อมและผู้มีมารยาทได้ไมตรี ได้ความเมตตา สร้างสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น ซึ่งทำให้งานลุล่วงได้ง่าย

ความอ่อนน้อมทำให้รู้ด้วยว่า การเป็นบัณฑิตนั้นไม่ใช่ที่สุดของการเรียนรู้วิชา การอำลามหาวิทยาลัยไม่ใช่การอำลาการเรียนรู้ แต่การเป็นบัณฑิตหมายความว่า ได้วิชาการเรียนรู้ไปพอแล้วที่จะฝึกตนได้เอง เรียนรู้ต่อได้เอง

การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เราแต่ละคนคงไม่อยากเป็นคนล้าสมัยหรือตกรุ่นในเวลาไม่กี่ปี ให้นึกถึงโทรศัพท์มือถือก็ได้ว่าตกรุ่นเร็วเพียงใด ถ้าเราไม่เรียนรู้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ เราก็จะเป็นคนตกรุ่นเหมือนกัน เรื่องอื่นๆ ก็เช่นกัน วิชาความรู้เปลี่ยนแปลงและเพิ่มมารวดเร็วมาก จึงต้องรู้จักเลือกและรู้จักเรียน การเรียนรู้ควรทำไปตลอดชีวิต

ในเวลาที่ต่างกันเพียง ๑๐ ปี คนในรุ่นเดียวกันก็จะเห็นได้ด้วยตนเองว่า ใครหยุดเรียนรู้ หรือใครเรียนรู้มากน้อยกว่ากัน

การเรียนรู้ยังหมายรวมไปถึงความขยันหมั่นเพียรในการงาน และสู้งาน ในขณะที่เลือกไปด้วยว่าได้งานที่ชอบและงานที่สนใจหรือไม่ ความขยันหมั่นเป็นคุณสมบัติที่สำคัญและสร้างประสบการณ์ในการก้าวไปข้างหน้า คนเราไม่อาจเรียกร้องเงินเดือนสูงๆ และตำแหน่งสูงๆ ได้โดยไม่เก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรับผิดชอบระหว่างทางไว้ก่อน

ยิ่งในอนาคตเมื่อแรงงานหลายชาติมีโอกาสเข้ามาทำงานในเมืองไทย และเราเองก็ไปทำงานในต่างประเทศได้ แรงงานที่ถูกกว่า ทำงานได้ผลงานดีกว่าเพราะความขยันหมั่น และมีความคิดที่เป็นระบบกว่า ย่อมได้งานไป เราคงไม่อยากตัดโอกาสตนเองในการได้งานดีๆ เพราะไม่สู้งานเมื่อเทียบกับคนทำงานจากต่างประเทศ

ในส่วนของความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่น ความแตกต่างระหว่างหญิงกับชาย และความแตกต่างของแต่ละคน ให้รู้ตัวเสมอและยอมรับในความแตกต่าง เพราะความแตกต่างคือความแตกต่าง ความแตกต่างมิใช่ปมด้อยและก็ไม่ใช่จุดเด่น เว้นแต่เราจะสร้างให้มันเป็น

จงเรียนรู้ที่จะรู้จุดเด่นจุดด้อยของตน และมุ่งปิดจุดด้อย ขยายจุดเด่น มิใช่ทำตรงกันข้ามคือขยายจุดด้อยและลบจุดเด่น ซึ่งหลายคนทำโดยไม่ทันคิดให้รอบคอบถึงผลในระยะยาว

 

ดำรงชีวิตด้วยปัญญา

จะดำรงชีวิตต่อไปในภายภาคหน้าอย่างงดงามต้องใช้ปัญญา มีเหตุผล มีหลักการ มีความกล้าในสิ่งที่ถูกที่ควร เช่น กล้าเผชิญกับปัญหาแทนหนีปัญหา และเรียนรู้ที่จะแบ่งเวลา พร้อมทั้งเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้

ในเรื่องการเผชิญกับปัญหา ผู้มีปัญญาย่อมหาทางแยกแยะปัญหา และค้นหาต้นตอของปัญหา เพื่อเผชิญกับปัญหา หรือขจัดปัญหาที่ต้นเหตุซึ่งจะทำให้ปัญหาหมดไป หรือทุเลาลง แต่บางคนหรือกลุ่มคนในสังคมเราในเวลานี้ มักนิยมใช้วิธีลบปัญหา ลบปัญหาการเมืองด้วยการล้มกระดาน หรือเรียกร้องให้ล้มกระดาน ลบปัญหาส่วนตัวด้วยการหนี เช่น ย้ายงานไป หรือกระทั่งหนีจากโลกนี้ แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อยังไม่ได้แก้ที่เหตุ ก็อาจจะเกิดขึ้นซ้ำๅ ได้ ในต่างเวลา และต่างสถานที่

