ให้ทานไฟ

กำหนดให้ทานไฟ

นครศรีธรรมราช

วัดพระมหาธาตุฯ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕

วัดชายคลอง วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕

วัดอื่นๆ ทั่วทั้งจังหวัด สอบถามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือที่สำนักงานจังหวัด สำนักงานเทศบาล และ อบต. ในแต่ละพื้นที่

ให้ทานไฟ

เดือนอ้าย อากาศเย็นเริ่มพัดมา ระหว่างที่เรากระชับผ้าห่มกันหนาวเข้ากับตัว คนนครฯ สมัยก่อนก็คิดถึงวัด คิดถึงพระด้วย ว่าท่านก็คงจะรู้สึกเย็นเหมือนกัน

ในสมัยโน้น ชีวิตของชาวบ้านเกี่ยวพันอยู่กับวัด จะสุข จะทุกข์ จะรื่นเริง จะโศกเศร้า ก็เข้าวัด เรียนหนังสือก็เรียนในวัด

วัดเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชน

อีกประการหนึ่งพระภิกษุสามเณรในวัดใกล้บ้านในสมัยนั้นก็ คือญาติผู้ใหญ่หรือลูกหลานของตนเอง คิดถึงพระภิกษุที่อยู่วัด ก็คือคิดถึงญาติที่ตนเคารพหรือรักใคร่เอ็นดูนั่นเอง ไม่ใช่ใครที่ไหน

แม้นครศรีธรรมราชจะไม่มีฤดูหนาวเหมือนภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย แต่สำหรับคนนครฯ แล้วเมื่อพ้นหน้าฝน อุณหภูมิที่ลดลงบ้างก็ถือว่าหนาวเย็นแล้ว

กิจกรรมให้ทานไฟจึงเกิดขึ้น จนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติสืบมาจนทุกวันนี้ในนครศรีธรรมราช ในช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม แม้จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปก็ตาม

ผศ. ปรีชา นุ่นสุข เล่าไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช ว่าแต่เดิมมาการทานไฟ เป็นการที่ชาวนครฯ ไปช่วยกันก่อกองไฟในลานวัดในเวลาเช้าตรู่ อันเป็นเวลาที่อากาศหนาวที่สุด เมื่อก่อไฟแล้วก็นิมนต์พระสงฆ์มาผิงไฟ

ทานไฟ คือการทำทานด้วยไฟ หรือการทำบุญด้วยการให้ความอบอุ่น

ต่อมาทานไฟขยายต่อเนื่องไปเป็นการจัดทำขนมต่างๆ ควบคู่ไปกับการก่อไฟด้วย พอฟ้าสางขนมก็แล้วเสร็จ ได้นิมนต์พระภิกษุฉันขนมร้อนๆ นั้น ในโรงฉันหรือในลานวัดบริเวณใกล้ๆ กับกองไฟ

ขนมที่ทำเป็นขนมพื้นบ้านที่ทำง่ายๆ เช่น ขนมครก ขนมโค หรือขนมปิ้งต่างๆ เข้ากับการมีกองไฟและการได้ความอุ่นจากเตาไฟ เช่น ข้าวเหนียวปิ้ง ขนมจาก เป็นต้น

ฉันเสร็จ พระสงฆ์ให้ศีล ก็พอดีเวลาที่ตะวันฉายให้ไออุ่นตามธรรมชาติ ชาวบ้านก็เก็บข้าวของแยกย้ายกันกลับ

ตีความทำความเข้าใจประเพณีและคิดต่อจากเนื้อหาคำบอกเล่าตามบทความที่กล่าวมาข้างต้น สรุปเอาเองว่า การก่อกองไฟในลานวัดน่าจะสะดวกและปลอดภัยและได้ประโยชน์มากกว่าก่อในลานบ้านแต่ละบ้าน

นอกจากนี้ ความอุ่นแผ่ไปได้ถึงทุกคนทั้งพระภิกษุสามเณร และชาวบ้าน ระหว่างนั้นฝ่ายฆราวาสก็หุงหาอาหารไปด้วย

เป็นกิจกรรมชุมชน เพราะอยู่กันเป็นกลุ่ม ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำบุญร่วมกัน ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปบ้านเพื่อทำการงานประจำวันต่อไป เป็นวิถีไทยในสังคมเกษตรที่อยู่ร่วมกันและสอดคล้องกันกับธรรมชาติ

ได้มีโอกาสไปร่วมในงานบุญให้ทานไฟที่วัดพระนครเมื่อต้นปี ๒๕๕๔ นี้

เราเดินออกจากบ้านตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง ไปยังวัดนี้ที่ตั้งอยู่ตรงกันข้ามด้านหลังของวัดพระมหาธาตุฯ แต่ละคนไม่ได้ทำอาหารไปด้วย เพราะรู้ว่าวันนี้เราจะถวายภัตตาหารด้วยอาหารที่ทำกันขึ้นมาในเต๊นท์ต่างๆ จากชาวบ้านชาวเมืองกลุ่มต่างๆ โดยเสียเงินร่วมบุญกับอาหารแต่ละอย่าง แล้วยกไปถวายพระ (กินเองด้วยก็ได้)

อาหารที่ปรุงขึ้น ณ สถานที่ในวัด เพื่อให้ผู้ที่มามือเปล่าได้ร่วมบุญมีทั้งอาหารหวานคาว เห็นขนมเบื้อง ขนมโค ทอดมัน กล้วยแขก ฯลฯ

กลุ่มหนึ่งที่เช่นเด่นชัดในงานประจำปีหลากหลายงานในนครศรีธรรมราชคือเหล่านักเรียนระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนหญิง – ชาย ประจำจังหวัด ที่โรงเรียนยกเป็นทีมมาเป็นกำลังสำคัญในการจัดเตรียมอาหาร และการดูแลความสะอาดเรียบร้อยหลังจากการทำทานแล้วเสร็จ

สำหรับคนเมืองที่บัดนี้อยู่บ้านปิดกระจกและติดแอร์ และใส่บาตรด้วยอาหารซื้อจากร้าน ใส่ถุงพลาสติก เป็นมนุษย์เงินเดือนหรือผู้ประกอบการ แทนที่จะเป็นเกษตรกรในสังคมเกษตร

คนเมืองใหญ่ห่างไกลธรรมชาติ จนกระทั่งบางคนอาจจะไม่รู้จักการใช้ฟืน การก่อกองไฟ การหุงต้มอาหารด้วยถ่านไฟ แต่ที่วัดต่างๆ ในเมืองนครฯ ก็ยังมีโอกาสได้เห็นการให้ทานไฟ และการปรุงอาหารที่ใช้เตาถ่านอยู่

แม้จะเหลือเพียงเป็นประเพณีประจำปีของแต่ละวัด จัดขึ้นวัดละวันเท่านั้นในรอบหนึ่งปี ตามแต่จะกำหนดวันขึ้นมา ก็เป็นงานประเพณีที่งดงาม เรียบง่าย ประทับใจ ในวิถีไทยที่ผูกพันอยู่กับวัด

นวพร เรืองสกุล

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s