ในเรื่องการให้ความสำคัญกับปัจจัยหลายๆ อย่างในชีวิต ผู้บริหารบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในต่างประเทศเคยเปรียบเทียบไว้อย่างน่าจดจำว่า ในชีวิตคนเรา เราโยนและรับลูกบอลกลางอากาศหลายลูก ต้องตั้งหลักรับและโยนให้ดี ลูกบอลเหล่านั้นอันได้แก่ ลูกบอลของการงาน สุขภาพ ครอบครัว มิตรสหาย – – ลูกบอลการงานทำด้วยหนัง ลูกบอลอื่นๆ ทำด้วยแก้ว ลูกบอลหนังตกได้ ไม่แตก แต่ลูกบอลแก้วเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพราะถ้าทำตกไป ไม่แตกก็ร้าว ไม่คงดีดังเดิม ในการขยันหมั่นเพียรในการงานจึงต้องรู้จักความพอดี ที่จะไม่ทำให้ชีวิตในด้านอื่นๆ ของเราที่สำคัญมากเสียไปในระหว่างที่มัวแต่ทุ่มเทหาเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง และตำแหน่งจากหน้าที่การงาน

ในการทำงาน คนเราแต่ละคนจะประสบทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว จะประสบกับความผิดหวังและความสมหวังคละกันไป เหตุการณ์ที่สร้างความผิดหวังหรือความล้มเหลวหนึ่งครั้ง ไม่มีวันจะถึงกับจะทำให้โลกนี้สิ้นสุดลง ชีวิตของแต่ละคนจะยังดำเนินต่อไป ให้นึกเสมอว่าแล้ววันหนึ่งสิ่งนั้นก็จะผ่านไป

ขอให้มีความกล้าหาญ และมีหลักยึด เรียนรู้ที่จะหาหลักที่จะรักษาใจให้มั่นคง การเรียนรู้ประสบการณ์อาจเรียนรู้ได้จากผู้ใหญ่ ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบ (ทั้งต้นแบบให้ทำตาม หรือต้นแบบที่ไม่พึงทำตาม) แต่หลักยึดที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเราแต่ละคน ไม่ใช่ตัวบุคคลที่ไม่จีรังยั่งยืน หลักยึดที่ดีที่สุดคือหลักการ อุดมคติ หรือความเชื่อมั่นศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา

ในขณะที่ศึกษาทางโลก อย่าละเลยทางธรรม สิ่งที่เราเรียนรู้ทางโลก และได้เรียนมาแต่เนิ่นๆ ต้องเรียนจนแคล่วคล่อง เราจะหยิบขึ้นมาใช้ได้เมื่อใดเรายังไม่รู้ เหมือนที่เราท่องสูตรคูณได้ตั้งแต่เด็ก แม้ว่าตอนที่เรียนจะไม่รู้ว่า ๒ คูณ ๒ เท่ากับ ๔ จะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

ส่วนที่เรียนรู้ในทางธรรม ใช้ได้เป็นเครื่องเตือนตนทั้งในยามสุขและยามทุกข์ เตือนตนได้ว่า ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา สิ่งใดมีเกิด ย่อมมีดับ ทุกอย่างมีเหตุมีปัจจัยจึงเกิด เมื่อรู้เท่าทันเช่นนี้ จิตใจย่อมมีหลักเกาะ ไม่โลดแล่นหวั่นไหว หรือกระเจิดกระเจิง เพราะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือว่า เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

การให้รู้หลักยึดไม่ได้หมายความว่าให้ทอดธุระ ปล่อยทุกอย่างไปตามเรื่องตามราว ซึ่งจะขัดกับที่ว่า ควรมีความขยันหมั่นเพียร อย่างไรก็ต้องทำวันนี้ให้ดีเพราะเราลิขิตชีวิตเรา

เราต้องรู้ตัวว่า แต่ละคนล้วนเกิดมาแต่กรรมของตน สิ่งที่เรามีเราเป็นอยู่ทุกวันนี้ เช่น อยู่ในครอบครัวนี้ ได้เดินเข้ามหาวิทยาลัยนี้ ได้เป็นนิสิต ได้พบเพื่อนดี ได้จบเป็นบัณฑิต ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่เราได้กระทำลงไปทั้งสิ้น ไม่มีเหตุบังเอิญเพราะโชค เมื่อรู้เช่นนี้ให้มุ่งทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นความดีงาม ทั้งเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ในอนาคตอย่าลืมทำตัวเป็นผู้ให้ด้วย ให้กับบุพการีผู้มีคุณ และให้ตอบแทนสถาบันการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาในระดับโรงเรียนหรือระดับอุดมศึกษา ไม่่จำเป็นต้องรอจนประสบความสำเร็จหรือมั่งมีเงินทองจึงจะเป็นผู้ให้ได้

การให้ที่มีค่าคือการให้เวลา ให้ความคิด ซึ่งบัณฑิตทุกคนสามารถช่วยได้ตามความถนัดและความเหมาะสมของแต่ละคน

 

อย่าลืมความสุจริต

สุดท้ายนี้ขอฝากข้อเตือนใจด้วยคำร้อยกรองหนึ่งบท

“ความรู้คู่เปรียบด้วย กำลัง กายเฮย

สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง

ปัญญาประดุจดัง อาวุธ

กุมสติต่างโล่ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม”

(พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

 

ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิตข้างหน้า

 

 

นวพร เรืองสกุล

คำกล่าวในงานปัจฉิมนิเทศบัณฑิตคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น ๗

๓๐ มีนาคม ๒๕๕๕